วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นุ่งซิ่น-ผ้าไทย ไปเดินแฟชั่น งานมี้ตติ้ง OK ๒๕๕๗ @ โอยั๊วะริเอวร์เทอเรส


 

 

นุ่งซิ่น-ผ้าไทย ไปเดินแฟชั่น  งานมี้ตติ้ง OK ๒๕๕๗

 @ โอยั๊วะริเวอร์เทอเรส


 

            วันที่  ๒๐ ธันวาคม  ๒๕๕๗ คือวันที่เพื่อนพ้องน้องพี่ ชาว OK Nation นัดพบปะ เฮฮาปาร์ตี้

ปีใหม่ชาวโอเคเนชั่น ด้วยสโลแกนที่ว่า..."ผมและหลายคนคิดเสมอว่า บล็อคเกอร์โอเคเนชั่น

เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน" รายละเอียด อ่านได้ที่

 http://www.oknation.net/blog/chai/2014/12/09/entry-1

 

ช่วงเช้า

        กำหนดการ ทริปคนโอเคเที่ยวเกาะเกร็ด

http://www.oknation.net/blog/stang/2014/12/12/entry-2

๐๙.๐๐น. พบกันที่ ท่าข้ามเรือ วัดบางจาก

๐๙.๑๐น. ถึงท่าข้ามวัดเสาธงทอง ไหว้พระวัดเสาธงทอง 

๑๐.๐๐น.- ๑๑.๐๐ น. เยี่ยมชมโรงปั้นหม้อ

๑๑.๐๐ น.- ๑๒.๐๐ น. พิพิธภัณฑ์วัดปรมัย

แยกย้ายรับประทาน และเที่ยวชมตามอัธยาศัย

๑๔.๐๐น. พบกันที่วัดเสาธงทอง ข้ามเรือกลับไปฝั่งวัดบางจาก

 

ช่วงบ่าย/ช่วงที่ ๒

๑๕.๓๐ น. สมาชิกที่ไปเที่ยวเกาะเกร็ดและสมาชิกที่จะตามมาสมทบพบกันที่  ณ ร้านอาหารโอยั๊วะ

ริเวอร์เทอเรส พระราม ๗  พักผ่อน คลายอิริยาบท ไปกับการ กินข้าวเหนียวมะม่วงเจ้าอร่อย ฝีมือ

บล๊อคเกอร์เสือน้อย +ดื่มน้ำฝางเสน บำรุงหัวใจ คลายกระหาย และ/หรือ กินจ้ำบ๊ะ ตามอัธยาศัย

และรับฟังการเสวนา 

       -การเล่าประสบการณ์ "ติดอาวุธ ออกสนามจาก กลุ่มช่างภาพมือโปร บล๊อคเกอร์ลุงตุ่ย +

        บล๊อคเกอร์ชายสามหยด

       -ความในใจของกลุ่ม โอเคเนเจอร์ ทำอะไร ทำทำไม ทำเพื่ออะไร และจะทำอะไรอีก

       -คุณราศีเมษและคณะ เรื่อง หนังสือ

ช่วงที่ ๓ 


๑๗.๐๐ น. เริ่มงานปาร์ตี้ปีใหม่คนโอเค  (ธีมงาน ใส่ชุดผ้าไทยไปร่วมงาน) 

            -รับประทานอาหารแบบบุฟเฟ่ (เครื่องดื่มแอลกอร์ฮอร์ผู้ดื่มจ่ายเอง)

            -ชมถ่ายทอดสดฟุตบอลคู่ชิง ไทย - มาเลเซีย 

            -ชมการเดินแฟชั่น ผ้าไทย จากกลุ่ม "นุ่งซิ่นไทย.....ใจ OK"

             โดยนายแบบ นางแบบคนโอเคและครอบครัว

            -เฮฮากับการร้องคาราโอเกะ 

     

คำถาม..ทำไมจึงเป็นกลุ่ม "ผ้าซิ่นไทย....ใจ OK"

 

 

    ขอย้อนถึงข้อความนี้ "ผมและหลายคนคิดเสมอว่า บล็อคเกอร์โอเคเนชั่น เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน" ด้วยเหตุ

