วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อผีเสื้อโบยบิน..


 

เมื่อผีเสื้อโบยบิน..

 

เมื่อ 17 ปี ที่แล้ว ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ

“ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ”

(The Diving Bell and the Butterfly.)

เขียนโดย ฌอง โดมินิก โบบี้

(Jean-Dominique Bauby)

แปลโดย

วัลยา วิวัฒน์ศร

(พิมพ์ครั้งที่ 1 โดยสำนักพิมพ์ ผีเสื้อ)

 

 

หนังสือที่เขียนขึ้นจากความพยายามของผู้ชายที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง

เขาเป็นอดีตบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร ELLE แห่งฝรั่งเศส

ชายหนุ่มผู้อยู่กับความหรูหราตระการตาของแฟชั่นสมัยใหม่

และใช้ชีวิตอิสระโดยไม่แคร์ใคร

เขาเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก

กลายเป็นอัมพาตทั้งตัว พูดไม่ได้ ทำได้เพียงกระพริบตา

และที่น่าเศร้าคือเขาสามารถรับรู้ทุกอย่างได้เพราะสมองยังเป็นปกติ

อาการของโรคนี้เรียกว่า Locked-in Syndrome

โรคที่ทำให้เขาต้องถูกจองจำอยู่ในร่างกายของตนเอง

เปรียบประหนึ่งว่ากำลังสวมชุดประดาน้ำ

แขนขา เคลื่อนไหวไม่ได้ พูดไม่มีใครได้ยิน

มีเพียงความทรงจำและจินตนาการเท่านั้น

ที่หล่อเลี้ยงจิตวิญาณให้คงอยู่

เหมือนผีเสื้อปีกบางเบา ที่จะพาเขาโบยบินออกสู่โลกกว้าง

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นด้วยความยากลำบากและทุกข์ทรมาน

ด้วยการกระพริบเปลือกตาซ้ายเพื่อสะกดอักษรที่ละตัวๆ

ให้เป็นคำ เป็นประโยค และจนเป็นเล่มในที่สุด

โบบี้เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ในห้วงคิดคำนึงของเขา

ระหว่างที่ถูกจองจำในชุดประดาน้ำ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีต

ความทรงจำที่สวยงามในช่วงต่างๆ ของชีวิต

หลายเรื่องที่เขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้กระทำ

และอีกหลายเรื่องที่เขาได้ทำผิดพลาดไป

ด้วยสำนวนที่สนุกสนาน มีอารมณ์ขัน

จะมีเค้ารางของความเศร้าปนอยู่บ้างก็เพียงน้อยนิด

เมื่อได้อ่านในครั้งนั้น

ข้าพเจ้ายังไม่ผ่านประสบการณ์ในชีวิตมากพอ

หนังสือแม้จะประทับใจ

แต่ก็ยังไม่ลึกซึ้งจนสะเทือนความรู้สึก

แต่เมื่อมาถึง ณ วันที่ชีวิตเดินทางมาไกล

จนใกล้ชิดกับความตายมากขึ้นเรื่อยๆ

ทำให้หวนคิดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

วันที่ข้าพเจ้ารับรู้ถึงความรู้สึกคล้ายคลึงกับโบบี้

(แม้จะเพียงเล็กน้อย)

คือวันที่ข้าพเจ้ากำลังทรมานร่างกายตัวเอง

กับการฝึกนั่งสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง

ข้าพเจ้าพยายามฝืนร่างกายตัวเองที่กำลังปวดเมื่อย

ขาที่กำลังเป็นตะคริวจนชาไร้ความรู้สึก

ความรู้สึกข้างในกำลังต่อสู้กัน

ว่าจะยังคงฝืนทนที่จะไม่ยอมขยับร่างกาย

หรือจะยอมเลิกรา

มีคำถามที่ผุดขึ้นมาในระหว่างนั้น

ว่าหากข้าพเจ้าจะต้องอยู่ในสภาพเดียวกับโบบี้ล่ะ

ความรู้สึกจะต่างกันไหม

ใช่ ต่างกันแน่นอน

เพราะเพียงข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะขยับตัว

ก็สามารถหลุดจากพันธนาการนั้นได้แล้ว

ง่ายๆ เหมือนแค่การกระพริบตา

แต่สำหรับโบบี้การกระพริบตากลับเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่

ที่เขายังสามารถทำได้

มันจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง

ว่าทุกข์ที่เราเผชิญช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน

นับเป็นบทเรียนราคาสูงยิ่ง

ที่โบบี้ได้เพียรจารึกฝากไว้ให้กับโลกนี้

ที่คนอ่านจะได้พบว่า

แม้ตัวเขาจะต้องอยู่ในสภาวะที่ทนทุกข์ ทรมาน

แต่บันทึกของเขากลับให้กำลังใจกับคนที่มีชีวิตอยู่

ว่าแม้จะเจ็บป่วยด้วยโรคภัย ไม่ว่าจะเป็นอัมพาต หรือมะเร็ง

ก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตเราจะถูกทำลายไปด้วย

ขอเพียงยึดความเป็นมนุษย์ของตัวเราไว้ให้มั่นคง

เราก็จะไม่สิ้นหวังและพ่ายแพ้

เหมือนที่เพื่อนของโบบี้บอกไว้ว่า

"Hold fast to the human inside of you,

and you'll survive."

 

ราศีเมษ

(A day in the Life..Beatles เป็นเพลงที่โบบี้คิดคำนึงในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต)

 

 

 

 

โดย ราศีเมษ

 

กลับไปที่ www.oknation.net