วันที่ อังคาร ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เลื่อมใสในพระรัตนตรัย แน่วแน่…ยังไง


ในคัมภีร์ ธัมมปทัฏฐกถา (หากท่านสนใจอรรถของพุทธพจน์ที่เป็นภาษาบาลี อยากเชิญแวะที่บล็อก กถาอธิบายธรรมบท ค่ะ โดยบันทึกแรกอยู่ ที่นี่ ค่ะ) มีคำอธิบายความหมายของคำว่า สรณะ หรือที่พึ่งอันเกษม ไว้อย่างน่าสนใจค่ะ

และเพราะการอธิบายนั้น เลยพลอยทำให้เข้าใจความหมายของความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยตามไปด้วย คือทำให้ทราบว่าความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้น มีทั้ง

ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยที่ยังหวั่นไหว 

และ

ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยที่แน่วแน่

ขอยกเนื้อความตามที่ได้มีการแปลไว้แล้ว มาอ้างถึงก่อนนะคะ

“ ส่วนบุคคลใด เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม อาศัยกัมมัฏฐานคือการตามระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้นว่า “แม้เพราะอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ด้วยสามารถแห่งความเป็นวัตถุอันประเสริฐ การถึงสรณะนั้นของบุคคลแม้นั้น ยังกำเริบ ยังหวั่นไหว ด้วยกิจทั้งหลายมีการไหว้อัญเดียรถีย์เป็นต้น

แต่พระผู้มีพระภาค เพื่อจะทรงแสดงความที่การถึงสรณะนั้นไม่หวั่นไหว เมื่อจะทรงประกาศสรณะอันมาโดยมรรคนั่นแล จึงตรัสว่า “ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาชอบ” ด้วยว่า บุคคลใดถึงรัตนะทั้งหลาย มีพุทธรัตนะเป็นต้น นั่นว่าเป็นที่พึ่ง ด้วยสามารถแห่งการเห็นสัจจะเหล่านั้น สรณะนั้นของบุคคลนั้น เกษมและอุดม และบุคคลนั่น อาศัยสรณะนั่น ย่อมพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะแม้ทั้งสิ้นได้”

พระธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๖ ,มหามกุฎราชวิทยาลัย หน้า ๑๗๑

นั่นก็หมายความว่า หากเรามีความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พิจารณาถึงคุณของทั้งสมรัตนะนี้เนืองนิตย์ กราบไหว้พระพุทธรูป พระคัมภีร์ พระสงฆ์ ดุจวัตถุมีค่า ดุจสิ่งศักดิสิทธิ์ที่คิดว่า จะดลบันดาลหรือนำความสมปรารถนาในสิ่งต่างๆ  ความสุขสวัสดี ความไม่มีทุกข์โศกโรคภัยมาให้ เราก็ยังเลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วยความหวั่นไหว

ที่ว่าหวั่นไหว เพราะเรายังไม่เชื่อด้วยความเป็นเหตุปัจจัย ไม่เชื่อว่าผลเกิดจากการทำเหตุ แต่เกิดจากการดลบันดาลของสิ่งที่นอกเหนือธรรมชาติ อาจเป็นเพราะยังไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าสามารถทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองได้ ไม่ว่าจะทำเพื่อความสุขอย่างชอบธรรมในโลก หรือพ้นโลก ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว (พระพุทธ)

อาจไม่มั่นใจว่าการปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเพื่อนำไปสู่สภาวะต่างๆนั้นเป็นจริง(พระธรรม)

เช่น

ร่ำรวย ด้วยการรักษาศีลอันมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ, เพราะความพอใจในสิ่งที่พึงมีพึงได้ตามเหตุปัจจัยดังที่ตรัสว่าสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง …

มีความสุข เพราะความที่จิตปลอดโปร่งจากการไม่ต้องคอยระวังภัยจากการประพฤติผิดของตน, เพราะการฝึกให้มีสติคุ้มครองตนจนรู้ทันอุปกิเลสจรมาครอบงำจิตจึงสามารถดับความต้องการอันเป็นตัณหาได้...