ด้วยปัจจัย และด้วยฐานความคิด แรงจูงใจที่เรากลุ่มญาติธรรม ได้ไปทำบุญยังต่างจังหวัดเห็นคนแก่ คนเฒ่า(แม่ตู้)

นุ่งผ้าซิ่นไทย ผ้าไทยมาทำบุญที่วัดดูแล้ว งดงาม ชวนมอง ผ้าไทยดูยังไงก็สวย ทำให้เราเชิญชวนกันหันมานุ่งซิ่น

ซึ่งในกลุ่มคนโอเค เรามี สนใจผ้าไทย- ซิ่น ไทย เท่าที่แสดงตัวอย่างจริงจัง คือ บล๊อคเกอร์เจ้าหญิง และบล๊อคเกอร์ทางแก้ว 

และเมื่อใดก็ตามที่เราไปซื้อผ้าซิ่นในชนบท ชาวบ้านจะขอบคุณเราด้วยความซาบซึ้ง ทำให้พวกเราประทับใจและเกิดแรงบันดาลใจ

เราเลยตั้งกลุ่ม "ผ้าซิ่นไทย....ใจ OK" ขึ้นในเฟสบุ๊ค ซึ่งยังเป็นกลุ่มปิดอยู่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักๆคือ สนับสนุน การทอผ้า

อันเป็นศิลปะ วัฒนธรรมพื้นบ้านให้มีชีวิตชีวาขึ้น คนเฒ่า คนแก่ในชุมชน ได้มีงานอดิเรกทำ สร้างรายได้เพิ่ทในครัวเรือน

มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เงินสะพัดไหลเวียนสู่ชนบท แบบเป็นธรรมชาติ .....

ผ้าไทย ในความหมายของเรา คืออะไร 

      ผ้าไทยในความหมายแคบๆของพวกเราก็คือ ผ้าทอมือของชาวบ้าน ที่ทอมาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ฝ้าย ไหม และอื่นๆ

ผ้าซิ่น คืออะไร

      ผ้าซิ่นคือ ผ้าที่เย็บเป็นถุง สำหรับผู้หญิงนุ่ง โดยจะมีขนาดสั้น ยาว และกว้างแคบต่างๆกันไป ขึ้นอยู่กับรูปร่างของผู้นุ่ง

และวิธีการนุ่ง 

      โครงสร้างผ้าซิ่น ของกลุ่มชนชาวไทยจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ในซิ่น ๑ ผืน จะประกอบไปด้วย

๓ องค์ประกอบคือ หัวซิ่น ตัว๙ิ่น และตีนซิ่น

 

 

ผ้าซิ่นในประเทศไทยมีความเป็นมาอย่างไร(เขียนโดย บล๊อคเกอร์สตังค์)

 

ภาคกลาง

ในภาคกลาง ไม่ปรากฏร่องรอยที่ชัดเจนของกลุ่มช่างทอผ้าในอดีต
แม้จะมีการปลูกฝ้ายกันมากก็ตามในภายหลังมีการอพยพ
ชาวบ้านจากหัวเมืองล้านนา จากฝั่งลาวลงมา

ชาวลาวเวียง แถบอุทัยธานีและชัยนาท นิยมทอผ้าจกไหมชาวไทยยวน แถบสระบุรีและราชบุรี ทอผ้าซิ่น มัดก่าน ตีนจก และยกมุกชาวไทยพวน แถบลพบุรี นิยมทอผ้ามัดหมี่ชาวไทยดำ แถบเพชรบุรี นิยมทอผ้าพื้น หรือผ้าซิ่นลายแตงโมชาวกรุงเทพมหานครนั้น ยังมีชาวมุสลิม ที่เรียกว่าแขกจาม ทอผ้าไหม จนถึงทุกวันนี้
...............................................
ภาคใต้

