วันที่ พุธ มกราคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กระเช้าภูกระดึง มโนโปเจ๊คท์... ทำลายธรรมชาติ ละเมิดสิทธิ์สัตว์ป่า


เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2558 เครือข่ายคัดค้านกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จัดเวทีเสวนาเรื่อง "ชำแหละกระเช้าภูกระดึง มโน...โปรเจ็กต์?" สะท้อนผลกระทบของการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย ในมุมมองต่างๆ หลังรัฐบาลมีแนวคิดสานต่อโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงกันมานานกว่า 30 ปี โดยมีตัวแทนจากภาคประชาสังคมร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติเมื่อ 21 ก.พ. 2555 ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ อพท. ไปศึกษาความเหมาะสมของโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง อพท.จึงได้จัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง มูลค่า 600 ล้านบาทขึ้น โดยว่าจ้างสถาบันการศึกษาและบริษัทที่ปรึกษาเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ

ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าอพท.ส่วนกลางเตรียมยื่นเรื่องให้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณาอนุมัติโครงการภายในเดือนสองเดือนนี้

 

ชาลี วาระดี  ตัวแทนกลุ่มระวังไพร

บรรยายถึงความเป็นมาและสภาพแวดล้อมของภูกระดึง ในมุมมองของนักท่องเที่ยว

- ปกติอช.ภูกระดึงจะเปิดให้บริการ 8 เดือน และหยุดบริการ 4 เดือน เพื่อพักให้สภาพแวดล้อมฟื้นฟู
- เวลาเดินขึ้นภูกระดึงถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นสิ่งแวดล้อมของภูกระดึงจะมีลักษณะพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันตามระดับความสูง
- ถ้าเรานั่งรถไปเที่ยวเราจะพลาดโอกาสได้เห็นนก สัตว์ป่า แมลง พืชพันธุ์หลายชนิด
- หากมีกระเช้าขึ้นถูกระดึงจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มาก แต่จะเกิดอะไรขึ้นกับสัตว์ป่า ?
- จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการตั้งคำถามว่า ธรรมชาติจะสามารถรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้ไหวหรือไม่?
- เหตุผลในการสร้างกระเช้าภูกระดึงถูกอ้างว่าเพื่อสิทธิของคนได้ขึ้นอย่างเท่าเทียม แต่ไม่มีใครพูดถึงสิทธิของสัตว์ป่า
- เวลาคนเข้าไปหาแหล่งธรรมชาติต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติไม่ใช่ให้ธรรมชาติปรับตัวเข้าหาคน
- ทรัพยากรธรรมชาติสามารถนำมาใช้ได้แต่ควรใช้อย่างถูกวิธี ไม่ควรเอาต้นทุนมาใช้จนมันหมด
- แม้โครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึงอาจทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ทั้งการก่อสร้างและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นนั้นอาจเป็นการรบกวนสัตว์ป่าจนอาจเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว โดยเฉพาะช้างเหมือนกรณีที่เกิดขึ้นที่เขาใหญ่

 

สุรพล ดวงแข  กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

นำเสนอเรื่อง การบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ

- ภูกระดึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ต่อจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
- ประเทศไทยสอบตกเรื่องการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติเนื่องจากไม่มีนโยบายจากรัฐที่ชัดเจนในเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
- อุทยานแห่งชาติในไทยหลายแห่งได้รับความเสียหายเนื่องไม่มีการจัดการเรื่องการเข้าชม ทำให้ธรรมชาติรองรับการใช้งานไม่ไหว
- หลักการสำคัญของอุทยานแห่งชาติคือมีไว้เพื่อการศึกษาไม่ว่าจะทางวิชาการตลอดจนให้ความรู้สำหรับนักท่องเที่ยว
- การสร้างกระเช้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว จะยิ่งส่งผลเสียต่อธรรมชาติ  เหมือนเป็นการข่มขืนธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ไม่ควรไปละเมิดสิทธิ์ของสัตว์ป่า

 

เต็งเพ้ง เพียรพัฒน์ ผู้แทนกลุ่ม OK NATURE

บรรยายเรื่อง กระเช้าขึ้นภูกระดึง พาหนะหรือหายนะ ?

