วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เห่อ


 (ตีพิมพ์ในคอลัมน์ คิด-เป็น-เห็น-ต่าง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ  26 มี.ค. 2548)

                                                                     

“ ตอนนี้อ้อกำลังจะจบแล้วคะ ไม่ได้อยากจะเป็นพิธีกรเหมือนอย่างคนอื่นที่เขาเขียนมาหรอกนะคะ แต่อยากที่จะร่วมงานกับทางทีมงานมากกว่า ทำงานในด้านที่ตัวเองเรียนมา  ถึงแม้ว่าจะจบมาจากราชภัฏจากต่างจังหวัด แต่เชื่อเถอะคะว่าอ้อก็มีความสามารถที่ไม่ด้อยไปกว่าเด็กเมืองหลวงแน่นอน ถ้าไม่เชื่อก็ลองมาพิสูจน์กันนะคะ ”

(ถ้าอยากให้เชื่อก็ต้องมาสมัครครับ หมายเหตุไว้ด้วยนะครับว่าชื่อ อ้อแอ้)- คำตอบของสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

“ ไม่หล่อเลย หัวโตด้วย ตัวก็เล็กๆแต่ความสามารถก็พอตัว พร้อมพัฒนา เป็นนักแสดงประจำของรายการคดีเด็ดด้วย กำลังเรียนด้านวิทยุโทรทัศน์ที่ราม ที่สำคัญมีใบผู้ประกาศข่าวแล้วด้วยพร้อมทำงานครับผม ขอเหอะนะร้อนวิชาอยากปล่อยของไม่ได้ค่าตัวก็เอา ”

(ขอบคุณครับ ไว้ถ้ามีโอกาสนะครับ)

“ อยากร่วมงานกับรายการคนค้นตนหรือรายการกบนอกกะลามาก เพราะชอบรูปแบบรายการมาก ผมอายุ35 สูง173หนัก75 เป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวมาสิบกว่าปี ชอบงานด้านนี้ครับ มีงานอะไรก็คุยกันได้อยากเป็นส่วนหนึ่งกับรายการ งานที่คิดว่าพอจะช่วยได้คือ งานพิธีกร หรือ งานฝ่ายหาข้อมูลครับ”

(ขอบพระคุณจริงๆ ครับ แต่อาจารย์สอนเด็กเถอะครับ)

“ ผมพร้อมที่จะลาออกจากงานที่ทำอยู่ เพราะเป็นงานในฝันที่ผมอยากทำมาตั้งแต่เรียนอยู่ เงินเดือนผมไม่ค่อยเกี่ยงหรอกครับ ขอแค่ผมได้ทำตามความฝันที่ผมเคยวาดไว้ ไม่นานนี้ผมจะส่งใบสมัครเข้าไป และอยากให้พิจารณาด้วย  ถึงแม้เกรดที่จบออกมามันไม่สวยเอาเสียเลย  แต่ประสบการณ์ในช่วงชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยบ้านนอกอย่างผมนั้น  ผมคิดว่าผมสามารถที่จะทำในส่วนตรงนี้ได้ อยากร่วมงานกับทีมงานที่ทำงานอย่างนี้ที่สุด อีกไม่นานเราคงได้เจอกันครับ  อีกไม่นาน.....”

(ครับ)

ข้อความบนเวปบอร์ดของ www.tvburapha.com กว่าค่อนร้อยการโพสต์ของกระทู้นี้   แสดงเจตจำนงในการขอมีส่วนร่วมในการทำงานกับทีมงานรายการสารคดีทางทีวีมีชื่อในวันนี้นาม บริษัททีวีบูรพาจำกัด  ซึ่งมีผลผลิตเป็นสองรายการดังอย่าง คนค้นคน และกบนอกกะลา

            ความต้องการในการขอเข้าร่วมงานมีหลากหลายทั้งเฉพาะที่สนใจเอาจริงเอาจัง หรือเพียงสนใจรูปแบบแปลกใหม่ หรือแค่อยากลอง  ไปจนถึงขอทำงานให้ฟรีไม่คิดเงินเดือนนั้น  ออกอาการถึงความคลั่งไคล้ชื่นชมโดยส่วนตัวล้วนๆ  ชวนให้อดนึกไปถึงพฤติกรรมอื่นๆที่คุ้นเคยกันมานาน  ต่อไปนี้

            เด็กๆต้องเข้าเรียนในโรงเรียนมีชื่อเอาไว้ก่อน ห่างไกลจากบ้านจนต้องตื่นแต่ไก่โห่ แถมต้องโตบนรถก็ยอมกันมาแล้ว

            สอบเอนทรานซ์ก็แห่เลือกกันเข้ามหาวิทยาลัยอันมีชื่อเก่าแก่มาก่อน  เน้นเฉพาะในกรุงเทพฯเท่านั้น   แม้แต่คณะที่ต้องเลือกเป็นอาชีพก็ไม่สนขอให้ติดมหา’ลัยดังไว้ก่อน  อย่างอื่นไว้ค่อยคิดอีกครั้งทีหลัง

