วันที่ อังคาร ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยวปิล๊อก บ้านอีต่อง ทองผาภูมิ (ตอนสุดท้ายที่ 15 : ปิดทริปปิล๊อก อำลาเมืองกาญจน์ ที่ร้านกบทอด)


วันอาทิตย์ที่ 30  พฤศจิกายน  2557

เวลาประมาณ 10.30 น. ณ เนินช้างศึก

...............................................

ผมกับลูกศิษย์รวม 7 ชีวิต นั่งรถตู้ของคุณสุพจน์

ลงจากเขาเนินช้างศึก มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองกาญจน์

ตั้งใจจะไปหาร้านแกงป่าอร่อย ๆ กินกันตอนกลางวัน

ผมคิดเอาเองว่า จากเนินช้างศึก ไปถึงในเมือง

คงใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง

น่าจะได้กินมื้อกลางวันกันประมาณเที่ยงครึ่ง

และก็ถามคุณสุพจน์คนขับรถตู้ของเราเรื่องเวลา

เขาก็บอกว่าน่าจะเป็นตามนั้น

....แต่ก่อนอื่นขอแวะตลาดบ้านอีต่อง

ไปหาอะไรดื่มที่ร้านกาแฟสดเจ้าประจำ

และที่สำคัญหาซื้อของฝาก

ผมได้ตะเกียงและเทียนพม่าไปฝากลูกชาย

ส่วนภรรยาก็คงเป็นเค้กชอกโกแลตของป้าเกล็น

รู้ว่าภรรยาไม่ชอบกินเค้ก แต่ก็อยากให้ชิม

พอซื้อของฝากเสร็จ ก็ขึ้นรถตู้ 

นั่ง หลับ ๆ ตื่น ๆ ผ่านเส้นทางลงเขา

ที่ได้ข่าวว่ามีจำนวนโค้งมากถึง 339 โค้ง

สำหรับคนที่นั่งรถไปเที่ยวปาย ที่แม่ฮ่องสอน

คงนึกภาพและจำความรู้สึกได้

เพราะรถตู้จะขับวนไปเวียนมา ตามทางโค้งซ้ายที ขวาที

คิดดูนะครับ กว่าจะลงจากเขามาถึงแยกบ้านไร่

ประมาณ 30 กม. เราต้องผ่านทั้งหมด  339 โค้ง

เฉลี่ยกิโลเมตรละ 11 โค้ง

ผมนั่งอยู่แถวแรกสุดจากด้านหน้าของรถตู้

หันไปมองดูข้างหลังสมาชิกของเรา

กำลังหลับใหลกันทุกคน

ยกเว้นผมที่มักจะหลับ ๆ ตื่น ๆ

ตื่นมาที ก็มองดูข้างทางว่าถึงไหนแล้ว

ผ่านมาเกือบชั่วโมง เราก็ลงมาถึงปั๊มน้ำมัน

ที่ทองผาภูมิ ใกล้จากตลาด เป็นปั๊มเดียวกันกับ

ที่เราแวะเมื่อเช้ามืดวันแรกที่มาถึง

(ก่อนไปตลาดทองผาภูมิ)

คุณสุพจน์ ขับรถเข้าไปเติมน้ำมัน

พวกเราก็ลงไปเข้าห้องน้ำกัน

ผู้คนคับคั่งที่หน้าห้องน้ำ โดยเฉพาะห้องน้ำหญิง

เห็นยืนต่อคิวกันยาว

เสร็จภารกิจที่ปั้มแล้ว

เราก็นั่งรถตู้มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองกาญจน์

ผมคิดเอาเองว่าประมาณอีกชั่วโมงหนึ่งก็ถึงตัวเมือง

ช่วงนั้นน้องปอ สมาชิกสตรีคนหนึ่งในทีมของเรา

ก็บอกว่าเมื่อสักครู่เธอรู้สึกเมารถ อยากอาเจียน

(จำไม่ได้ว่าเธอ บอกว่าอาเจียน

ที่ห้องน้ำในปั๊มด้วยหรือเปล่า)

และมาริโอ้ ก็บอกว่า เขาเพิ่งเข้าใจความรู้สึก

คนเมารถเป็นครั้งแรก เพราะตัวเขาก็รู้สึกเอง

ตอนที่นั่งรถตู้ผ่าน 339 โค้ง ลงมาจากเนินช้างศึก

.....................................