- ไม่มีกระเช้าที่ไหนในโลกที่สามารถขนส่งคนได้ 4,000 คน/ชม. แต่รายงานภูกระดึงบอกว่าสามารถขนส่งได้ (?)
- ทุกวันนี้เวลาเจอมูลช้างบนภูกระดึงเราจะพบมูลช้างที่มีพลาสติกปนอยู่
- หากมีการสร้างกระเช้าที่ภูกระดึงจะกลายเป็นโมเดลในการสร้างกระเช้าขึ้นเขาที่อื่นๆ
- หากมีการสร้างกระเช้าที่ภูกระดึงจะกลายเป็นโมเดลในการสร้างกระเช้าขึ้นเขาที่อื่นๆ โดยอ้างสิทธิความเท่าเทียม
- หากต้องการดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกบนภูกระดึง กระเช้าต้องเปิดตลอด 24 ชม. ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีการพัฒนาด้านอื่นๆ ตามมาบนพื้นที่

 

 

กระเช้าภูกระดึงคุ้มค่า คุ้มใคร? โดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

- รายงานการศึกษาโครงการกระเช้าภูกระดึงของ อพท.ระบุว่ากระเช้าภูกระดึงจะสามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวได้มากถึง 3 แสนคนต่อปี แต่ขอถามถึงความสามารถของพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวของภูกระดึงว่าเป็นไปได้หรือไม่
- กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิธีการสัมภาษณ์ด้วยการตอบแบบสอบถามที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง เพราะมีการสุ่มตัวอย่างเพียง 187 คนจากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 60,000 คน เพื่อทำวิจัยค่าใช้จ่ายการขึ้นกระเช้า เท่ากับแบบสอบถามเป็นเพียง 0.3% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีเท่านั้น
- ในงานวิจัยสร้างกระเช้าภูกระดึงมีการเขียนถึงรายได้ที่จะได้รับ แต่ไม่มีการเขียนต้นทุนที่ต้องจ่ายในการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ นอกค่าต้นทุนตัวกระเช้า
- จุดท่องเที่ยวบางแห่งบนภูกระดึงมีห้องน้ำ 1ห้อง จะเกิดอะไรหากมีคนจำนวนมากขึ้นไป ในรายงานสร้างกระเช้าไม่ได้บอกว่าจะพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อรองรับคน
- รายงานยังมีระบุถึงงบประมาณที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมน้อยมาก คือแค่ 3% ของงบประมาณทั้งหมด
- รายงานการศึกษากระเช้าภูกระดึงของ อพท.ด้านการลงทุนและความคุ้มค่า มีข้อผิดพลาดหลายประเด็น และไม่น่าเชื่อถือ

 

นพรัตน์ นาคสถิตย์ รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เริ่มชำแหละรายงานกระเช้าภูกระดึง มโนโปรเจ็คท์

 - กรณีกระเช้าขึ้นภูกระดึง ที่มีการทำรายงานอีเอชไอเอมูลค่าถึง 20 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภูกระดึงอย่างรอบด้าน
- งานวิจัยกระเช้าภูกระดึงทำวิจัยสำรวจความต้องการนักท่องเที่ยวในเดือนมี.ค.และพ.ค. ซึ่งไม่ใช่ฤดูของการท่องเที่ยวขึ้นภูกระดึง
-ตัวเลขจำนวนมากที่ปรากฎอยู่ในรายงานวิจัยกระเช้าขึ้นภูกระดึงไม่บอกที่มาของตัวเลข
-การศึกษาความเหมาะสมการสร้างกระเช้ามาจากการทบทวนข้อมูลเดิมเป็นเสียส่วนใหญ่ ซึ่งขาดการศึกษาข้อเท็จจริงในภาคสนาม
- มาตรการจัดการขยะหลังสร้างกระเข้าภูกระดึงจะใช้การฝังกลบบริเวณวังกวาง 30 ไร่ โดยไม่มีอธิบายถึงลักษณะพื้นที่และลักษณะป่าอยู่เลย
- ข้อมูลธรณีวิทยาในปี 49 พบดินแยกตรงทางขึ้นไปผาล่มสัก แต่ไม่พบในรายงานสร้างกระเช้าภูกระดึง
-มีการคาดการณ์ว่าจะขยายเวลาการเปิดทำการกระเช้าภูกระดึงให้ครบทุกฤดูกาล คำถามคือในฤดูฝนจะมีคนขึ้นภูกระดึงจริงหรือ?
-รายงานกระเช้าขึ้นภูกระดึงปรากฎชื่อพันธุ์ไม้วิทยาศาสตร์ผิดหลายชื่อ มีการนำชื่อจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นมาใส่ และไม่มีการบอกเทคนิคการสำรวจ
-ในรายงานวิจัยกระเช้าภูกระดึงระบุว่ามีเสือโคร่ง กระทิง ซึ่งไม่มีบนภูกระดึง เป็นการย้ำชัดว่ารายงานฉบับนี้ไปคัดลอกมาโดยไม่ได้ทำสำรวจจริง

 


ช่อง TNN เสนอข่าว "ชำแหละกระเช้าภูกระดึง มโน...โปรเจ็กต์?" 

