วันที่ พุธ ธันวาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วัตถุชิ้นเอกพระราชทานเป็นส.ค.ส.ให้ราษฎรไทย..จากโปสการ์ดหายากสั่งพิมพ์จาก Saxony


 


ปฐมบรมราชโองการ

โปรดคลิกอ่าน ความเดิม.... ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย..จากโปสการ์ดหายากสั่งพิมพ์จาก Saxony 




เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พระองค์ตรัสเรียกพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีที่อยู่ที่หัวหินให้เข้าประชุมกันที่วังไกลกังวลเพื่อทรงหารือแนวทางต่างๆ ที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในที่ประชุมนั้นแสดงความเห็นออกเป็นสองฝ่ายทั้งสนับสนุนให้ต่อสู้กับคณะราษฎรและฝ่ายที่เห็นว่าไม่ควรสู้ หลังจากนั้น พระองค์ตรัสว่า "เมื่อได้ฟังความเห็นของเจ้านายและเสนาบดีทั้งสองฝ่ายแล้ว ทรงเห็นว่าถ้าจะสู้ก็คงสู้ได้ แต่จะเสียเลือดเนื้อข้าแผ่นดินซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน"

 

ท้ายที่สุด พระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะอยู่ในราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญดังที่พระองค์ทรงสนับสนุนที่จะให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด

พระองค์เสด็จกลับพระนครและได้พระราชทานพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475


ตราประทับครั่งด้ามแก้วผลึก

       เป็นตราประทับประดับพระสังวาลเพชร ขนาด ๒.๔ x ๗.๓ ซม. ด้านหนึ่งเป็นอักษรพระปรมาภิไธย ป ป ร แกะสลักจากหินโมราทรายทอง อีกด้านเป็นอักษรพระนามาภิไธย ร พ แกะสลักจากทองคำ สันนิษฐานว่า สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงออกแบบตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ควรมีตราประทับเป็นแบบคู่ เช่น ตราพระบรมราชโองการคู่กับตราพระราชเสาวนีย์ หรือตราอักษรพระปรมาภิไธย ป ป ร คู่กับตราอักษรพระนามาภิไธย ร พ เป็นต้น



พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


      เป็นชุดตราประทับ ทำจากงาช้างประดับพระสังวาลเพชร ทรงรี ขนาดกว้าง ๕.๔ ซม. ยาว ๖.๗ ซม. สูง ๘.๐ ซม. แสดงรูปพระแสงศรสามองค์วางอยู่บนราวพาด เหนือขึ้นไปเป็นรูปจักรและตรีศูล อันหมายถึง ดวงตรามหาจักรีบรมราชวงศ์ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ  เบื้องซ้ายและเบื้องขวาของราวพาดพระแสงศร ตั้งบังแทรกสอดแทรกด้วยลายกระหนกอยู่บนพื้นตอนบนของดวงตรา 

      นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยตราประทับพระราชลัญจกรประจำพระองค์ขนาดย่อมกว่า ขึ้นองค์หนึ่ง และพระราชลัญจกรพระธำมรงค์ประจำครั่งด้วยอีกองค์หนึ่ง ใช้สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธย ซึ่งพระราชลัญจกรพระธำมรงค์นี้ จะแสดงรูปพระแสงศรสามองค์บนหน้าทองคำเพื่อประทับครั่งปิดหลังซองพระราชหัตถเลขา 
      
  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบจากพระนามเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ซึ่งเป็นพระนามเดิมของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยนำมาจากความหมายของศัพท์คำว่า เดชน์ แปลว่า ลูกศร พระแสงศรสามองค์นี้สันนิษฐานว่าเป็นพระแสงศรที่ใช้ในพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล คือถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ประกอบไปด้วยพระแสงศรพรหมาสตร์ พระแสงศรประลัยวาต และพระแสงศรอัคนิวาต

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475

 

สละราชสมบัติ

หลังจากเหตุการณ์การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีไปเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศในแถบยุโรป พร้อมทั้งเสด็จประทับที่ประเทศอังกฤษ เพื่อทรงเข้ารับการผ่าตัดและรักษาพระเนตร ในการนี้ได้แต่งตั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในระหว่างนี้พระองค์ยังทรงติดต่อราชการกับรัฐบาลผ่านทางผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งยังคงปรากฏข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่ไม่สามารถหาข้อยุติกันได้ พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะสละราชสมบัติ รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นหนึ่งคณะโดยมีเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ณ ขณะนั้น เป็นประธานคณะกรรมการ พร้อมกับหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) และนายดิเรก ชัยนาม เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และไกล่เกลี่ยเพื่อกราบบังคมทูลให้เสด็จกลับประเทศไทย แต่การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 (นับศักราชแบบเก่า) ในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัตินั้น ปรากฏข้อความที่ใช้อ้างอิงกันเสมอในเวลาต่อมาว่า

ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของ ข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร

— ประชาธิปก ปร.

 


หลังจากมีพระราชหัตเลขาสละราชสมบัติ พระองค์ทรงกลับไปใช้พระนามและพระราชอิสริยยศเดิม ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา และไม่ทรงตั้งรัชทายาทเพื่อพระราชทานวโรกาสให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คัดเลือกพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เอง คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันมหิดลซึ่งเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติวงศ์แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์ต่อไป ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 

การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 นับได้ว่า ทรงพระราชทานของขวัญปีใหม่ และเป็นวัตถุชิ้นเอก อันล้ำค่าแก่ปวงชนชาวไทย ด้วยทรงมีพระราชปรารภจะพระราชทานรัฐธรรมนูญการปกครองให้แก่สยาม โดยพระองค์ได้มอบหมายให้นายเรย์มอนด์ บาร์ทเล็ตต์ สตีเฟนส์ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศชาวอเมริกัน และพระยาศรีวิสารวาจา ร่วมกันทำบันทึกความเห็นในเรื่องดังกล่าว ดังจะเห็นได้ว่าในงาน เฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 150 ปี อันเป็นการฉลองปีใหม่ในขณะนั้น ที่วันปีใหม่ยังเป็นวันสงกรานต์เดืน เมษายน พระองค์ก็ยังไม่ได้พระราชทาน ด้วยถูกท้กท้วง โดยที่อีกสองเดือนถัดมา ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และทรงสละราชสมบัติในที่สุด ด้วยมีพระพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติที่ น่าจดจำและเป็นพระราชประสงค์ต่อการพระราชทานประชาธิปไตยให้กับราษฎร อันเป็นสิ่งล้ำค่าเหนือทรัพย์สมบัติอันมีค่าอื่นใด ที่ทรงพระราชทานให้ปวงชนชาวไทย

 

ขอขอบคุณ บทความและส่วนหนึ่งจากการบบรยายของอาจารย์ ฉัตรบงกช     ศรีวัฒนสาร นักวิชาการ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

คลิป สารคดี พิเศษ ปรีดี พนมยงค์ http://youtu.be/bTe9bUY8jic

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net