จากนั้นทุกคนก็นั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ ต่อไป

ตื่นตอนไหนก็ชวนคุณสุพจน์คุย

ส่วนใหญ่จะถามว่าถึงไหนแล้ว

ช่วงหนึ่งที่ทุกคนตื่น ผมก็เลยซาวเสียงดูว่า

เราจะไปกินมื้อกลางวันที่ร้านไหนดี

จะได้บอกคุณสุพจน์แต่เนิ่น ๆ

ในใจผมนั้น ร้านไหนก็ได้ ที่มีแกงป่า

มาเมืองกาญจน์ทั้งที ถ้าไม่ได้กินแกงป่า

เหมือนมาไม่ถึงกาญจนบุรี

แล้ว โซคูล ลูกศิษย์แนวเกาหลี ตี๋อวบของผม

ก็แนะนำให้ไปกินที่ร้านกบทอด

เขาบอกว่าเป็นร้านดัง

มีเมนูกบทอดกระเทียมพริกไทยขึ้นชื่อมาก

และก็มีเมนูเด็ด ๆ อีกหลายอย่าง เช่น

ปลาเนื้ออ่อนผัดฉ่า ปลาคังลวก 

รวมทั้งแกงป่าที่ผมอยากกินก็มีด้วย

โซคูล ไม่ได้พูดเปล่า ๆ นะครับ

เขาใช้ไอแพดค้นหาข้อมูล

"ร้านกบทอด" ในอินเตอร์เน็ต

แล้วโชว์ให้พวกเราดูด้วย

ผมลองเสิร์ชดู แค่จิ้มคำว่า “ร้านกบทอด”

ก็เจออย่างนี้เลยครับ

สมาชิกทุกคนรวมทั้งผม เห็นด้วยกับไอเดียของโซคูล

เพราะเขาเชี่ยวชาญเรื่องการกิน การเที่ยว ดีมาก

เนื่องจากทำงานเป็นผู้บริหารของบริษัทประกันชีวิต

ต้องเดินทางไปพบลูกค้า นัดคุยกับลูกค้า

จัดประชุมสัมมนา โน่นนี่นั่น ตามร้านอาหาร

ภัตตาคาร และโรงแรมต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ

ผมเองก็ยอมรับความชำนาญด้านอาหารการกินของโซคูล

โดยเฉพาะจากการที่ได้เห็มาเที่ยวครั้งนี้ด้วยกัน 3 วัน 3  คืน

จึงได้รู้ว่านอกจากเชี่ยวชาญเรื่องกินอาหารแล้ว

โซคูลยังทำอาหารเก่งมากด้วย

เขาทำกับข้าวหลายอย่างให้พวกเรากิน

ไม่ใช่แค่ทำให้พอกินได้ แต่เขาทำได้อร่อยมากด้วยครับ

ข่วงนั้นผมเห็นว่าทุกคนตื่นแล้ว

ก็เลยถามความรู้สึกของแต่ละคนว่า

มาเที่ยวครั้งนี้รู้สึกประทับใจอะไรเป็นพิเศษ

เริ่มที่โซคูลก็บอกว่าชอบบรรยากาศ

สถานที่ ที่ "ปิล๊อก"

รวมทั้งเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกัน

ถึงแม้จะเป็นการมาเที่ยวด้วยกันครั้งแรก

แต่ทุกคนก็เป็นกันเอง สนุกสนานเฮฮา

 

ตามมาด้วย อ.โจ้ บอกว่าประทับใจหลายอย่าง

แต่ถ้าถามว่าที่สุด เขาบอกว่าชอบ "ป้าเกล็น" มากที่สุด

เขาแปลกใจมากว่าหญิงชราชาวออสเตรเลียอายุ 76 ปี

อยู่ที่บ้านหลังเล็กในป่าใหญ่ สามารถใช้ชีวิตตามลำพัง

หลังสามีของป้า หรือลุงสมศักดิ์เสียชีวิตไป

ทุกวันนี้ยังทำงานเอง ไม่อยู่นิ่ง

มีวิธีคิด และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข 

 

คนถัดมาที่แสดงความเห็น คือ อ.เอ ทวีวรรณ

ซึ่งบอกกับพวกเราว่า เธอประทับใจที่ได้มาเที่ยวแบบ

นี้ มาเดินป่า ขึ้นเขา ลงน้ำตก

ได้มาสนุกกับเพื่อน ๆ มีกิจกรรมแปลกใหม่

ที่ไม่เคยทำมาก่อน  เช่น กางเต๊นท์

และได้เล่นไพ่ หลายแบบเลย 555

(ตัวอย่างหลังนี้ ผมยกขึ้นมาเองนะครับ

อ.เอ ไม่ได้พูดนะครับ)

พอมาถึงกรุงเทพฯ

วันรุ่งขึ้นอ.เอ ก็ส่งแมสเมส มาที่กรุ๊ปเฟซบุ๊ก

 

มาสอบถามพวกเราว่า

จะไปหาซื้อเต๊นท์ได้ที่ไหนดี

แสดงว่าประทับใจมากจริง ๆ

มาริโอ้ เลยส่งข้อมูลเรื่องเต๊นทืมาให้

..................................