 

 

ระหว่างงานเสวนา ได้มีตัวแทนอ้างว่าเป็นคนภูกระดึง 3-4 คน ลุกขึ้นขอแสดงความเห็นสนับสนุนการสร้างกระเช้าไฟฟ้าฯด้วย โดยมีการอ่านแถลงการณ์ว่า เหตุผลที่คนภูกระดึงอยากได้กระเช้า เพราะผ่านมา 35 ปี ภูกระดึงมีสภาพเสื่อมโทรม ต้องการการบูรณะปรับปรุง กระเช้าขึ้นภูได้มากกว่าเสีย ต้นไม้ไม่ต้องตัด ลูกหาบมีรายได้เพิ่ม การที่หลายองค์กรอ้างว่าคนในพื้นที่ไม่ต้องการกระเช้านั้นบิดเบือน เพราะจากรายงานสำรวจประชาชน 9,000 กว่าคน เห็นด้วยกว่าร้อยละ 90 มีลายเซ็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ได้มโนแน่นอน

ในช่วงการตอบข้อซักถาม มีข้อมูลขัดแย้งกันหลายเรื่องระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มค้านฯ ตัวอย่างเช่น ชาวภูกระดึงเชื่อว่าโครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึงจะมีการใช้กระเช้าขนขยะลงมาจากภูกระดึง ขณะที่นักวิชาการยืนยันว่ารายงานของ อพท.ระบุว่าจะใช้วิธีฝังกลบบนภูกระดึง โดยจะมีการเตรียมพื้นที่เชิงเขาเพื่อฝังกลบขยะ 10 ไร่ พื้นที่บนยอดเขา 30 ไร่ โดยพื้นที่ 10 ไร่ด้านล่างจะใช้รองรับการทิ้งและคัดแยกขยะ ส่วนพื้นที่บนยอดเขา 30 ไร่ ไว้ฝังกลบขยะ

นอกจากนั้น กลุ่มผู้สนับสนุนกระเช้าภูกระดึง ยังบอกว่า ต้องสร้างกระเช้าเพราะลูกหาบมีจำนวนลดลงมา แต่พอนักอนุรักษ์ถามว่า เมื่อมีนักท่องเที่ยว 4,000 คนขึ้นภูกระดึงต่อวัน จะเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆที่อยู่ไกลกันเป็นกิโลๆได้อย่างไร กลุ่มผู้สนับสนุนกลับบอกว่า จะมีลูกหาบจำนวนมากมาช่วยแบกของให้นักท่องเที่ยว ซึ่งขัดแย้งกับข้่อมูลชุดแรกที่บอกว่า ลูกหาบมีจำนวนลดลง

 

หลังจากจบเสวนา เครือข่ายคัดค้านการสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง มีกำหนดจัดกิจกรรมทริปเดินขึ้นภูกระดึง ระหว่างวันที่ 31 ม.ค.- 2 ก.พ. 58 เพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ได้เข้าไปตรวจสอบจุดสร้างกระเช้าไฟฟ้าทั้งด้านสถานีต้นทางไปจนถึงสถานีปลายทาง และสำรวจสภาพผืนป่าภูกระทิง โดยมีทีมวิทยากรผู้ชำนาญการ เป็นผู้นำสำรวจและตอบข้อสักถาม

 

กำหนดการ  ภูกระดึงเดินเองได้ ไม่เอากระเช้า

๓๐ ม.ค.-๒ ก.พ. ๕๘

๓๐ ม.ค. ๕๘

๒๑.๐๐ น. เดินทางจากกรุงเทพ สู่ผานกเค้า เมืองเลย

๓๑ ม.ค.๕๘

๐๔.๐๐ น. เดินทางถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ทำธุระส่วนตัว ล้างหน้า แปรงฟัน เตรียมสัมภาระให้ลูกหาบแบก