ในภาคใต้ ลักษณะเป็นผ้ายก แบบหลายตะกอ เช่น ผ้ายกเมืองนคร ผ้าเกาะยอ และผ้าพุมเรียง ลักษณะลวดลายมีทั้งเป็นลายดอกเล็กๆ พรมไปทั้งผืน หรือยกลายเน้นเชิงเดิมนั้นเข้าใจว่าเป็นผ้าไหมเป็นส่วนมากมีหลักฐานการส่งผ้าจากภาคใต้มายังพระราชสำนักใน
กรุงเทพฯเมื่อต้นสมัยรัตนโกสินทร์ทั้งจากเมืองนครศรีธรรมราช และจากหัวเมืองทางใต้อื่นๆ เช่น ปัตตานี เป็นต้น จึงเชื่อกันว่า
.. ผ้ายกของภาคใต้นั้นน่าจะได้รับอิทธิพลจากแถบมลายู ปัจจุบัน ยังคงเหลือผ้ายกของชาวพุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวมุสลิมเพียงแห่งเดียวในภาคใต้ที่ยังทอผ้าไหม
.............................................
ภาคเหนือ

ในภาคเหนือ ผ้าโบราณของภาคเหนือมีความโดดเด่นที่ผ้าของเจ้านายล้านนา ที่นิยมใช้ผ้ายกดอกทอด้วยไหมเงินไหมทอง นอกจากนี้วัฒนธรรมผ้าที่หลากหลายโดยทั่วไป เพราะเป็นถิ่นเดิมของชาวไทยวน ที่มีชื่อเสียงด้านผ้าซิ่นตีนจก เช่น อำเภอแม่แจ่ม เชียงใหม่ อำเภอลอง แพร่ อำเภอลับแล อุตรดิตถ์ ชาวไทพวนบ้านหาดเสี้ยวสุโขทัยโดดเด่นทางด้านผ้าเข็นและผ้ามุกต่อตีนจก ชาวไทยลื้อมีวัฒนธรรมการทอผ้าที่โดดเด่นโดยเฉพาะผ้าลายน้ำไหล พบได้ในแถบจังหวัดพะเยา เชียงราย และน่าน ในภายหลัง ผ้าฝ้ายของป่าซางยังมีชื่อเสียงโดดเด่นมาช้านาน

ในภาคเหนือยังมีผ้าชาวเขาจากหลายเผ่า เช่น กะเหรี่ยง (ปกะญอ, ปกากญอ, ยาง) แม้ว (ม้ง), เย้า(เมี่ยน), อีก้อ (อาข่า), ลีซอ (ลีซู), ปะหล่อง เป็นต้น ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งเทคนิคการทอ วัสดุ และลวดลาย
............................................................
ภาคอีสาน

ในภาคอีสาน ส่วนใหญ่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จึงนิยมทอผ้าไหม โดยใช้การมัดหมี่ให้เกิดลวดลาย มีฝีมือประณีต อย่างในก็ตาม ในภาคอีสาน มีกลุ่มชาติพันธุ์มากมาย นับว่ามีวัฒนธรรมผ้าที่หลากหลายมาก
.......................................
ชาวผู้ไทย แถบสกลนคร มุกดาหาร ใช้ผ้ามัดหมี่ย้อมครามชาวผู้ไทย แถบกาฬสินธุ์ ทอผ้าไหมแพรวาชาวไทยเขมร แถบสุรินทร์และบุรีรัมย์ชาวอีสาน แถบร้อยเอ็ด ทอผ้าไหมยกดอกที่ประณีตมาก

ผ้าเหล่านี้ล้วนเคยส่งมาถวายราชสำนักในกรุงเทพฯ มาแล้วทั้งสิ้น

  

ผ้าซิ่นทั้งหมดถูกจัดอันดับ นางพญาผ้าซิ่น ไว้ ๕ นางพญาด้วยกัน คือ 

 

นางพญาผ้าซิ่น

 

                หมายถึงของสุดยอดหรือซิ่นของซิ่นทั้งมวล และแน่นอนเป็นของแพงหายากในวงการผ้าโบราณนั้นมีอยู่ ๕ ชนิด เทียบเท่าพระเครื่องเบญจภาคีในวงการพระเครื่องเลยทีเดียว ว่ากันว่าหากมีครบทั้ง ๕ ผืน   ก็จะดึงดูดผ้าโบราณทั้งหลายให้เข้ามา  (เป็นความเชื่อนะครับ)

