วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใจเขาใจเรา...เมื่อมีลูก (ตอนเขย่าลูก)


 

        หลายคนคงเคยตกอยู่ในสภาวการณ์เช่นนี้ เมื่อเรามีลูกคนแรก ญาติพี่น้องมาชื่นชมยินดี มารุมรักมารุมอุ้มและบางคนก็แทบจะทำให้พ่อแม่มือใหม่อย่างเราหัวใจจะวาย ลูกของเราเราก็ทนุถนอมจะอุ้มแต่ละทีก็หันซ้ายหันขวา อุ้มท่าไหนดีน้อ...ที่จะไม่ทำลูกพลัดตก แล้วก็จะมีผู้รู้(กูรู้)มาอุ้มลูกแบบ.... มันต้องอุ้มแบบนี้ถึงจะเรียกว่าอุ้มเก่ง ไม่อุ้มเปล่าแกว่งไปแกว่งมา ปากก็ร้องเพลงเห่กล่อมไปด้วย เดี๋ยวเดียวเจ้าตัวน้อยก็หลับตาพริ้ม(น่าจะเวียนศรีษะจนหลับไปกระมัง) พ่อแม่ พี่เลี้ยง ปู่ย่าตายายก็ไม่รู้ นึกว่าเจ้าตัวน้อยชอบเพราะเราก็เห็นการกระทำแบบนี้มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว

        เมื่อไม่นานมานี้เอง แม่หมีเพิ่งได้อ่านเรื่องราวทางการแพทย์ เรื่อง"เขย่าลูก อันตรายที่คาดไม่ถึง" เรียกภาษาทางการแพทย์ว่าShaken Baby Syndrome(SBS)ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว จะเกิดขึ้นกับเด็กที่อยู่ในช่วงอายุขวบปีแรก โดยเฉพาะเด็กในช่วง 6 เดือนแรกมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ได้ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากการที่เด็กถูกเขย่าแรงๆ จะด้วยความรัก หมั่นเขี้ยว โมโหหรือเล่นรุนแรง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ Shaken Baby Syndrome ซึ่งส่งผลต่อสมองและมีอันตรายถึงชีวิต!

        เด็กที่โดนเขย่ารุนแรงหลายๆราย มักไม่เห็นร่องรอยของการบาดเจ็บจากภายนอก พ่อแม่จึงไม่ได้รีบส่งมารักษา ทั้งที่อาการของ Shaken Baby Syndrome ทำให้เด็กมีโอกาสเสียชีวิตสูง (เด็กที่ตกอยู่ในภาวะ Shaken Baby Syndrome จำนวน 1 ใน 3 คน มักจะเสียชีวิต) ที่เหลือรอดก็มีโอกาสตาบอด เป็นลมชัก หรือถ้ารอดก็มักมีปัญหาด้านการเรียนรู้ หรือสติปัญญา

     ความร้ายแรงของการเขย่าทารกอย่างรุนแรง

        การเขย่าลูกน้อยอย่างรุนแรงและกระชากกลับอย่างรวดเร็ว (Violently Shaken) ความร้ายแรงนั้นเปรียบเหมือนการขับรถพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน การถูกแรงเหวี่ยงไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว มีผลให้เส้นเลือดเล็กๆ ที่เชื่อมกันระหว่างเนื้อเยื่อของสมองฉีกขาดแล้วทำให้เลือดออก (เขย่าไปด้านข้างเลือดก็จะออกจากสมองด้านข้าง ถ้าเขย่าไปด้านหน้าเลือดก็จะออกจากสมองด้านหน้า) แล้วสมองของเด็กแบเบาะมีส่วนที่เป็นน้ำมากกว่าส่วนที่เป็นเนื้อสมอง เมื่อถูกผู้ใหญ่เขย่าไปมาอย่างไม่ปรานีปราศรัย จะมีผลให้เนื้อสมองแกว่งไปแกว่งมา แล้วไปกระทบกระแทกกับกะโหลกศีรษะจนสมองบอบช้ำเสียหาย นอกจากนั้นเส้นเลือดใหญ่ในสมองที่ยังไม่แข็งแรงของเด็กอ่อน ก็จะเกิดการแตกปริฉีกขาด มีเลือดออกได้