            ร้านอาหารที่ไหนคนแน่นมีรถจอดเต็มก็แห่กันเข้าไป  เอาให้ชนิดต้องเข้าคิวรอเป็นชั่วโมงก็ยอมทน

            คอนเสิร์ตนอกวงนี้กำลังมาแรง ขออินเทรนด์ด้วยคน รู้จักเพลงฮิตอยู่ไม่กี่เพลง  ก็ยอมสละเงินนับพัน เพราะว่ากลัวจะเอาท์

          เชียร์ทีมฟุตบอลเมืองนอกก็ขอเชียร์ทีมดังไว้ก่อน ไงละ...เห็นเพื่อนข้างบ้านเขาเชียร์กันนี่ดูดีมีระดับด้วย   ถ้าทีมโนเนมก็แบ๊ะๆ...ไม่สนซ้ำแช่งให้แพ้เยอะๆอีกต่างหาก

            พฤติกรรมเหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไป  จนรู้สึกว่ารูปแบบนี้เป็นการสร้างการสะสมความเคยชินและถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กเล็กจวบจนเติบใหญ่ชนิดที่ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลอะไรมาอธิบายให้มากความ  

ย้อนไปถึงเรื่องการสมัครเข้าทำงานหลังจากทางทีวีบูรพาประกาศรับสมัครพนักงานใหม่เพื่อรองรับแผนการผลิตรายการที่จะตามมาในอนาคต    อาการขอร่วมแจมอยากหาประสบการณ์ทั้งด้วยใจจริงใจรัก  หรืออยากแค่มีส่วนร่วม  หรือเฉยๆได้ก็ดี...ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร  จนถึงอยากแชร์ความโด่งดังความสำเร็จ  อยากทำความรู้จักรายการที่กำลังฮอทฮิตดูดีมีสาระบ้าง    อาการอยากมีส่วนร่วมเหล่านี้ถือเป็นสิ่งดีที่ผู้คนได้ให้ความสนใจถึงเรื่องราวของการทำสารคดีซึ่งมีช่องทางอยู่น้อยนิดในทีวีวันนี้    

แต่อีกด้านหนึ่ง มันอาจจะมองดูว่ามากเกินไปจนล้นเหลือรึเปล่า?  ดูจากจำนวนผู้สนใจเทียบกับจำนวนที่สมหวัง  อีกทั้งยังไม่นับถึงผู้ที่ต้องพลาดหวังที่จะมีตามมาอีกละ

            ทำให้ผมหวลคิดไปถึงอีกเรื่องราวหนึ่ง ที่ว่า

            พระพยอมกัลยาโณ พระนักเทศน์ชื่อดังเคยบ่นว่า พอวันสำคัญทางศาสนาผู้คนก็แห่กันไปทำบุญกันจนแน่นวัด  ข้าวของที่นำมาทำบุญถวายวัดก็มากมายเกินพอจนบางส่วนต้องเน่าเสียหาย   ต่างจากวันธรรมดาอื่นๆที่ไม่ใช่วันพระซึ่งวัดบางแห่งยังขาดแคลนในส่วนนี้อยู่อีกมาก

หรือการให้ความสนใจในสิ่งใดจนมากเกินพอมันบ่งบอกถึงนิสัยบางอย่างของคนเราได้เป็นอย่างดี  ทำไมคนเราอยากมีส่วนร่วมในความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว 

ทำไมต้องเดินตามรอยเท้ารอยทางที่ถูกถากถางจนเตียนโล่งแล้ว

ทำไมต้องอยากอยู่ใต้เงาปีกของพญานกอินทรีย์ ที่เจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่แล้ว

และ…ทำไมไม่ลองสร้างเส้นทางใหม่ที่ค้นพบด้วยตัวเอง โดยขอเป็นศูนย์หน้าตัวลุยเองเลยบ้างละ

เพราะการที่ถูกบันทึกชื่อว่าเป็นคนแรกในแต่ละเส้นทางนั้น  น่าจะถูกจดจำมากกว่า เช่น ก่อนที่เรย์ ชาร์ลส์ นักร้อง-นักเปียโนนัยน์ตาพิการจะโด่งดังมีชื่อเสียงในทางดนตรีนั้น  เขาต้องแหวกด่านที่ว่า “ ไม่ควรมีนัท คิง โคล คนที่สองนะ” มาให้ได้เสียก่อน   

เช่นเดียวกันคงไม่มีใครจดจำ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ คนที่ 2 หรือ ประสาน อิงคนันท์ ลำดับ 2  รวมไปถึง วงศ์ทนง  ชัยณรงค์สิงห์ หมายเลข 2  และเป็นเอก  รัตนเรือง นับเบอร์ทู ได้เช่นกัน

หรือว่าลักษณะแบบนี้  มันเป็นแค่อาการ.......เพียง(ชั่วขณะหนึ่ง)เท่านั่นเอง

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net