วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มองปัญหาการบวชภิกษุณี อย่างผู้ที่เคยปรารถนาการบวช


ดิฉันเชื่อว่า ชาวพุทธทุกคนที่เมื่อหันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง เมื่อศึกษามาระยะหนึ่ง เมื่อเห็นว่าควรน้อมการปฏิบัติมาสู่ตนเพื่อบรรลุธรรมสูงสุดในพุทธศาสนา มักมีความต้องการที่จะบวชเป็นพระ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ หรือ ภิกษุณี

ปัญหาการยอมรับเรื่องบวชหญิงเป็นภิกษุณีนั้นมีมายาวนานหลายปี ดิฉันเคยอ่านความเห็นของหลายๆท่าน ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการบวชภิกษุณีในประเทศไทย พบว่ามีความเห็นหลากหลายมาก

ท่านที่เห็นด้วย มักให้เหตุผลหลากหลาย เช่น

..........- เกี่ยวกับสิทธิสตรีที่มีเท่าเทียมบุรุษ เมื่อชายบวชได้ หญิงก็ควรบวชได้เช่นกัน

..........-หญิงมีความฉลาดและความสามารถไม่แพ้ชาย ในเมื่อหญิงเป็นเพศแม่ เรารักเคารพแม่ แต่ทำไมชายจึงกีดกันคนที่เป็นเพศเดียวกับแม่ของตนไม่ให้ได้บวช

.........-ที่ว่าภิกษุณีบริษัทสิ้นการสืบสายนั้นอาจไม่เป็นอย่างนั้นตามที่ได้รับการบอกเล่าก็ได้เพราะการสืบสายภิกษุณีนั้นแม้ทางเถรวาทจะหมดสิ้นไป แต่ทางมหายานยังมีการสืบต่อกันมา อีกทั้ง ทั้งเถรวาทและมหายาน ก็ล้วนเป็นหน่วยหนึ่งในพุทธศาสนาเหมือนกัน เมื่อมีภิกษุณีในฝ่ายมหายาน จึงเท่ากับมีภิกษุณีที่สามารถบวชหญิงให้สืบสายภิกษุณีต่อไปได้

.........-เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตการบวชแล้วก็ไม่มีการตรัสยกเลิกการบวชหญิง ดังนั้นหญิงจึงยังสามารถบวชได้อยู่

.........-ภิกษุณีในปัจจุบันก็ไม่เป็นภาระแก่ภิกษุเหมือนในพุทธกาลเพราะมีที่อยู่ถาวร มีรั้วรอบขอบชิด ไม่ต้องการการปกป้องดูแลจากภิกษุเหมือนในพุทธกาล

.........-การบวชหญิงเป็นภิกษุณี ช่วยให้มีบรรพชิตที่เป็นที่ไว้วางใจแก่อุบาสิกาได้มากกว่าภิกษุ

........-การที่หญิงสามารถบวชได้ยังอาจช่วยแก้ปัญหาการตกเขียวของหญิงได้

........-การกีดกันไม่ให้หญิงบวช เท่ากับไม่เห็นคุณค่าของการบวช ในเมื่อเราเห็นคุณค่าของการบวชของชาย ก็ควรเห็นคุณค่าในการบวชของหญิงด้วย

เหล่านี้เป็นต้น

ท่านที่ไม่เห็นด้วย มักให้เหตุผลว่าที่ไม่สามารถบวชหญิงเป็นภิกษุณีได้ เพราะ

........-การบวชต้องมีสงฆ์สองฝ่าย แต่ปัจจุบันภิกษุณีสงฆ์ได้สิ้นผู้สืบสายไปแล้ว ดังนั้น สงฆ์จึงไม่ครบสองฝ่าย จึงทำให้หญิงจึงไม่สามารถบวชเป็นภิกษุณีได้

.......-แม่ เป็นเสาหลักของการดูแลลูก หากแม่ออกบวชเสียแล้ว ลูกๆคงขาดที่พึ่งทางใจ (ซึ่งในเรื่องนี้ฝ่ายผู้สนับสนุนก็ให้เหตุผลว่าส่วนใหญ่หญิงผู้บวชมักเป็นผู้ที่ไม่มีครอบครัว หรือ เป็นผู้ที่ลูกๆโตกัน ดังนั้นประเด็นนี้น่าจะตกไป)

