วันที่ ศุกร์ มกราคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฝากดูแลและรักษาดวงใจแห่งภูกระดึง !


วันนี้ตั้งชื่อเรื่องอาจดูโรแมนติกไปบ้าง แต่รับรองไม่ใช่นิยายประโลมโลกแน่นอน
คำว่า ใจดวงนี้ มิได้หมายถึง ใจผมหรือใจใคร แต่หมายถึง "ภูกระดึง" ใน 2 มิติความหมาย

หนึ่งนั้น ภูกระดึงเป็นอัตลักษณ์แห่งการเดินทางเข้าสู่ธรรมชาติมายาวนาน
เป็น"หัวใจ" แห่งการปลูกฝังค่านิยมเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติในกลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาว

สองนั้น ภูกระดึง มีรูปลักษณ์ไม่เหมือนภูเขาที่ไหนในโลกนี้ เหมือน "หัวใจ" ไม่ผิดเพี้ยน
เป็นตำนานที่มีชีวิตมีชีวาของความรัก รักที่จะใช้ "หัวใจ" และ "สองเท้า" ก้าวสู่ความฝัน
แฝงด้วยหลากหลายเรื่องราวของความผูกพัน ระหว่าง "คน"กับ "คน" และ "คน" กับ "ธรรมชาติ" 

โดยส่วนตัวไม่เคยไม่พอใจกระเช้าไฟฟ้า แต่กลัวผลกระทบที่เกิดขึ้นในภายหลัง
คำว่าถ้าบริหารจัดการดี มีประสิทธิภาพ อาจไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น
และมีใครกล้าการันตี 100% ได้บ้างว่า ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นเลย มีแต่ข้อดี-ไม่มีข้อเสีย

หากว่าธรรมชาติเสื่อมโทรมลง และสัตว์ป่าหดหายไป คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า ใช้เวลากี่ปีในการฟื้นฟู
แต่อยู่ที่ว่า จะฟื้นฟูให้กลับมาดั่งเดิมได้หรือไม่ ???

 

การปีนป่ายขึ้นภูกระดึง อาศัยเดินเท้าตั้งแต่ที่ทำการอช.ด้านล่าง ผ่านความลาดชันระดับต่างๆ
ได้เห็นสภาพป่าตั้งแต่เต็งรัง เบญจพรรณ ดิบแล้ง ดิบเขา สู่ป่าสนเขาและทุ่งหญ้าบนยอดภู

3 ครั้งแห่งการขึ้นภูกระดึง ล้วนประทับใจความหลากหลายของสัตว์ พันธุ์พืช นกนานาชนิด
ชนิดที่เรียกว่า ถ้าไม่เดินเท้า...จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสอย่างแน่นอน

สำหรับผม ภูกระดึงเป็นสัญลักษณ์ของการเดินเท้าของนักนิยมธรรมชาติตั้งแต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่
ไม่มีแหล่งศึกษาธรรมชาติใดในไทยที่ให้จิตวิญญาณการผจญภัยแก่ผู้คนได้มากมายขนาดนี้
ได้ท้าทายตัวเอง ฝ่าฟันความยากลำบาก เพื่อสัมผัสธรรมชาติ

แม้เส้นทางเดินเท้าขึ้นภูกระดึงจะดูยาวไกล แต่ยิ่งยาวไกล ยิ่งทำให้หัวใจคนใกล้ชิดกับธรรมชาติ...ยิ่งขึ้น
สุดสัปดาห์นี้ ผมจะไปค้นหาความหมายของ "ดวงใจ" ที่ภูกระดึง...อีกครั้ง !

ถ้าเห็นด้วย อยากช่วยกันดูแลรักษา "ดวงใจ"
ร่วมลงชื่อ "ไม่เอากระเช้าไฟฟ้า" ขึ้นภูกระดึง

คลิกที่นี่

กระเช้าขึ้นภูกระดึง คือ หายนะของภูกระดึง : change.org

นายวิสูตร เพียรพัฒน์
เมืองมีนบุรี กทม. ประเทศไทย

1. บนหลังแปภูกระดึง มีพื้นที่กว้างใหญjนับสิบๆ ตารางกิโลเมตร ถึงมีทางเดินไว้ แต่คนก็ออกนอกเส้นทางได้ตลอดเวลา คนยิ่งมาก ก็ควบคุม ธรรมชาติเสียหายแน่นอน


2. คนมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรับได้ ความยากที่ต้องเดินทางขึ้นเขา 5.5กิโลเมตร เป็นเครื่องคัดกรองคนให้พอเหมาะกับธรรมชาติที่จะรองรับได้ แต่เมื่อคนมากเกินไป ตามอัตราความถี่ของกระเช้า ที่จะสามารถบรรทุกคนขึ้นมาได้ จะทำให้มีคนอยู่กันเกลื่อนภูกระดึง และธรรมชาติย่อมถูกกิจกรรมของมนุษย์ ที่มากมายทำลายลงอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเวลาที่ภูกระดึงปิดปีละ 4 เดือน ก็ไม่อาจฟื้นสภาพได้ทัน


3. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อยู่ท่ามกลางการรายล้อมของชุมชน มีการรบกวนจากมนุษย์ สัตว์ป่าจึงขึ้นมาอาศัยบนหลังแปมาก เราจึงมักพบเห็นช้างป่า หมาไน หมาจิ้งจอก เก้ง กวาง บนภูกระดึงบ่อยครั้ง เมื่อลงไปก็ไม่ปลอดภัย ขึ้นมาอยู่บนหลังแปนักท่องเที่ยวก็มาก จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างสัตว์ป่ากับนักท่องเที่ยว


4. ทำลายอาชีพลูกหาบที่เป็นคนกลุ่มเล็กๆ.. ชาวบ้าน เมื่อถึงหน้าเปิดภู จะมีอาชีพเสริมแต่เป็นรายได้หลัก คือมารับจ้างหาบสัมภาระขึ้นภูกระดึง กก.ละ 30 บาท วันหนึ่งลูกหาบสามารถหาบได้ 20-60กก. ต่อเที่ยว ลูกหาบใช้เวลาราว ๆ 3-4ชม. จากที่ทำการด้านล่าง ขึ้นไปจนถึงหลังแปและต่อไปจนถึงที่ทำการอุทยาน บนภูถือเป็นรายได้ที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีทางเลือกในสังคมมากนัก และได้รับรายได้ตรงจากนักท่องเที่ยว โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ทั้งเป็นรายได้เสริมจากการรอเก็บเกี่ยวในนาที่ภาคอีสานทำนาได้ครั้งเดียว แค่พอได้กินข้าว รายได้จากการเป็นลูกหาบในช่วงเปิดภูจึงเป็นรายได้ที่เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียน กระเช้าจะมาแย่งงาน แย่งอาชีพ แย่งรายได้จากคนเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น ...หากมีกระเช้า ลูกหาบ จะถูกเปลี่ยน ไปเป็น ลูกจ้าง ซึ่งโอกาสน้อยมากที่จะได้งานจ้างจากเจ้าของสัมปทานกระเช้า


5.ตัดหนทางทำมาหากินเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร้านค้าระหว่างทาง ร้านค้าที่ขายิาหาร เครื่องดื่ม ของคบเคี้ยว เมื่อกระเช้ามาถึงจะไม่มีนักท่องเที่ยวเดินขึ้น รายได้พอมีบ้างอันน้อยนิดก็จะจางหายไป


6.กรมอุทยานฯ มีหน้าที่ ๓ ข้อหลัก คือ ๑.ศึกษาวิจัยต้นคว้า, ๒.ป้องกันและรักษาป่า,สัตว์ ป่า และ ๓.เพื่อการสันทนาการ แต่การตีความในข้อ ๓ บิดเบือน และใช้ประโยชน์จากการสันทนาการจนเกินขอบเขต และเป็นอันตรายต่อหน้าที่ ในข้อ ๑ และข้อ ๒ ...กล่าวคือกรมอุทยานฯ ต้องพยายามสร้างความร่วมมือ ให้ประชาชนที่อยู่รอบ ๆ ป่า มีส่วนในการดูแลรักษาป่า ซึ่งทางพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านก็ขายสินค้าที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวได้ เมื่อชาวบ้านมีรายได้จากธรรมชาติใกล้บ้าน เขาก็อยากจะช่วยกันดูแลรักษาเอง แต่สำหรับภูกระดึง เหมือนภาครัฐหลอกให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาป่า แล้วเอาป่าที่เขาดูแลไปให้นายทุนหาผลประโยชน์

7.ผลงานที่ใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการสร้างกระเช้าภูกกระดึงที่ใช้งบประมาณถึง ๒๐ ล้านบาท โดย องค์การบริหารจัดการพิ้นที่พิเศษ หรือ อพท.นั้น ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นงานวิจัย เพราะ ๑.เป็นการทำวิจัยที่ผิดไปจากหลักวิชาการ ๒.นำข้อมูลเก่าจากหลายแห่งมาตัดแปะ และไม่เป็นจริงตามสถานการณ์ปัจจุบัน ๓.เป็นการหลอกลวงชาวบ้านด้วยข้อมูลเท็จว่า กระเช้าจะสามารถกำจัดขยะบนภูกระดึงได้ แต่ในท้ายรายงานได้ระบุไว้ว่า จะใช้พื้นที่ ๓๐ ไร่ บริเวณที่ทำการ"วังกวาง" เพื่อฝังกลบขยะ

8. การเดินทางท่องเที่ยวในธรรมชาติ มนุษย์ต้องปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ โดยไม่ทำร้ายธรรมชาติ  มิใช่มุ่งหาความสะดวก สบายทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศน์ของป่า และสัตว์ป่า......หากต้นทุนธรรมชาติของภูกระดึงถูกทำลายลงด้วยกระเช้าไปไฟฟ้าเป็นพาหะแล้ว  พื้นที่อุทยานแห่งชาติแหล่งอื่นๆ ก็อาจจะเสียหายต่อไปจนไม่เหลือธรรมชาติไว้ให้เห็นในอนาคต

...และยังมีข้อมูลซึ่งเป็นเหตุผลทางวิชาการอีกมากมายที่ ระบุว่าหากมีกระเช้าขึ้นภูกระดึงแล้ว  จะนำมาซึ่งหายนะของธรรมชาติแห่งนี้อย่างแน่นอนด้วยความ

ด้วยความเคารพ
เต็งพ้ง @Ok Nature

โดย BlueHill

 

กลับไปที่ www.oknation.net