ตามมาด้วยความรู้สึก ของ อ.เอ วรยุทธ์

 

เขาบอกพวกเราว่า ชอบที่ได้มาทำ

สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น กางเต๊นท์ เก็บเต๊นท์

และที่ประทับใจเป็นพิเศษคือ การจัดการ

การเตรียมการของมาริโอ้ หัวหน้าทัวร์

ที่เตรียมทุกอย่างมาพร้อมมาก ทั้งเต๊นท์นอน

และอุปกรณ์ทำครัวทำอาหารต่าง ๆ

ภาพจากกล้อง ของ อ.เอ

ก็ได้ขึ้นหน้าหนึ่งในบล็อกโอเคเนชั่นด้วยครับ

 คนต่อมา คือ มาริโอ้ บอกว่าสิ่งที่เขาประทับใจ

(ผมนับได้ 3 อย่าง) คือ หนึ่ง ได้มาเที่ยวครบ

ทุกอย่าง ทุกที่ตามตั้งใจ เพราะที่ผ่านมา

เขาเคยมาเที่ยวที่ปิล๊อก

แล้วขาดอะไรบางอย่างไป

เช่น ไม่ได้ไปบ้านป้าเกล็น

ครั้งนี้จองที่พักบ้านป้าเกล็นได้

บุกป่าฝ่าทางวิบาก ไปกินเค้กโฮมเมด

ตำรับอังกฤษครบทุกรสชาติ

การเที่ยวแต่ละจุด ราบรื่นดี ไม่มีปัญหา

สอง คนที่มาเที่ยวกลุ่มนี้ดี

เพื่อน ๆ น่ารัก ไม่เยอะ ไม่เรื่องมาก

เอางัยเอากัน ว่างัยก็ว่าตามกัน

(อันนี้ผมเข้าใจเขาเลย

ในฐานะคนนำทัวร์ ก็คงไม่อยาก

ให้สมาชิกในกลุ่มไม่แฮปปี้ 

หรือมีเรื่องจุกจิกกวนใจ)

 และสาม ประทับใจที่ได้รู้ว่า อาการเมารถจริง ๆ

มันเป็นยังงัย ... เขาเล่าว่าเคยหงุดหงิด

ไม่เข้าใจภรรยา ที่ครั้งหนึ่งเกิดอาการเมารถ

แบบทนไม่ได้อยากจะอาเจียน เมารถมาก ๆ

แต่ตอนนั้นมาริโอ้ บอกว่าเขาไม่เข้าใจ

ว่าอะไรมันจะขนาดนั้น แต่พอมาวันนี้

วันที่ตัวเองเจอมากับตัวจริง ๆ จึงเข้าใจว่า

การเมารถมันทรมานมาก 

ตบท้ายที่น้องปอ ภรรยาอ.เอ วรยุทธ์

ปอ บอกว่าสิ่งที่ประทับใจคือ ... 

การจัดการ เตรียมงานของมาริโอ้

ทำให้การมาเที่ยวครั้งนี้สนุก ราบรื่น กินอร่อย ทุกมื้อ

และที่ปอประทับใจมาก ๆ คือ มาริโอ้

ที่เป็นคนมากอารมณ์ขัน คุยสนุก ปล่อยมุกกระจาย

ทำให้ทุกคนในทริปนี้ได้ หัวเราะ มีความสุข

สนุกตลอดเวลา 

 

ตัวผมเองไม่ได้บอกลูกศิษย์

ว่ามาเที่ยวปิล๊อก 3 วัน 3 คืน ครั้งนี้

ประทับใจอะไรบ้าง ...

แต่อยากให้พวกเขาติดตามอ่านบล็อก

ของผมให้ครบ 15  ตอน 

เพราะถ้าไม่ประทับใจจริง ผมคงไม่ขยัน

เขียนบล็อกได้ยาวขนาดนี้

อยากขอบคุณทุกคนจริง ๆ

ที่ทำให้การเที่ยวครั้งนี้ มีสีสัน

สร้างความสุข ความประทับใจให้ผมไม่รู้ลืม

เรียกว่าลืมทริปนี้ไม่ลง จริง ๆ

.........................................