.......-บางท่านแสดงความเห็นราวเป็นการทำให้หญิงผู้ต้องการบวชฉุกคิดถึงพระวินัยว่า หญิงนั้นมีสิทธิบวชเสมอ สิทธิของหญิงไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ผู้ที่จะช่วยให้หญิงได้ใช้สิทธินั้นไม่มีเนื่องจากภิกษุณีบริษัทได้ขาดการสืบสายไปแล้วนั่นเอง การบวชมีคุณค่าเสมอแต่ควรพิจารณาว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพียงไร

.......-บางท่านก็ว่า แม้พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาตให้สงฆ์เพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ แต่สิกขาบทนั้น คงรวมครุธรรมหรือสิกขาบทเกี่ยวกับภิกษุณีไว้ด้วยไม่ได้ เพราะนี่เป็นเรื่องใหญ่ในพุทธศาสนา 

ดูๆแล้ว การบวชหญิงเป็นภิกษุณี เหมือนจะนำเหตุผลทั้งทางโลกและทางธรรมมาปนกันจนหาข้อสรุปไม่ได้เลยนะคะ

 

ดิฉันเองก็เป็นหญิงผู้หนึ่งที่เคยปรารถนาจะครองผ้ากาสาวะ ถึงขนาดจะเข้าพิธีบวชเป็นสามเณรีในปี ๒๕๕๒ แต่ก็ถูกลูกๆรั้งไว้ในนาทีสุดท้าย ช่วงที่รู้ตัวว่าไม่สามารถห่มผ้าสีกลักได้ ดิฉันมีแต่ความทุกข์ ได้แต่ตั้งความหวังว่าจะบวชให้ได้ในวันหนึ่งข้างหน้า ได้แต่คร่ำครวญหา รอให้วันนั้นมาถึง

แต่ปัจจุบัน ดิฉันนึกขอบคุณลูกๆที่ทำให้ดิฉันพลาดโอกาสในการบวช นึกขอบคุณสามีที่สนับสนุนตลอดมาแม้ว่าในช่วงที่เธอยังไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนานั้น การปฏิบัติแบบ “หลุดโลก” ของดิฉัน คือ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์อย่างยิ่งเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจสมมติบัญญัติ ใส่ใจแต่ปรมัตถบัญญัติเท่านั้นทำให้ดิฉันทอดทิ้งเธอเป็นปีๆ จนเธอเป็นทุกข์ตามดิฉันไปด้วย จนทำให้วิถีชีวิตเราทั้งสองปั่นป่วน (ศีล ในความหมายหนึ่งคือความเป็นปกติ ชีวิตเราในช่วงนั้นปั่นป่วนแต่ด้วยความเบาปัญญา ในช่วงนั้น ดิฉันกลับเห็นเป็นปกติไป) ต่อเมื่อเธอได้หันมาศึกษาศาสนาพุทธด้วยในปี พ.ศ. ๒๕๕๕  ความใคร่ครวญธรรมอย่างร่างแหครอบคลุมในแนวกว้าง เชื่อมโยงกับธรรมชาติทั้งหมดของเธอทำให้ดิฉันที่มักจะมองธรรมลงในแนวดิ่ง มองธรรมเป็นจุดแบบลึกลงไปด้านเดียว สามารถเชื่อมโยงจุดที่มองเข้าหากันได้ พิจารณาธรรมและพิจารณาตนได้ดีขึ้น

จึงได้ศึกษาธรรมไปตามเหตุปัจจัย มองโลกอย่างที่โลกเป็น ไม่ใช่อย่างที่อยากให้เป็น จนกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับสมมติได้โดยที่โน้มไปในปรมัตถด้วย ชีวิตจึงเป็นปกติเพราะ “เป็นอยู่” คู่กับ “ศึกษาธรรม” อย่างพยายามกำหนดรู้เพื่อไม่สร้างสมุทัยโดยไม่จำเป็น พร้อมๆกับพบสุขในลักษณะต่างๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และดิฉันก็มองความหวังที่ว่าจะบวชในสักวันอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น จนละความปรารถนาที่จะบวชลงด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้