ประสบความสำเร็จ เพราะมีความพอใจในสิ่งที่ทำ, มีความเพียร, มีความเอาใจใส่, มีการตรวจสอบวิธีการปฏิบัติและผลการปฏิบัติของตนอยู่เสมอ …

เหล่านี้เป็นต้น

อาจไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ทรงสั่งสอนนั้น มีผู้ปฏิบัติตามได้จริง จนสมควรเป็นผู้ได้รับการยกย่อง กราบไหว้บูชา (พระสงฆ์)

เพราะความหวั่นไหว เราจึงมักกราบไหว้ รูปเคารพของพระพุทธเจ้า หรือเทพในลัทธิหรือศาสนาอื่น เพื่อวอนขอสิ่งต่างๆที่ต้องการเหล่านั้นไปด้วยพร้อมๆกัน

และเพราะเป็นความเลื่อมใสอย่างหวั่นไหว จึงย่อหย่อนในการปฏิบัติ  จึงยังไม่สามารถออกจากวัฏฏะได้ เนื่องจากยังไม่มีการทำเหตุให้สามารถเป็นไปได้นั่นเอง

แล้วอย่างไร จึงได้ชื่อว่า เลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหว

พระพุทธเจ้าตรัสถึงลักษณะของความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวนี้ไว้เอง ในวัตถูปมสูตร พอจะทั้งสรุปและทั้งขยายความได้ดังนี้ค่ะ

ตรัสถึงธรรมอันเป็นอุปกิเลส (*)ว่ามี ๑๖ (**) หากรู้ชัดลักษณะของอุปกิเลส ในยามใดที่อุปกิเลสนั้นจรมาสู่ใจและรู้ชัดอุปกิเลสนั้น ไม่ยอมรับอุปกิเลสแห่งจิต และมีการกระทำต่อมาคือ ละ (***)

หากยามนั้นสามารถละอุปกิเลสนั้นๆได้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ เลื่อมใสอย่างแน่วแน่ในพระรัตนตรัย

เป็นการเลื่อมใสที่เกิดจากกระบวนธรรม ที่ทยอยเกิดขึ้นตามลำดับกันอย่างนี้ค่ะ

เมื่องานที่ทำคือการละสำเร็จ อุปกิเลสดับ ความกระวนกระวายเพราะอุปกิเลสหมดไปแล้ว จิตจะเกิดปราโมทย์ขึ้น  แล้วก็จะพลอยปราโมทย์เพราะการระลึกถึงพระพุทธองค์ด้วยความเลื่อมใส ว่าทรงเป็นผู้ที่รู้แจ้ง รู้จริงในทุกสรรพสิ่ง สภาวะที่พบไม่ผิดจากที่ตรัสไว้เลย

จะพลอยระลึกถึงพระธรรมที่ตรัสรู้และทรงนำมาแสดง ว่าหากผู้ปฏิบัตินำมาปฏิบัติ ก็พึงรู้แจ้งด้วยตน  ผู้ใดปฏิบัติเมื่อใด ก็ให้ผลเมื่อนั้น เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาสู่ใจตน เช่น เพราะไม่ยอมให้ความโกรธอันเป็นหนึ่งในอุปกิเลสครอบงำจิตเนื่องจากรู้ชัดภาวะในขณะที่ถูกอุปกิเลสครอบงำว่าร้อนรุ่ม กระวนกระวายอย่างไร  รู้ว่าโทษหรือทางไปของการถูกอุปกิเลสครอบงำเป็นอย่างไร เพราะไม่อยากจะให้เกิดโทษนั้น จึงมีความพยายามละ เมื่อมีความพยายามบ่อยครั้งเข้าก็สามารถหยุดคิดเพื่อเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายอันนำไปสู่การมีกาย วาจาที่เบียดเบียนกันอีกต่อหนึ่งได้ และเพราะหยุดความคิดเบียดเบียนได้ ใจจึงกลับสู่ความเป็นปกติ กายวาจาจึงเรียบร้อย เป็นต้น

จะพลอยระลึกถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นผู้ที่เพียรปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความบริสุทธิ์ตามที่พระองค์ตรัสอย่างยากลำบาก เพราะกว่าที่จะละอุปกิเลสแต่ละอย่างได้นั้น ต้องฝึกสติติดตามกาย เวทนา จิต ธรรม จนสติสามารถระลึกได้ว่าขณะนั้นๆอุปกิเลสได้ประกอบกับจิตแล้ว ต้องมีความพยายามต่างๆนาๆและต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากจึงจะละอุปกิเลสแต่ละอย่างได้

สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฒฺฑโน) ทรงอธิบายว่า ในการดับตัณหาแต่ละครั้ง จะเกิดผลขึ้น ๒ อย่าง คือ ทุกข์ที่ตัณหาถูกขัด และ สุข ที่สามารถดับความต้องการอันเป็นตัณหาได้ แต่ในระยะแรกๆ ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สึกถึงความสุขที่เกิดขึ้น จะรู้แต่ว่าตนทุกข์ที่ต้องดับความต้องการของตน จนเมื่อฝึกดับเรื่องเดียวกันนั้น ที่จรเข้ามาสู่ใจบ่อยๆเข้า ความทุกข์และสุขจะลดและเพิ่มแบบค่อยๆสวนทางกัน เมื่อใดที่ความสุขมีมากขึ้น จึงจะรุ้สึกถึงความสุขที่สามารถข่มใจจากกิเลสได้ จนในที่สุด จะไม่ทุกข์เพราะการดับความต้องการในเรื่องนั้นอีกต่อไป จึงอยู่ พบ เจอ เรื่องนั้นๆได้โดยไม่รู้สึกทุกข์

