วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"ทิศทางการเมืองไทย 2558"



หมายเหตุ: ภาพจากแฟ้มปี 2550


[เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2549 หลังรัฐประหารครั้งก่อนนั้นไม่นาน ผมได้เขียนบทความเรื่อง “ทิศทางปฏิรูปการเมืองไทย ปี 2550” ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เพื่อเสนอทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยให้ไปจากวัฏจักรน้ำเน่าทางการเมืองครั้งใหม่ บังเอิญได้ลองย้อนอ่านดูใหม่อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่า ทุกข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาที่ผ่านมายังไม่เคยได้รับการตอบรับจากรัฐบาลที่ผ่านมาแต่อย่างใด! และการเมืองไทยก็ย้อนกลับมาเป็นเหมือนเดิม!

ผมจึงขอนำเสนอเปรียบเทียบอีกครั้ง อาจเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ ดูเหมือนการเมืองไทยน่าตลก เพราะบ้านเมืองได้ย้อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมจริง]

ในสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ที่เกือบทุกอย่างขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนทางการเมืองใดๆ ที่ใครก็ไม่อาจบอกถึงความชัดเจนอะไรในอนาคตได้ แม้แต่รัฐบาลเฉพาะกาลเอง โดยเฉพาะเงื่อนไขที่รัฐบาลเฉพาะกาลจะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองนั้น เป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในเวลาจำกัด ซึ่งควรทำความเข้าใจสถานการณ์และเงื่อนไขดังนี้

รัฐบาลเฉพาะกาลที่ยึดอำนาจมาต้องตระหนักว่า ตนเองมีภารกิจชั่วคราวเพื่อจัดการปัญหาที่ตนเองกล่าวอ้าง และเร่งจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วในระบอบประชาธิปไตย เพราะฐานอำนาจของรัฐบาลปัจจุบันไม่ได้มาจากมูลฐานทางเจตจำนงของประชาชน ผู้ซึ่งจะต้องมีส่วนในรัฐบาลของตนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่สหประชาชาติเคยประกาศร่วมกัน ดังนั้น หากเนิ่นนานออกไปและการทำงานไม่มีความคืบหน้า หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ย่อมนำมาสู่การลุกฮือต่อต้านของประชาชนในที่สุด โดยเฉพาะบรรยากาศทางการเมืองที่น่าจะเกิดกระแสสูงในปีนี้

ถึงแม้รัฐบาลเฉพาะกาลจะอ้างว่าเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองและใช้กฏอัยการศึกควบคุมความรุนแรง แต่ชนวนของการต่อต้านที่แท้จริงนั้นมาจากบรรทัดฐานของพัฒนาการทางการเมืองไทย ที่ไม่ต้องการให้ใครโดยเฉพาะกองทัพยึดเอาอำนาจของประชาชนไปเป็นของตัว บรรทัดฐานนี้ผ่านการยืนยันอย่างหนักแน่นในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เพราะฉะนั้น รัฐบาลเฉพาะกาลไม่อาจเยียวยาได้โดยปฏิเสธการคืนอำนาจนี้ในระยะยาว

เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเปิดให้ประชาชนจากทุกชนชั้นร่วมร่างรัฐธรรมนูญด้วย เพราะการปฏิรูปการเมืองเชิงโครงสร้างนั้นกระทำได้โดยการใช้รัฐธรรมนูญเป็นตัวจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มคนและกลไกต่างๆ ในสังคมการเมืองใหม่ หากหน้าที่ของการร่างรัฐธรรมนูญตกอยู่ในเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำที่ตนเองเลือกมาเท่านั้น ก็หลีกหนีวัฏจักรการเมืองแบบอำนาจนิยมไม่พ้น

ปัญหาสำคัญคือ การสูญเสียบรรทัดฐานของสังคมไทยซ้ำซ้อนนั้น ที่มาสำคัญมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมไทยที่ไม่สามารถเป็นปราการแห่งยุคสมัยได้อย่างเข้มแข็ง จึงต้องมีการทลายวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยมและอุปถัมภ์ในสังคมไทย โดยการปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมที่เป็นความหวังและหลังพิงความยุติธรรมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติทางชนชั้นแห่งอำนาจทุกรูปแบบ เพื่อวัฒนธรรมความรับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการที่บังคับใช้กฎหมายโดยมิชอบ สามารถลงโทษนักการเมืองหรือข้าราชการที่กระทำผิดได้จริง เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองใหม่ 