ขณะที่เราพูดคุยกันอยู่นั้น คุณสุพจน์ก็พูดขึ้นมาว่า

“อาจารย์จะแวะซื้อเมลลอน ไปฝากใครไหม

เดี๋ยวข้างหน้าจะมีเมลลอนขายริมทางเยอะเลย”

มาริโอ้ จึงบอกว่า ข้างหน้าจะมีร้านเจียไต๋ มีของฝาก

ขายหลายอย่างเหมือนกัน

สมาชิกลงมติว่า งั้นแวะร้านเจียไต๋

ซื้อของฝากกันแป๊บนึงก่อน

จากนั้นไม่นานเราก็มาถึงร้าน ....

ผมเดินเข้าไปข้างในร้าน เดินดู คิดอยู่ว่า

จะซื้ออะไรไปฝากภรรยาดี

จริง ๆ ซื้อเค้กป้าเกล็น ไปให้ชิมนิดหน่อยแล้ว

แต่เนื่องจากภรรยาผม ไม่ชอบกินเค้กเท่าไหร่

เลยอยากซื้ออยากอื่นไปเพิ่มเติม

ได้เมลล่อนไป 6 ลูก

และก็ได้มาเจอของบางอย่างในร้านเจียไต๋

ที่ผมคิดว่าน่าจะถูกใจภรรยา

อารมณ์ศิลปินของผมแน่นอน

นั่นคือ กระเจี๊ยบกรอบ

 

 ผมไม่เคยกินแบบนี้มาก่อน

เคยกินแต่กระเจี๊ยบต้ม กระเจี๊ยบย่าง

แต่ไม่เคยกินกระเจี๊ยบอบกรอบ

แถมยังมีหลากรสชาติให้เลือกด้วย

นอกจากนั้นผมก็ซื้อเมลลอนสีเขียว กับสีส้ม เผื่อไปด้วย

แอบคิดในใจว่า ซื้อมาตั้งสามอย่าง ต้องมีสักอย่าง

ที่โดนใจภรรยา พอกลับมาถึงบ้านโล่งอก

ภรรยาบอกว่าชอบเมลล่อนเขียวมาก

วันรุ่งขึ้นเธอปลอกและหั่นให้ลูกชาย

เอาไปกินระหว่างทางไปโรงเรียน

....................................

พอออกจากร้านเจียไต๋แล้ว

รถตู้เราก็ขับเลี่ยงตัวเมืองกาญจน์

มุ่งหน้าไปทางท่ามะกา ที่ตั้งของร้านกบทอด

ที่โซคูลแนะนำ วันนั้นรถนักท่องเที่ยว

เดินทางกลับเข้ากรุงเทพเยอะมาก

บางช่วงก็รถตู้เราก็ค่อย ๆ ขยับ

บางช่วงก็ติดหนับ

และเราเองก็เสียเวลาไปที่ร้านเจียไต๋

ทำให้กว่าจะไปถึงร้านกบทอด

ก็ปาเข้าไป บ่าย 3 โมงพอดี

พอไปถึงร้าน ก่อนเข้าห้องน้ำ

ผมกระซิบบอกโซคูลว่า ...