       มีอีกกรณีที่เราอาจนึกไม่ถึง ก็คือการที่เด็กแบเบาะโดนเขย่าอย่างรุนแรงจนตาบอด หูหนวก พิการ หรือเสียชีวิต หลายสิบปีก่อนคนทั่วไปหรือแม้แต่แพทย์เองก็ยังงงกับอาการของเด็กในวัยแค่ไม่กี่เดือนที่ผู้ใหญ่อุ้มมาพบด้วยอาการชัก หยุดหายใจเป็นพักๆ มีอาการเลือดออกที่ตา อาเจียน บางรายเซื่องซึมไม่ยอมดูดนม หมดสติ เนื้อตัวเขียว หลายคนเจอกับการเขย่าแรงๆจนกลายเป็นเด็กพิการในเวลาต่อมา และหลายรายถึงกับสิ้นใจตาย เมื่อแพทย์ทำการผ่าชันสูตรก็พบว่าเด็กมีเลือดออกในสมองเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ดูภายนอกแล้วก็ไม่มีบาดแผลหรือริ้วรอยการถูกทำร้ายแม้แต่น้อย.... แม่หมีก็เลยนึกถึงเด็กที่โดนตบหัวบ่อยๆ จะด้วยการหยอกล้อ หรือตบกระโหลกเพื่อสั่งสอน(ซึ่งมันจะกลายเป็นไม่ทันได้สั่งเสีย)หรือการจับเด็กนอนเปลแล้วแกว่งแรงๆ ก็น่าจะเป็นอันตรายกับสมองของเด็กได้

    การป้องกันที่ดีที่สุดที่ไม่ให้เด็กเจอกับการกระทำที่รุนแรงเช่นนี้ คือ

        1.เมื่อมีลูก  พ่อแม่ควรศึกษาหาความรู้วิธีการเลี้ยงลูกเพื่อเข้าใจธรรมชาติเด็ก เพราะเด็กทารกยังไม่สามารถพูด หรือบอกออกมาได้ว่าต้องการอะไร คนเลี้ยงดูเด็กต้องหาสาเหตุในสิ่งที่เด็กต้องการ ไม่ใช่แค่การเอานมให้เด็กดื่ม เพราะการร้องนั้นอาจมาจากหลายสาเหตุ ไม่ใช่แค่การหิวนมเท่านั้น เด็กอาจจะปวดท้อง หรือไม่สบายก็ได้ พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกด้วยความเมตตา ไม่ควรมีอารมณ์โกรธหรือโมโห บางคนพอลูกร้องไห้ก็เขย่าลูกเพื่อให้ลูกหยุดร้อง แต่เมื่อลูกยังไม่หยุดร้องสักทีก็ยิ่งเขย่าแรงขึ้นๆ  ถ้าพ่อแม่ยับยั้งอารมณ์ตัวเองไม่ได้เกิดความโมโหทำอย่างไรก็ไม่เงียบสักทีก็จะยิ่งเขย่าแรงหนักขึ้นกว่าเดิม  ยิ่งพ่อแม่ที่ให้พี่เลี้ยงมาเลี้ยงยิ่งแล้วใหญ่(ก็ไม่ใช่ลูกเขา)เด็กร้องก็รำคาญจับตัวเขย่าๆด้วยความโมโห จับกดหน้าคว่ำกับที่นอน จับกระแทกกับที่นอนพอดีพอร้ายกระแทกกับขอบเตียงอีก (พี่เลี้ยงคงยัวะ เสียเวลาเล่นไลน์ เล่นเฟซ ไม่เข้าใจว่ามารับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็กได้อย่างไร)

       2. การเล่นกับเด็กแรงๆ เช่น ไกวเปลแรงๆ ไกวชิงช้าแรงๆหรือโยนเด็กเล่น พอผู้ใหญ่เห็นเด็กหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจก็ยิ่งทำ แต่การกระทำแบบนี้เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็ทำให้เกิดผลเสียได้  ทั้งเรื่องสมองและอุบัติเหตุพลัดหล่น อันนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่จะเล่าให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์...ตอนนั้นเราเพิ่งมีพี่หมีใหญ่  เรายังอยู่ที่บ้านหลังเก่า  แม่หมีเดินไปเข้าห้องน้ำ  เดินกลับมาที่ห้องเห็นพี่ชายอุ้มพี่หมีใหญ่(ซึ่งอายุประมาณ 8-9เดือน)แล้วโยนให้ตัวลอยแล้วรับ   ตอนนั้นเขายืนอยู่ใต้พัดลมเพดาน  แม่หมีมองไปเห็นร้องกรี๊ดเข่าอ่อนเลยค่ะ   อีกนิดเดียวหัวลูกจะถึงพัดลม (ขนาดมานึกในตอนนี้แล้วยังหวาดเสียวไม่หาย  ตั้งแต่นั้นมาใครอย่ามาแตะลูกชั้น  จนใครๆบอกยัยนี่หวงลูก  แม่หมีก็ไม่สนใจค่ะ ลูกใครๆก็รัก  กลับไปโยนลูกตัวเองบ้างสิ  แม่หมีก็ไม่เคยเห็นเขาโยนลูกเขาสักที)แทนที่เขาจะสำนึกเขากลับบอกยังไม่โดนสักหน่อย ถ้าเขาเข้ามาอ่านจะโกรธก็ไม่ว่า ดีว่าตอนนั้นแม่หมีไม่ด่าเปิงก็บุญแล้ว(แต่จำได้ว่า ดึงตัวพี่หมีใหญ่กลับมาอุ้มแล้วร้องไห้  ลองนึกภาพดูแล้วกันค่ะถ้าหัวพี่หมีใหญ่โดนพัดลม  แม่หมีคงตายไปพร้อมกับลูก  ไม่ได้มาเขียนเรื่องราวในบล็อกนี้แล้วล่ะค่ะ) มาเล่าให้ฟังเพราะ.... บางครั้งคิดว่า ไอ้สิ่งที่เขาทำน่ะรักลูกเราจริง หรือทำให้ใครๆเห็นว่ารักหลาน  ใครจะว่าแม่หมีแร๊งงงง.... ก็ไม่ว่ากัน  แล้วตั้งแต่นั้นมารู้สึกว่าเขาเลิกทำท่าว่ารักลูกเราไปเลย  ก็ดีแล้ว... นี่ล่ะค่ะจะทำอะไรกับลูกใครให้นึกถึงใจเขาใจเราบ้าง(ส่วนพอมาสร้างบ้านใหม่ไม่ใช้พัดลมเพดานต่อจะให้มีโคมไฟระย้าพร้อมพัดลมสวยงามก็ไม่เอา เห็นแล้วนึกถึงภาพนั้นทุกทีเล่นเอาหลอนไปเลย