แน่นอน สมควรจะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ โดยการกระจายอำนาจให้ขึ้นอยู่กับท้องถิ่น ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาการเมืองไทยได้อย่างยั่งยืน เพราะปัญหาทั้งหมดคือปัญหาการรวมศูนย์อำนาจของรัฐบาลไทย ทำให้ประชาชนกลายเป็นแค่ผู้บริโภคในตลาดการเมืองไทย ที่เต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพล อำนาจ และเงินตรา คอยกำกับดูแลมาโดยตลอดนานนับหลายสิบปีที่ผ่านมา

ทำให้เราไม่เคยเห็นผู้มีอำนาจทางการเมืองในความผิดต่างๆ ได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย จนเกิดการเลือกปฏิบัติ หรือระบบสองมาตรฐาน ซ้ำร้ายยังมีการออกกฎหมายพิเศษให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดใดๆ อีกด้วย พวกนักการเมืองและนายทุนรายใหญ่ที่หากำไรจากการผูกขาดธุรกิจในประเทศไทย จึงใช้ระบบราชการเป็นฐานอำนาจในการเอาเปรียบประชาชนคนเล็กคนน้อยมาโดยตลอด จนเป็นที่มาของคำว่า คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น

ดังนั้น จะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยอย่างแท้จริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อล้มล้างวัฒนธรรมแบบอำนาจนิยมที่เป็นดินพอกหางหมูสะสมความไม่เป็นธรรมในสังคมมาอย่างยาวนาน และเพื่อเป็นหลักประกันต่อมนุษยชาติ หากเมื่อปัญหาใดๆ ไม่อาจสามารถสะสางได้ในรัฐชาติแล้ว ประเทศไทยควรให้สัตยาบันเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อสามารถนำคดีนั้นไปไต่สวนในกระบวนการของประชาคมโลกได้ เพื่อเป็นการป้องกันลัทธิเผด็จการในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ก็มีเรื่องที่น่ายินดีเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลเฉพาะกาลผลักดันให้มีกฎหมายภาษีมรดกจนได้ เพราะประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ซึ่งต้องมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างใหม่เพื่อเปิดพื้นที่ให้เศรษฐศาสตร์สังคมมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดรัฐสวัสดิการและบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล และการประกันการว่างงาน หรือกระทั่งการยึดคืนสัมปทานของเอกชนที่เป็นสมบัติสาธารณะทางสังคมมาจัดการเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เช่น โทรคมนาคม ไฟฟ้า น้ำมันและพลังงาน เป็นต้น 

เรื่องเช่นนี้เป็น “สิทธิ” ของประชาชน และเป็น “หน้าที่” ของรัฐ ซึ่งเช่นเดียวกัน “สิทธิทางการศึกษา” สิทธิในการเข้าถึงการแพทย์” “สิทธิในการมีชีวิตอยู่โดยการคุ้มครองจากรัฐ” เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่รัฐจะปล่อยให้คลื่นทุนนิยมเสรีย่ำยีประชาชนตามยถากรรมไม่ได้

สุดท้ายก็คือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง จะเป็นอื่นไปมิได้ และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องไม่ย้อนรอยหรือคืนอำนาจให้ฝ่ายอนุรักษนิยม โดยจะให้อำนาจสถาบันใดๆ อยู่เหนือรัฐธรรมนูญไม่ได้โดยเด็ดขาด

ปี 2558 ผมนั่งทบทวนวัฏจักรทางการเมืองไทยในรอบ 10 ปีอีกครั้ง ปัญหาทุกอย่างไม่อาจแก้ไขได้เลยและคงจะย้อนกลับไปเหมือนเดิม หากเราไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่องสำคัญเหล่านี้ โดยเฉพาะการปฏิรูประบบงานตำรวจ และการกระจายอำนาจ โดยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ!.

(ตัดมาจากบทความทิศทางการปฏิรูปการเมืองไทย 2558 คอลัมน์โลกและเรา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 11 มกราคม 2558) 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net