๑ ธรรมชาติอันเป็นอุปสรรคต่อสังคมนักบวช

พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงหญิงไว้ค่ะว่าทำงานใหญ่ไม่ใคร่ได้ เพราะธรรมชาติของหญิงมักโกรธบ้าง มักริษยาบ้าง มักตระหนี่บ้าง มักไม่ค่อยใช้ปัญญาบ้าง ในบางสูตรตรัสว่าหญิงมักโลเล

ดังนั้น เมื่ออยู่รวมกันเยอะๆแล้ว โอกาสที่จิตจะไหลลงสู่ที่ต่ำเพราะธรรมชาติตนจึงมีมากกว่าชาย

คงเพราะเหตุนั้น หากว่าหญิงอยู่รวมกันแล้วจะเอื้อแก่การสนทนาเรื่องไม่เป็นสาระมากกว่าเรื่องที่เป็นสาระ จู้จี้จุกจิกมากกว่าชาย และมัก “คิดเล็กคิดน้อย” มากกว่าชาย

การคิดเล็กคิดน้อยนี้ต่างจากการมีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย เพราะการคิดเล็กคิดน้อย คือแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้น ด้วยการยึดมั่นในความเห็นว่าเป็นตน เป็นของตน จึงเก็บมาคิดว่าความเป็น”ตัวตน” และ “ของตน” ถูกกระทบกระเทือน ถูกสั่นคลอนอย่างไร แล้วก็เก็บเรื่องที่เกิดขึ้นและจบไปแล้วนั้นมาคิดต่อความไปจนกลายเป็นเรื่องใหญ่

แต่การเห็นภัยในเรื่องเพียงเล็กๆน้อยๆ คือการที่สติจับอารมณ์ได้ว่าเป็นผลที่เกิดมาจากอาสวะที่ไหลซ่านออกมาย้อมจิตจนเกิดความรู้สึก ความคิด ที่อกุศล จึงนำสิ่งที่คว้าเอาไว้ได้มาพิจารณาเพื่อละคลายความเห็นว่าเป็นตนต่อไป  

อย่างไรก็ดี หากเรามีศรัทธาที่มั่นคงต่อพระรัตนตรัย เพียรฝึกเพื่อคลายกิเลสจนคลายกิเลสได้แล้วบางส่วน แต่เพราะกิเลสยังมี การคิดเล็กคิดน้อยจึงยังมีอยู่ แต่หากเพียรตั้งสติติดตามสภาวะที่ปรากฏ ยามใดที่รู้ตัวทั่วพร้อม สติจับการคิดนั้นไว้ได้และนำมาพิจารณาให้เห็นตามที่เป็นจริง ครั้นเห็นแล้ว ก็เพียรละ บรรเทา ทำให้ไม่มีการคิดปรุงแต่งอย่างนั้นและเหตุที่ทำให้เกิดความคิดอย่างนั้นอีกต่อไป

การเห็นโทษของการคิดเล็กคิดน้อย ก็อาจเป็นปัจจัยให้เกิดการมีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อยตามมาได้เหมือนกัน

อีกทั้งโดยธรรมชาติของชายหญิงนั้นต่างกัน ทั้งชายและหญิงใช้ความต่างกันนี้มาเกื้อกูลกันเพื่อการดำรงชีวิตในโลก แต่ธรรมชาติที่ต่างกันกลับเป็นปฏิปักษ์ต่อกันในการที่จะก้าวพ้นไปจากโลก ในพุทธกาล บัญญัติให้ภิกษุณีอยู่ในที่ที่มีภิกษุอยู่ด้วยเพื่อความปลอดภัย จึงทำให้บุรุษที่สู้อุตส่าห์ละครอบครัว ออกบวชเป็นภิกษุ ต้องคอยห่วงใยดูแลความปลอดภัยแก่หญิงอื่น คิดดูแล้วก็น่าลำบากใจแทนภิกษุท่านอยู่

อีกธรรมชาติของหญิงคือในช่วงก่อนมีประจำเดือนสักสองสามวันหรือในขณะที่มีประจำเดือน หญิงบางคนมีกลิ่นไอของฮอร์โมนโชยออกมาทางลมหายใจ ทางรูขุมขน บางคนมีกลิ่นอ่อนๆแบบที่คนใกล้ชิดเท่านั้นที่จะรู้สึกได้ แต่บางคนกลิ่นแรงจนโชยไปไกลได้หลายเมตร กลิ่นประเภทนี้ของหญิงค่อนข้างรบกวนการดำรงอยู่อย่างปกติและสมาธิของบุรุษเป็นอย่างยิ่ง