  ๑.   ซิ่นไหมคำเมืองเชียงตุง   

 

ซิ่นไหมคำเมืองเชียงตุงหรือเรียกอีกอย่างว่า  ซิ่นบัวคำ

 

         เป็นซิ่นชนิดเดียวในผ้าซิ่นทั้ง 5 ที่ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดในเมืองไทย เป็นซิ่นของราชสำนักไทเขิน นอกจากจะมีความสวยงามและความโดดเด่นแล้วยังมีมูลค่าหลายแสนบาทด้วยเพราะซิ่นชนิดนี้หาได้ยากมาก   เชื่อกันว่าซิ่นชนิดนี้มีอาถรรพ์โดยเป็นซิ่นชนิดเดียวที่เลือกผู้เป็นเจ้าของ   เนื่องด้วยเมืองเชียงตุงเป็นเมืองการค้าระหว่างล้านนา จีน พม่า จึงรับเอาวัฒนธรรมของชาติต่างๆ  มาผสมผสานผ่านผืนผ้าได้อย่างลงตัว

 


        ตัวซิ่นจะทอยกมุกด้วยไหมคำโดยนำเอาทองคำหรือเงินหรือกาไหล่ทองมารีดเป็นเส้นแบนยาวแล้วเอามาตีเกลียวกับเส้นใยส่วนมากเป็นฝ้ายแล้วนำมาทอ ต่อกับส่วนล่างของซิ่นคือผ้าไหมจีนหรือกำมะหยี่สีเขียว ด้านบนของตีนซิ่นจะปักลายบัวคำด้วยเส้นไหมหรือโลหะมีค่า ส่วนล่างสุดของซิ่นจะติดด้วยแถบไหมของจีน

 

 ๒. ซิ่นตีนจกไหมเงินไหมคำราชสำนักเชียงใหม่ 

 

ซิ่นตีนจกแบบเชียงใหม่

 

         นั้นเรียกได้ว่าเป็นซิ่นที่เป็นมาตรฐานของซิ่นล้านนา ลวดลายที่แน่นอนมีแบบแผนชัดเจน ซิ่นชนิดนี้มักมีผู้สั่งทอมากเช่นเจ้านายลำพูน ลำปาง และพวกคหบดีมีเงิน

 


         ลักษณะของซิ่นตีนจกแบบเชียงใหม่นั้น มีลวดลายเหมือนซิ่นจกที่อื่นๆ คือจกอยู่บนเชิงและปล่อยที่ว่างด้านล่างซิ่นที่เป็นสีแดงเรียกว่า เล็บซิ่น ลวดลายมีหลากหลายแต่ที่นิยมมากคือคือลาบโคมภายในมีรูปนกกินน้ำร่วมต้น ขนาบด้วยห้องนกสามเหลี่ยมซ้อน ๒ ชั้นด้านบน ด้านล่างซ้อนชั้นเดียว หางสะเปามีสีเดียวคือดำล้วน และสลับสี โดยปกติที่ตีนจะทอด้วยฝ้ายแต่ถ้าเป็นของเจ้านายหรือผู้ดีมีเงินจะทอด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง ต่อกับตัวซิ่นลายขวาง ในพระตำหนักของเจ้าดารารัศมี มีการต่อตัวซิ่นด้วยผ้าลุนตยาอชิคของพม่า

 


         ตีนซิ่นที่ทอจกด้วยไหมคำนั้นไม่จำกัดเฉพาะในราชสำนักเชียงใหม่อย่างเดียว พวกผู้ดีมีเงินก็สามารถที่จะใส่ได้เช่นกัน ในปัจจุบันจะหาแบบเต็มผืนยากส่วนมากจะเหลือแต่ตีนซิ่นที่เป็นโลหะมีค่า

 

๓. ซิ่นน้ำถ้วม  

 