๐๘.๐๐ น. นำสัมภาระไปชั่ง และรับป้ายชื่อลูกหาบ แล้วเริ่มเดินขึ้นภูกระดึง ระยะทาง ๕.๕ กม. ระหว่างทางที่ขึ้นแต่ละซำต่างๆ ให้ค่อยๆ เดิน ไม่ต้องรีบร้อน นั่งพักตามร้านค้าของชาวบ้านที่อยู่รอบๆภูกระดึงที่มาตั้งร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ให้แก่นักท่องเที่ยวตามซำต่างๆ หนึ่งปีจะมีแค่ช่วงเวลาที่เปิดภูจึงจะมีรายได้เสริมจากการขายของ จากทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในท้องถิ่นของเขา ที่เขาดูแลรักษามา เมื่อมีกระเช้า ร้านค้าเหล่านี้จะหายไปโดยปริยาย เพราะไม่มีคนเดินขึ้น นี่คือผลตอบแทนที่ทุนใหญ่ไล่กินทุนเล็ก ชาวบ้านจะขาดรายได้ ต้องแสวงหางานอื่นทำหรือไปขายแรงงานที่อื่น เป็นปัญหาสังคมอย่างอื่นตามมา เพียงเพราะเราไม่แบ่งที่ยืนให้คนเหล่านี้

ร่วมพูดคุยกับลูกหาบเมื่อได้นั่งพักเหนื่อยในแต่ละซำด้วยกัน จะเห็นว่าเขาทำงานด้วยความสุขกับงานอิสระที่เขาสามารถทำได้ในท้องถิ่นของเขา และร่วมพิสูจน์ว่าไม่มีลูกหาบคนหนุ่มๆมาทดแทนนั้นจริงหรือไม่ ถามเขาถึงค่าตอบแทนการเป็นลูกหาบว่าเขาพอใจมากน้อยเพียงใด และอนาคตของเขาเมื่อกระเช้าจะมาแย่งหน้าที่ เขาคิดอ่านอย่างไรกับงานที่กำลังจะถูกแย่งไป
ระหว่างทางร่วมพูดคุยกับผู้ร่วมเดินทางที่เดินขึ้นและลง ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน นี่เป็นเสน่ห์ของภูกระดึงมานับสิบๆปีตั้งแต่เปิดภู คือการเดินขึ้น ระหว่างทางที่มีจุดธรรมชาติที่น่าสนใจ ทั้งดิน หิน ต้นไม้ และพืชพรรณต่างๆ จะมีการบรรยายจากวิทยากรผู้ร่วมเดินทาง

๑๒.๐๐-๑๔.๐๐ น. จะเดินขึ้นถึงหลังแปทุกคน นั่งพักเหนื่อยตรงป้ายเราคือผู้พิชิตภูกระดึง แล้วเดินเท้าทางราบ ชื่นชมธรรมชาติ ระหว่างทางไปอีกราว ๓ กม. ถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนหลังแป รับสัมภาระจากลูกหาบ ชำระเงินค่าหาบตามน้ำหนัก แล้วนำสัมภาระเข้าพักตามเต็นท์ที่จัดไว้ พักผ่อนตามอัธยาศัย

๑๙.๐๐ น. รับประทานอาหารร่วมกัน และร่วมพูดคุย สนทนา แลกเปลี่ยนความรู้/ความรู้สึก พักผ่อนตามอัธยาศัย

 

๑ ก.พ.๕๘

๐๔.๐๐ น. ตื่นแต่เช้า/ทำธุระส่วนตัว รวมกลุ่มกันเดินเท้าไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผานกแอ่น ระยะทางไม่ไกล แต่มักจะมีช้างป่าออกมาหากิน และเคยทำร้ายนักท่องเที่ยว จึงต้องเดินรวมกลุ่ม ถ่ายภาพ ชื่นชมพระอาทิตย์ขึ้น สายๆ เดินเท้ากลับมาที่พัก ทำธุระส่วนตัว และรับประทานอาหาร

๐๙.๓๐ น. เตรียมน้ำดื่ม-อาหาร เริ่มออกเดินเท้าศึกษาธรรมชาติบนภูกระดึง ดูพืชพันธุ์ และจุดที่ตั้งของสถานีกระเช้าบนหลังแป ในเส้นทางลานพระพุทธเมตรไตร-น้ำตกถ้ำใหญ่-สระอโนดาต-ผาหล่มสัก-ผาหมากดูก-ผานาน้อย แล้วกลับที่พักในตอนเย็น
สำหรับท่านที่ต้องการดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ต้องรอจนพระอาทิตย์ตก แล้วเดินรวมกลุ่มกันกลับมาที่พัก อาจจะถึงที่พักที่ศูนย์บริการวังกวางราว ๒๐.๓๐ น. เป็นอย่างช้า

๑๙.๐๐ น. ทานอาหารเย็นร่วมกัน แลกเปลี่ยน พูดคุย

๒ ก.พ.๕๘

๐๖.๐๐ น. ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว เดินชมธรรมชาติบนภูกระดึงบริเวณศูนย์บริการฯวังกวาง แล้ว เก็บสัมภาระ รับประทานอาหารร่วมกัน