กลิ่นอีกประเภท คือ กลิ่นที่มีถ้อยคำอันปรากฏในพระสูตรที่ว่า “มาตุคามมีกลิ่นเหม็น” ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ภิกษุณีชำระด้วยน้ำ และต่อมา ทรงมีบัญญัติไม่ให้ชำระลึกเกินกว่าสององคุลี หากเกินกว่านั้นเป็นอาบัติปาจิตตีย์

๒ ธรรมชาติของหญิงอันขัดต่อความยั่งยืนของพระธรรมวินัย

ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสต่อพระอานนท์ใจความว่า หากหญิงไม่ออกบวช พระธรรมวินัยจะตั้งอยู่ได้นาน แต่เมื่อหญิงบวชในพระธรรมวินัยนี้ อายุของพระธรรมวินัยจึงสั้นลงเหลือเพียงกึ่งหนึ่ง “มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้นจักไม่ตั้งอยู่นาน”

และตรัสว่า บุรุษกั้นคันสระใหญ่ไว้ก่อนเพื่อไม่ให้น้ำไหลออก พระองค์ก็บัญญัติครุธรรม  ๘ ประการ ไม่ให้ภิกษุณีก้าวล่วงตลอดชีวิตโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน

นอกจากครุธรรม ๘ ประการแล้ว ยังทรงมีพระบัญญัติอื่นๆอีกตามมาอีก เช่น

หญิงผู้จะบวชเป็นภิกษุณี ต้องบวชเป็นสามเณรี ศึกษาพระธรรม รักษาสิกขาบท ๖ เป็นสิกขมานาโดยไม่ล่วงละเมิดเป็นเวลา ๒ ปีก่อนจึงจะบวชได้ และหากละเมิดในระหว่างที่ยังไม่ครบ ๒ ปี ต้องตั้งต้นนับเวลาใหม่

ภิกษุณีหนึ่งรูป สามารถบวชสิกขมานาได้ครั้งละ ๑ คน และต้องเว้นหนึ่งปีจึงจะบวชสิกขมานาคนใหม่ได้ (ทรงบัญญัติสิกขาบทนี้หลังจากที่มีผู้โจทย์ว่าทำไมภิกษุณีจึงโลภบวชนางสิกขมานาทุกปี)

คงเพราะพระบัญญัติเหล่านี้กระมัง ภิกษุณีจึงค่อยๆลดจำนวนลง จนกระทั่งหมดไป

ไม่มีใครทราบพระประสงค์ค่ะ ที่ว่าตรัสว่าทรงทำเหมือนคันกั้นน้ำนั้นหมายถึงอะไร อาจจะทรงหมายถึงทรงต้องการให้ภิกษุณีค่อยๆถูกลดจำนวนลงหมดสิ้นจนเหลือแต่ภิกษุ

หรือ

อาจจะทรงหมายถึง เมื่อภิกษุณีลดจำนวนลงจน(อาจ)หมดสิ้นแล้ว ต่อมาก็จะปรากฏขึ้นใหม่จนกลายเป็นโอกาสที่หญิงจะได้ครองผ้ากาสาวะอีกครั้ง และอยู่อย่างไม่ต้องพึ่งพิงภิกษุเหมือนในปัจจุบัน ค่อยๆมั่นคงขึ้นอย่างปัจจุบันก็ได้

ในเมื่อไม่มั่นใจในพระประสงค์ ดิฉันจึง "วาง" เรื่องความอยากบวชไว้ก่อน เพราะจะบวชหรือไม่ ดิฉันก็ยังศึกษาธรรมได้อย่างสบายใจอยู่ในปัจจุบัน

๓ เหตุผลที่แท้จริงของการบวช

เหตุผลที่ทำให้บุคคลอยากบวชควรเป็นเหตุผลคือ เพื่อการขัดเกลาตน เพื่อความสงบของจิต เพื่อละความเห็นว่าเป็นตน เป็นของตน เห็นโทษของการยึดมั่นด้วยความเป็นตัวเรา ของเรา โทษของการพลัดพรากจากสิ่งที่เรายึดไว้ด้วยกิเลสอย่างแท้จริง