 ซิ่นน้ำถ้วม  (เขียนตามอักขระล้านนา) หรือซิ่นน้ำท่วม (ตามภาษาไทยกลาง)

 

        เป็นชื่อของผ้าซิ่นไทยวนชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดในบริเวณพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมในคราวสร้างเขื่อนภูมิพล จ.ตาก  จึงเป็นที่มาของชื่อ ในอดีตเป็นชุมชนโบราณที่ความเจริญมากแต่ประวัติศาสตร์ของเมืองต้องมลายหายไปเมื่อมีการสร้างเขื่อน ทำให้ผู้คนหนีย้ายไปยังที่ต่างๆ ว่ากันว่ามีคนหนีตายจำนวนมากเพราะดื้อดึงที่จะอยู่ที่เดิม บางคนหนีทันก็นำเอาข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นติดตัวมาเท่านั้น หอบเอาผ้าซิ่นไม่กี่ผืนติดตัวมา กระจัดกระจายกันไป เมื่อมาอยู่ที่ใหม่วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไปและยิ่งนานวันก็ไม่มีผู้สืบทอด

 


        ซิ่นชนิดนี้มีลวดลายและองค์ประกอบคล้ายคลึงกับซิ่นที่ใช้กันในราชสำนักเชียงใหม่ แต่ไม่ใช้ดิ้นเงินดิ้นทองแบบราชสำนัก จึงมีความงามแบบพอดีๆ ซิ่นชนิดนี้มีความหลากหลายในตัวลายมาก

 

         แต่ลักษณะเด่นคือหางสะเปาเป็นสีดำล้วนและขนาดไม่ยาว

 

 ๔ .ซิ่นวิเศษเมืองน่าน 

 

เมืองน่านหรือเมืองนันทบุรีซึ่งแปลว่าเมืองแห่งความสุขรื่นรมณ์ เมืองน่านนั้นเป็นแหล่งกำเนิดของผ้าซิ่นที่สวยงามหลากหลายชนิด ความงามของผ้าซิ่นเมืองน่านนั้นเป็นการเอาสุดยอดเทคนิคของชนชาติต่างๆอย่าง ยวน ลื้อ ลาว มาหลอมรวมจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

๕ . ซิ่นน้ำปาด-ฟากท่าอุตรดิตถ์

 

 

เดิมทีนั้นชาวน้ำปาดมีถิ่นฐานอยู่แถบประเทศลาว ต่อมาจึงมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณอ.น้ำปาด และขยายเมืองไปยังอ.ฟากท่า


         ซิ่นน้ำปาด ฟากท่านั้นได้กลิ่นอายจากผ้าลาว ลื้อ และยวน อย่างครบถ้วน มีความประณีตในการออกแบบลายและเลือกสีสัน ลักษณะจะคล้ายซิ่นลาวครั่ง ตัวซิ่นจะมัดหมี่เป็นลายแบบลาว บางผืนจะใช้เทคนิคเกาะล้วงแบบลื้อ เชิงซิ่นใช้วิธีจกแบบไทยวน(ล้านนา) ลวดลายการมัดหมี่นั้นมีไม่ซ้ำแบบ บางผืนนำเอาผ้าต่างชาติอย่างจีนและอินเดียมาทำตัวซิ่น


         ซิ่นชนิดนี้เป็นซิ่นพิเศษคือไม่ได้ทอใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ทอเป็นซิ่นมูนมัง มรดกประจำตระกูล ด้วยเหตุนี้ซิ่นน้ำปาด ฟากท่าจึงหายากแสนยาก

 

องค์ประกอบของผ้าซิ่น 

 

 

ตีนซิ่นไทยวน ประกอบด้วย

 

 

ขอบคุณที่มา   ODIA จาก  http://pantip.com/topic/30613810

 

 

 

เชิญชวนเพื่อนๆมาร่วมงานปาร์ตี้ ฯ แล้วท่านจะได้ชมผ้างาม(ที่ทอขึ้นใหม่/เลียนแบบ)บางผืน

จากนางแบบสมัครเล่นของเราค่ะ  

 

โดย ครูแดง

 

กลับไปที่ www.oknation.net