๐๙.๐๐ น. นำสัมภาระมาชั่ง แล้วให้ลูกหาบแบกลง แล้วจึงเดินทางราบมาที่ป้ายเราคือผู้พิชิตภูกระดึง แล้วค่อยๆ เดินเท้าลงภูกระดึง

๑๔.๐๐-๑๕.๐๐ น. จะลงมาถึงที่ทำการอุทยานฯด้านล่าง ทุกคน รับสัมภาระ ชำระเงินค่าลูกหาบตามน้ำหนัก แล้วทำธุระส่วนตัว

๑๖.๐๐ น. เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

๒๔.๐๐ น. ถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

 

ข้อแนะนำและการเตรียมตัว

- สัมภาระจะเอาไปมากหรือน้อยไม่มีใครว่า สามารถจ้างลูกหาบแบกได้ในราคา กก.ละ ๓๐ บาท
- ควรเตรียมรองเท้าที่เหมาะและคุ้นเคยกับเท้า เพราะจะมีการเดินเกือบทั้งทริป ควรเป็นรองเท้าผ้าใบดีที่สุด ปลายรองเท้าไม่ควรแหลม สอบ ขาลงจะเจ็บเท้ามาก ไม่ควรเป็นรองเท้าที่มีพื้นรองเท้าสูงเกินไป ไม่เหมาะกับการเดินทางไกล
- เสื้อผ้าขณะใส่เดินขึ้นไม่ควรเป็นเสื้อผ้าที่แนบเนื้อ ควรใส่หลวม สบายๆ เพราะทั้งการเดินขึ้นหรือลงภู ไม่ควรมีเสื้อผ้ามารัดจังหวะการก้าวขา
- สัมภาระที่ควรนำไปด้วยขณะเดินขึ้นภูคือขวดน้ำ กล้องถ่ายรูป (ที่คิดว่าจะใช้ถ่ายรุหว่างเดินขึ้น) และกระเป๋าเป้เล็กๆสำหรับใส่ของจุกจิกเท่านั้น ส่วนอาหาร เครื่องดื่ม ขนมนมเนยทั้งหลายค่อยไปซื้อกินระหว่างทาง
- การเดินขึ้นภูเขา ไม่ควรก้าวขายาว ก้าวสั้นๆ ค่อยๆเดินไปเรื่อยๆ เพราะถ้าก้าวขายาวจะทำให้เมื่อยขา กล้ามเนื้อขาทำงานมากไป
ส่วนการเดินลงไม่ควรวิ่ง หรือรีบเดินลง เพราะจะต้องเกร็งขา ส่วนใหญ่คนเดินขึ้นภูกระดึงจะเมื่อยล้าเพราะขาลงมากกว่าขาขึ้น

สิ่งที่ต้องเตรียมไป

- ไฟฉาย รองเท้าแตะ(สำหรับใส่เปลี่ยนเมื่ออยู่ในที่พัก) ยาคลายกล้ามเนื้อ เสื้อผ้ากันหนาว เป้ใบเล็ก (เพื่อใส่สัมภาระวันที่เดินเที่ยวบนหลังแป)
- นอนเต็นท์ มีถุงนอนให้ ใครที่ไม่พอสามารถเช่าผ้านวมจากร้านค้าบนภูได้

สำหรับผู้ที่จะร่วมเดินทางทั่วไป (ไม่ใช่สื่อมวลชน)

ค่าธรรมเนียมอุทยานฯ คนละ ๔๐ บาท ค่ากางเต็นท์คนละ ๓๐ บาท / คืน
รถทัวร์ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ๒ สายคือชุมแพทัวร์ และแอร์เมืองเลย เวลา......................

รถจะจอดที่ผานกเค้า ทำธุระส่วนตัวที่ร้านเจ๊กิม พร้อมแล้วจึงนั่งรถสองแถว จากร้านเจ๊กิม ค่ารถคนละ.............. บาท ค่าลูกหาบ กก.ละ ๓๐ บาท แบกไม่อั้น (ในกรณีที่ให้เขาแบกของมีค่า ของแตกหักไม่ได้ เช่น กระเป๋ากล้องถ่ายรูป ต้องแจ้งลูกหาบคนที่แบกให้ทราบ เขาจะได้เพิ่มความระมัดระวัง และควรมีสินน้ำใจเล็กน้อย นอกเหนือจากค่าหาบตามน้ำหนัก เขาจะรับผิดชอบสิ่งของมีค่าของท่านเป็นพิเศษ
- อาหารตามสั่งบนหลังแป จานละ ๖๐-๗๐ บาท
- น้ำดื่ม ขวดเล็ก ๓๐ บาท

 

โดย ระวังไพร

 

กลับไปที่ www.oknation.net