การออกบวชไม่ควรมาจากเหตุผลที่แฝงไว้ด้วยตัณหาหรือทิฏฐิของตน อันเป็นการอยากบวชเพื่อให้มี “ตัวตน” ใน “แบบ” ที่ “ตนต้องการ” เช่น

-ความ “อยาก” มี “ตัวตน” ที่สามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างมีความสุข เช่น อยากบวชเพื่อตัดความกังวลเรื่องการทำมาหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวออกไป เพื่อที่ “ตน”จะได้ใช้ชีวิตนักบวช “ของตน” ในการศึกษาธรรมได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัย ๔

-ความซาบซึ้งในธรรมมาก อยากเผยแพร่ธรรม  ประกอบกับมีเห็นว่า ความเป็นพระจะทำให้มีผู้รับฟังคำบรรยายธรรม ”ของตน” มากกว่าความเป็นฆราวาส และเห็นว่าหาก “ตน” เป็นพระจะทำให้มีผู้ฟังคำบรรยายธรรมของตนมากกว่า จึงทำให้อยากอยู่ในเพศของนักบวช 

-ความจำเป็นทางเศรษฐกิจบังคับ คือ มีทุกข์ยากในการหาเลี้ยงชีพจึงเห็นว่าการบวชจะช่วยตัดความกังวลในเรื่องนี้ออกไป ดังเช่นที่ผู้เห็นด้วยกับการบวชภิกษุณีบางท่านแสดงไว้ว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาการตกเขียวของหญิงได้

มีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่แม้จะไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงเบื้องต้นที่ทำให้บุคคลควรบวช แต่ก็ไม่ควรถือเป็นเหตุผลที่ทำให้บุคคลไม่ควรบวช นั่นคือ การขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะการบวชสามารถให้โอกานี้แก่ผู้ที่ขาดได้ เช่น เด็กบางคนไม่สามารถเข้ารับการศึกษาในการศึกษาตามปกติจึงบวชเป็นเณร ครั้นบวชแล้วก็เพียรศึกษาภาษาบาลีจนจบเปรียญธรรม ๙ (ป.ธ. ๙) แล้วใช้ความรู้ระดับนี้ไปสอบเข้าเรียนต่อในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับพระสงฆ์ จนสามารถจบปริญญาเอกได้ โดยมากเมื่อจบปริญญาเอกแล้วท่านเหล่านี้ ก็มักจะลาสิกขาคืนมาสู่ความเป็นฆราวาส

เหตุผลข้อนี้นับว่าสามารถอนุโลมเป็นเหตุผลที่บุคคลสมควรบวชได้ เพราะการศึกษาภาษาบาลี อย่างไรเสียก็ต้องได้ทรงจำพุทธพจน์ เรียนรู้การแปลความหมายพุทธพจน์ อันค่อยๆย้อมจิตด้วยธรรม และเมื่อสึกออกมา ท่านเหล่านั้นก็ดำรงตนเป็นฆราวาสที่ดี มักเป็นบิดาที่อบรมบุตรด้วยธรรม เป็นอาจารย์สอนวิชาพุทธศาสนาแก่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นนักเขียนที่เขียนตำราทางพุทธศาสนาที่มีคุณค่า เป็นผู้สร้างความเข้าใจหลักธรรมในวงกว้าง

เหล่านี้เป็นต้น

ผู้บวชจึงควรทบทวนให้ดีว่าตนต้องการบวชเพื่ออะไร หากการบวชไม่ได้มาจากใจที่เห็นธรรมอย่างแท้จริง ก็อาจนำไปสู่การ “เกลี่ยธุลีลงใส่ตัว” ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเกี่ยวกับการเป็นผู้ไม่สมควรบวชไว้ดังนี้