เพราะพระสงฆ์เพียรอย่างไม่ย่อท้ออยุ่อย่างนั้น จึงเป็นผู้ที่เราควรกราบไหว้บูชา ท่านจึงควรแก่ของที่เราจะนำไปถวาย การบำรุงท่านผู้ที่ปฏิบัติอย่างนั้นจึงเป็นบุญใหญ่ของเราเพราะท่านเปรียบเหมือนเป็นนาบุญของโลก

เมื่อจิตเกิดปราโมทย์ ก็จะค่อยๆเป็นสมาธิ (****) เมื่อจิตเป็นสมาธิ คือ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว จึงจะสามารถมีเมตตาได้โดยไม่มีขอบเขต แผ่เมตตาอย่างไม่เป็นประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ดับความพยาบาทด้วยพรหมวิหารได้ และ รู้ชัดว่า สิ่งนี้มีอยู่ สิ่งที่เลวมีอยู่ สิ่งที่ประณีตมีอยู่ ธรรมเครื่องสลัดออกจากกิเลสที่ยิ่งกว่านี้มีอยู่

เช่น รู้ว่า เหตุปัจจัยเพื่อเข้าถึงการดับความโกรธมีอยู่ ภาวะโกรธอันเป็นความเลวมีอยู่ ภาวะแช่มชื่นที่เกิดจากความดับของความโกรธอันเป็นของประณีตก็มีอยู่  เมตตาอันเป็นพรหมวิหารสัญญาที่เกิดเพราะยังมีความเห็นว่าเป็นตนอันทำให้มีความเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์(รวมทั้งตนเอง)มีอยู่ และธรรมเป็นเครื่องสลัดออกจากกิเลสที่ยิ่งกว่าพรหมวิหารสัญญาอันพ้นจากความเห็นว่าเป็นตน เป็นสัตว์บุคคลไปแล้ว ก็มีอยู่

ซึ่งหากเพียรอยู่อย่างนี้ ได้รู้เห็นอยู่อย่างนี้ ด้วยความที่ยังมีความยึดมั่นในตนอยู่ ก็จะทำตนให้เป็นตนอันรักษาดีแล้ว และค่อยๆโน้มไปสู่ความเห็นว่าไม่เป็นตน เพิ่มการปฏิบัติที่เหมาะกับตนต่อไป

อันจะเป็นการพัฒนาตน จากปุถุชนไปสู่กัลยาณปุถุชน จนบรรลุธรรมในพุทธศาสนาเป็นขั้นๆไปในวันข้างหน้าได้

………………………………………………

*อุปกิเลสความเศร้าหมองแห่งจิต, สิ่งที่ทำจิตต์ใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก

**อุปกิเลสมี ๑๖ คือ อภิชฌาวิสมโลภะ ละโมบ จ้องจะเอาไม่เลือกควรไม่ควร, โทสะ คิดประทุษร้าย, โกธะ โกรธ, อุปนาหะ ผูกโกรธไว้, มักขะ ลบหลู่คุณท่าน, ปลาสะ ตีเสมอ, อิสสา ริษยา, มัจฉริยะ ตระหนี่, มายา เจ้าเล่ห์, สาเถยยะ โอ้อวด, ถัมภะ หัวดื้อ, สารัมภะ แข่งดี, มานะ ถือตัว, อติมานะ ดูหมิ่นท่าน, มทะ มัวเมา, ปมาทะ เลินเล่อหรือละเลย

***ละ คือ ละทิ้ง, บรรเทา, ทำให้หมดสิ้นไป, ให้ถึงความไม่มี, เกิดขึ้นใหม่อีกไม่ได้

****ปราโมทย์นั้น เป็นหนึ่งในกระบวนธรรมที่เรียกชื่อว่า ธรรมขันธ์ ๕ หรือ ธรรมสมาธิ ๕ ที่จะทยอย เกิด-ดับ เกิด-ดับ ตามกันมาเป็นชุด นั่นคือ ปราโมทย์ – ปีติ -- ปัสสัทธิ – สุข – สมาธิ

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net