อย่าลืมสั่งแกงป่าไก่ให้ผมด้วย

นอกนั้นจะกินจะสั่งอะไรกัน

ก็ตามสบาย เพราะผมเองไม่ได้กินกบมานาน

นับเป็นสิบปี ไม่ใช่หากินยาก

แต่เพราะไม่อยากกินขึ้นมาเฉย ๆ

ตอนเด็ก ๆ อยุ่ที่สุพรรณฯ กินกบกันอยุ่บ่อย ๆ

แต่ตอนหลังมานี่ ผมไม่ได้กินมันเลย  

รู้สึกสงสารกบขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

รู้แต่ว่าไม่กินมันมา มากกว่า 20 ปี แล้ว

วันนั้นจึงเป็นวันนอกกรอบ ในชีวิตของผมอีกครั้ง

กับการกินกบทอดกระเทียมพริกไทย

เรารออาหารที่สั่งอยู่นานพอสมควร

เพราะมีลูกค้ามาก่อนหน้าเราเป็นจำนวนมาก

นี่ขนาดบ่ายสามโมงแล้ว

คนยังมารอกินเยอะขนาดนี้

แสดงว่าของเขาต้องไม่ธรรมดา

ช่วงนั้นแต่ละคนก็นั่งรอ ด้วยสภาพอ่อนเพลีย

อ.โจ้ นั่งเหม่อ ๆ สงสัยคิดถึงลูก

มาริโอ้ ดูซึม ๆ ไม่พูด ไม่จา สงสัยหิวจน ไม่มีแรงปล่อยมุก 555

ขณะที่ โซคูล กับอ.เอ ทวีวรรณ

คุยกันเรื่องเครื่องกรองน้ำ

ส่วน อ.เอ วรยุทธ์ ก็ยังคงทำหน้าที่ช่างภาพ

ประจำทริป ถ่ายรูปที่ร้านนี้ไว้ให้ผม

เอามาเล่าในบล็อกเช่นเคย

.... ไปดูกันเลยครับว่าวันนั้น

เราหม่ำอะไรกันบ้าง .... 

 

ลูกศิษย์กินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย

เพราะเป็นมื้อกลางวันตอนบ่ายสามโมง

หลายคนคงหิวจัด ซัดกันซะเรียบเลย

ผมกินแกงป่า ผัดฉ่า เผ็ดร้อนได้ใจ เหงื่อไหลเลย

เลยต้องกินกบทอดดับความร้อนแรง

มาริโอ้ ถูกใจกบทอดกระเทียมพอสมควร

นี่ก็เป็นเรื่องนอกกรอบอีกอย่างในชีวิต

ปกติเที่ยงหรือไม่เกินบ่ายโมง

ผมก็จะกินข้าวกลางวันแล้ว

แต่ครั้งนี้ เรามาเที่ยวแบบนอกกรอบ

ได้เจออะไรที่ไม่เคยเจอ อะไรที่ไม่ค่อยได้เจอ

ก็ลองเจอมันซะบ้าง เพราะหลายอย่างในชีวิต

เราเองก็เลือกไม่ได้

หลายครั้งเราจึงต้องพร้อมเรียนรู้

เข้าใจสิ่งที่เราพบเจออยู่

อยู่กับสิ่งนั้น เรียนรู้ไป

เดินตามสติ ตามใจเราให้ทัน

อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน

และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

ตรงตามเนื้อเพลง “Live and Learn” เลยครับ

…………………………….

พอออกจากร้านกบทอดแล้ว

รถตู้เรามุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ

แวะไปส่งมาริโอ้ เป็นจุดแรกที่พุทธมณฑลสาย 4

จากนั้นไปส่งอ.เอ ทวีวรรณ ที่บางใหญ่

และที่หมายสุดท้าย คือบ้านผมที่คู้บอน รามอินทรา

เพราะสมาชิกอีกสี่คนที่เหลือ

เอารถมาจอดไว้ที่หมู่บ้านผม

พวกเราทุกคนเดินทางกลับถึงบ้าน

ด้วยความปลอดภัย

ภรรยาผมถูกใจของฝากมาก ทั้งเมลล่อน

และกระเจี๊ยบกรอบ

สองวันถัดมา อ.เอ วรยุทธ์

ก็ส่งแมสเสจมาถึงพวกเราว่า

 

 

ได้โหลดรูป save ลงแผ่น 

ใส่ซองส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนมาให้ทุกคนแล้ว

และบอกให้ไปดูคลิปวิดีโอ

ที่ถ่ายระหว่างที่เราไปเที่ยวปิล๊อกกัน

ได้ใน drop box ...

วันรุ่งไปรษณีย์ก็มาส่ง

พัสดุที่อ.เอ ส่งมาให้

นี่คือ สุดยอดมนุษย์ไฮเทค ที่มี service mind

บริการเพื่อน ๆ แบบเกินความคาดหวัง

ยินดีและเต็มใจทำให้ทุกคน

โดยไม่ต้องรอให้ใครร้องขอ

คุณสมบัติข้อนี้ของ อ.เอ ถือเป็นค่านิยม

หรือ Value ที่ดีมาก ของเขาเลยครับ   

…………………………

ถือเป็นการปิดฉากทริปปิล๊อกอย่างสมบูรณ์

ปีหน้าเราจะไปเที่ยวนอกกรอบแบบนี้กันอีก

จะเป็นที่ไหน เมื่อไหร่

แล้วจะกลับมาอัพเดทให้ฟังกันใหม่

สำหรับวันนี้ก็ขอกล่าวคำว่าสวัสดี

และขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ติดตามอ่าน

ซีรีส์ “เที่ยวปิล๊อก บ้านอีต่อง ทองผาภูมิ”

มาจนถึงตอนสุดท้าย ขอบคุณมากมายครับ

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net