ผู้ใดยังมีกิเลสดังน้ำฝาด

ปราศจากทมะและสัจจะ

จักนุ่งห่มผ้ากาสาวะ

ผู้นั้นย่อมไม่ควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะเลย

ขุ. ขุ.(แปล) ๒๕/๙/๒๖

สำหรับความหมายของ กิเลสดุจน้ำฝาด ทมะ และ สัจจะ ที่เมื่อยังละไม่ได้หรือมีอยู่ไม่ตามสมควรก็ยังไม่สมควรบวชว่าหมายถึง ราคะ (ความกำหนัด), โทสะ (ความคิดประทุษร้าย),  โมหะ(ความหลง), มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน), ปลาสะ (ความตีเสมอ), อิสสา (ความริษยา), มัจฉริยะ (ความตระหนี่), มายา (มารยา), สาเถยยะ (ความโอ้อวด), ถัมภะ (หัวดื้อ), สารัมภะ (ความแข่งดี), มานะ (ความถือตัว), อติมานะ (ความดูหมิ่น), มทะ (ความมัวเมา), ปมาทะ (ความประมาท), อกุศลทั้งปวง, ทุจริตทั้งปวง, กรรมนำสัตว์ไปเกิดในภพทั้งปวง และ กิเลสพันห้า (ขุ.ธ.อ. ๑/๗๑)

ส่วนทมะ หมายถึงการฝึกอินทรีย์ และ สัจจะ หมายถึงวจีสัจจะ (ขุ.ธ.อ. ๑/๗๒)

การฝึกอินทรีย์นั้น หมายถึงการสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรืออายตนะภายในทั้ง ๖ โดยไม่แส่ส่ายไปให้ได้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต้องกาย เรื่องที่คิด เพื่อให้ได้ความรู้สึกน่ารื่นรมย์  นอกจากจะไม่แส่ส่ายอายตนะแล้ว ยังต้องคอยพิจารณาไม่ให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้าย ให้วางใจเป็นกลางกับสิ่งต่างๆที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้รับรู้แล้วอีกด้วย และเพราะการสำรวมอินทรีย์ กาย วาจา ใจ จนวางใจเป็นกลางกับเรื่องต่างๆได้ กาย วาจา ใจจึงค่อยๆต้องตรงกัน ใจคิดอย่างไร ก็แสดงออกทางกายวาจาอย่างนั้น

ผู้บวชต้องมากด้วยความเพียร อันเป็นความเพียรที่ไม่นำโทษมาสู่ตนในภายหลัง ดังที่ได้ตรัสว่า

ถ้าบุคคลจะทำความเพียร พึงทำความเพียรนั้นจริงๆ

พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่นคง

เพราะว่าบรรพชิตที่ปฏิบัติย่อหย่อน

ย่อมโปรยธุลีคือกิเลสให้แปดเปื้อนยิ่งขึ้น

สํ.ส. (แปล) ๑๕/๘๙/๙๔

ธุลี นี้คือกิเลสที่เล็กน้อยดุจละออง แต่หากค่อยๆเกลี่ยลงใส่ตัว ก็จะเหมือนน้ำฝาดที่ค่อยๆซึมเข้าผ้าจนย้อมผ้าให้เป็นไปตามสีของน้ำ กิเลสดุจน้ำฝาดเมื่อสั่งสมขึ้นจนกองกิเลสใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้มีความเห็นว่าเป็นตนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนเป็นผลร้ายแก่ตนตามที่ได้แสดงโทษไว้ว่า

 หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี

ย่อมบาดมือแน่นอน ฉันใด

ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี

ย่อมฉุดเข้าไปในนรก ฉันนั้น

สํ.ส. (แปล) ๑๕/๘๙/๙๔

โทษหรือผลร้ายนี้  นอกจากจะเป็นผลแก่ตนแล้ว ยังอาจกลายเป็นผลร้ายแก่บริษัทโดยรวมตามมาอีกด้วย เพราะอาจทำให้ศรัทธาที่บุคคลทั่วไปมีต่อบริษัทลดทอนลงเพราะโทษของกิเลสดุจน้ำฝาดนั่นเอง