      3. พ่อแม่ควรเข้าใจคำว่า "ครอบครัว" ให้มากก่อนมีลูก  เพราะการเตรียมพร้อมก่อนมีลูกจะทำให้พ่อแม่มีความรู้เข้าใจมากขึ้นทั้งในเรื่องการเลี้ยงการดูแลเด็ก  การเตรียมพร้อมในเรื่องการเงิน  เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างรากฐานของครอบครัวในสังคมให้เข้มแข็งมากขึ้น  ซึ่งเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด เพราะถ้าแต่ละครอบครัวมีสิ่งเหล่านี้พร้อม  พ่อแม่ก็จะไม่เครียด  ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กจะไม่เกิดขึ้น  การมีพ่อแม่ที่ยังไม่พร้อมเช่น พ่อแม่วัยใส นี่ก็น่าเป็นห่วงเพราะ  พ่อแม่เหล่านี้บางคนยังติดเกมส์อยู่เลย  อันนี้มีเจ้าของร้านเกมส์เล่าให้ฟัง  พอร้านเปิดก็อุ้มลูกมาที่ร้าน แล้วทั้งพ่อกับแม่เปิดคอมพ์คนละเครื่องลากเก้าอี้นั่งตัวใหญ่มาวางแล้วเอาลูกนอน  จับขวดนมใส่ปาก  พอลูกร้องก็เกี่ยงกันอุ้ม  บางทีก็ทะเลาะกันในร้านเพราะติดพันกับเกมส์นี่แหล่ะ  เจ้าของร้านบอกหลายครั้ง  ลูกค้าพ่อแม่วัยใสก็มีโมโหบอกแบบเขาเป็นลูกค้านะ  ที่สุดเจ้าของร้านเกมส์ติดป้ายหน้าร้านว่า "ที่นี่ร้านเกมส์ไม่ใช่เนิสเซอรี่"  555 เจริญล่ะพี่น้อง  สังคมไทย!

       ถ้าใครมีญาติพี่น้องมีลูกเล็กๆหรือมีเนิสเชอรี่ก็ช่วยบอกต่อๆกันก็ดีนะคะ  จะได้ระมัดระวังในการเลี้ยงเด็ก  แล้วหากใครมาอุ้มลูกน้อยของเราถ้าเห็นท่าไม่ดี   รีบขอลูกคืนกลับมาอุ้มเอง  ไม่ต้องเกรงใจ   วิธีแสดงความรักกับเด็กๆมีตั้งหลายวิธี   ถ้าเขายังทำแรงๆแบบหมั่นเขี้ยวก็ให้ดึงลูกกลับมาแล้วบอกเขาตรงๆไปเลย  แล้วแต่เลยค่ะ....ว่าจะบอกเขาด้วยวิธีใด  แต่สำหรับแม่หมีคิดเอาไว้แล้ว   ถ้ามีหลานเมื่อไหร่จะหยิบมาใช้ทันท่วงทีเลย


    ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

       "Shaken Baby Syndrome เขย่า อันตราย!" โดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้จัดการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก และ "เขย่าลูกน้อย อันตรายมหันต์ " จากเว๊ปไซต์ http://www.vcharkarn.com/vnews/142803

       เขียนเรื่องนี้ ตั้งชื่อแบบนี้ "ใจเขาใจเรา...เมื่อมีลูก (ตอนเขย่าลูก)" แสดงว่าอาจมีตอนต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม่หมีเขียนแบบซีเรียสนะ แต่อ่านดูแล้วเหมือนไม่ซีเรียส ก็นี่ล่ะค่ะแม่หมี

      อ้อ! แม่หมีได้แผ่นดีวีดีหนัง Walk my way มาแล้ว  ที่พระเอกเป็นออทิสติกชื่อ "เทรุอากิ"  สบายใจแล้วค่ะ

 

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net