การบวชแม้จะมีคุณค่า เอื้อต่อการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อบรรลุธรรม แต่การเป็นฆราวาสก็สามารถบรรลุธรรมได้เช่นกัน เพราะธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น แม้ในระยะแรกๆของการเผยแพร่ ทรงเน้นไปที่การปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมแก่ผู้ที่ละบ้านเรือนออกบวชแล้ว แต่ต่อมาเมื่อผู้ครองเรือนหันมาสนใจ จึงตรัสธรรมที่เหมาะแก่วิธีชีวิตของผู้ครองเรือนด้วย โดยให้สามารถมีชีวิตอยู่กับหน้าที่ ความรับผิดชอบที่มีได้ตามปกติได้และปฏิบัติเพื่อค่อยๆเพิ่มพูนความผ่องแผ้วของจิตทำให้ตนเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีของผู้อื่น มีความเข้าใจสภาวะต่างๆเพิ่มขึ้น ค่อยๆคลายการมีความเห็นว่าเป็นตนไปด้วย

ผู้ที่เลือกเฟ้นธรรมมาปฏิบัติให้เหมาะแก่ตนจึงมีความเจริญทั้งในทางโลก คือ มีทรัพย์ เกียรติ ไมตรี สุขภาพที่ดี และความเจริญในทางธรรม คือ การเพียรป้องกันอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว การเพียรสร้างกุสลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพียรธำรงกุศลธรรมที่ได้เกิดขึ้นแล้ว และไม่หลงมัวเมาจนยึดความพร้อมและความสุขอันชอบธรรมทางโลกจนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ตามมา แต่ใช้ความพร้อมทางโลกที่ได้เป็นปัจจัยเอื้อให้ปฏิบัติธรรมได้โดยไม่ลำบาก เป็นปัจจัยเอื้อในการสร้างความเพียรที่จะพบสุขที่เลิศขึ้น ประณีตขึ้นต่อไป

สมดังที่ตรัสว่า ไม่นำทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ ไม่สละสุขอันชอบธรรม แม้แต่สุขที่ชอบธรรมก็ไม่มัวเมายอมสยบ แต่เพียรเพื่อให้ได้สุขที่ประณีตยิ่งขึ้น

พระพุทธเจ้าตรัสถึงความมั่นคงของพุทธศาสนาว่า หากขาดแม้แต่อุบาสิกาครองเรือนไปเพียงบริษัทเดียว พุทธศาสนาก็ยากจะตั้งมั่นได้ ทุกบริษัทล้วนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ชีวิตฆราวาสแม้จะเป็น “ทางมาแห่งธุลี” แต่เมื่อยังมีหน้าที่ให้ต้องรับผิดชอบ ก็ควรถือเอาประโยชน์จากธุลีที่มาสู่ตน คือใช้เป็นอารมณ์ในการพิจารณากิเลสละเอียดอันทำให้จิตค่อยๆคลายการยึด ผ่องใสขึ้นเรื่อยๆ

บรรพชิตสามารถใช้เวลาศึกษาธรรม บำเพ็ญสมาธิเพื่อความตั้งมั่นของจิต ใช้จิตที่ตั้งมั่นเลือกเฟ้นธรรมคือกิเลสตนขึ้นมาเผาทำลายได้อย่างเต็มที่ ฆราวาสแม้จะขาดโอกาสเป็นอยู่อย่างสงบอย่างนั้นเพราะการที่ต้องเผชิญกับเรื่องวุ่นวายอันเป็นอารมณ์ที่ประสบเฉพาะหน้ามากกว่าบรรพชิต แต่หากสติมีอยู่และกำหนดสภาวธรรมนั้นๆได้ก็จะเป็นโอกาสให้ได้รู้จักสภาวธรรมอันเป็นกิเลสดุจธุลีได้มากกว่าบรรพชิต ถ้าหากว่าฆราวาสยังสามารถคลายกิเลสลงได้ทั้งๆที่ตนแวดล้อมไปด้วยที่มาของกิเลส นั่นหมายถึงต้องเป็นใช้กำลังใจ ปัญญาเครื่องพิจารณา ความเพียรในการฝึกฝน เป็นอย่างมาก

จุดนี้เอง ดิฉันจึงมองการเป็นฆราวาสว่าแม้จะบำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ โดยเฉพาะ เนกขัมมะบารมี(ที่สามารถบวชได้ทั้งกายและใจ), ศีลบารมี และ สัจจะบารมี  เป็นต้น ได้ไม่เต็มที่เหมือนบรรพชิต แต่ฆราวาสก็ได้ปัจจัยที่จะบำเพ็ญบารมีข้ออื่นๆเป็นอย่างมากจากสิ่งที่ครอบครองอยู่และสิ่งที่เป็นปัจจัยเอื้อต่อการเกิดของกิเลสในชีวิตการเป็นฆราวาสเอง เช่น เพราะสามารถครอบครองทรัพย์สิน จึงเป็นโอกาสให้บำเพ็ญทานบารมีได้ดี, เพราะต้องทนรับสิ่งที่มากระทบ จึงสามารถบำเพ็ญขันติบารมีได้ดี, เพราะต้องมั่นคงอยู่ท่ามกลางกระแสโลก จึงเป็นโอกาสให้บำเพ็ญอธิษฐานบารมี เมตตาบารมี ขันติบารมี  เนกขัมมะบารมี (ในส่วนของการบวชใจ) เป็นต้น ได้ดี 

๔ เหตุที่ศาสนาจะไม่อันตรธาน

ผู้ที่สนับสนุนให้หญิงบวชภิกษุณี มีการให้เหตุผลที่ว่า หากบริษัทครบทั้ง ๔ พระศาสนาก็จะตั้งมั่น ดำรงอยู่ได้นาน

ในส่วนนี้ ขอยกคำบรรยายของสมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ที่มีการบันทึกไว้ในหนังสือ ญาณสังวรเทศนา (หน้า ๑๖๙) มาอ้างอิงดังนี้

“ พระพุทธศาสนากล่าวคือพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงแล้ว และพระวินัยที่ทรงบัญญัติแล้ว จะดำรงอยู่ยืนนานก็อาศัยพุทะบริษัทนี้เอง ปฏิบัติตนเองอยู่ในธรรมเป็นส่วนเหตุ ๕  ประการ คือ ฟังธรรมโดยเคารพ เรียนธรรมโดยเคารพ ทรงจำธรรมโดยเคารพ เพ่งพินิจให้เข้าใจอรรถ คือเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้โดยเคารพ รู้ทั่วถึงอรรถคือเนื้อความหรือผล รู้ทั่วถึงข้อธรรมหรือหตุแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมโดยเคารพ บุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ในข้อเหล่านี้ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความตั้งอยู่แห่งพระสัทธรรมคือศาสนา พระพุทธศาสนาจักไม่อันตรธาน แต่จักตั้งอยู่นานตราบเท่าที่มีการปฏิบัติอยู่ และการปฏิบัติอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงสรรเสริญว่าเป็นการบูชาอย่างประเสริฐ เพราะเป็นเหตุดำรงพระพุทธศาสนาไว้ได้ด้วยประการฉะนี้”

จากคำบรรยายนี้ เราคงเห็นได้ว่า การมีบริษัทครบทั้ง ๔ ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้พุทธศาสนาดำรงอยู่ได้นาน แต่การปฏิบัติบูชาของชาวพุทธต่างหากที่ทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ยืนนานได้

สำหรับความเห็นของดิฉันเกี่ยวกับปัญหาต่างๆของภิกษุณีในไทยนั้น ดิฉันมีเห็นว่า

........-มหาเถรสมาคมควรคงมติเดิมคือไม่อนุญาตภิกษุเถรวาทบวชภิกษุณี

........-มหาเถรสมาคมยอมรับการเกิดขึ้นแล้วและการดำรงอยู่ของภิกษุณีในประเทศไทย  โดยยอมรับภิกษุณีว่าเป็นอีกหนึ่งบริษัท เป็นภิกษุณีบริษัท ไม่ใช่ไม่ยอมรับและถือว่าภิกษุณีในประเทศเรา (ซึ่งมักไปบวชเข้ามาจากศรีลังกา) อยู่ในฐานะเพียงอุบาสิกาอย่างเช่นทุกวันนี้ 

........-ควรมีการกำหนดกฎระเบียบที่เหมาะสมเพื่อใช้ปฏิบัติต่อภิกษุณี เช่นเดียวกับที่กฎระเบียบสำหรับพระภิกษุ

...เหล่านี้เป็นเหตุผลส่วนบุคคลที่อาจไม่ใช่เหตุผลที่ดีในสายตาอีกหลายๆท่าน หากความเห็นของดิฉันผิดพลาดอย่างไร ดิฉันพร้อมน้อมรับการพิจารณาจากท่านผู้อ่านทุกท่าน และขออภัยไว้ในที่นี้ 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net