วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อีกครั้งกับภูกระดึง....เดินเองได้ ไม่เอากระเช้า !


ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เครือข่ายคัดค้านกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง นำโดยกลุ่มโอเคเนเจอร์ กลุ่มระวังไพร และมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร จัดกิจกรรมเดินเองได้ ไม่เอากระเช้า นำพาทีมสื่อมวลชนหลายสำนักหลากแขนง ขึ้นไปสำรวจเส้นทางและบริเวณที่จะใช้สร้างกระเช้าไฟฟ้าที่ภูกระดึง จ.เลย มูลค่า 600 ล้านบาท

เป็นโครงการที่มีองค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน องค์การมหาชน (อพท.) เป็นเจ้าภาพ และพยายามผลักดันเพื่อให้รัฐบาลชุดปัจจุบันอนุมัติเงินงบประมาณก่อสร้างโครงการ

สำหรับกับคนที่มีภารกิจด้านการนำเสนอข้อมูลข่าวสารออกสู่สาธารณชนแล้ว ไม่มีอะไรที่จะทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้รอบด้าน และเข้าใจในปัญหาต่างๆได้อย่างลุ่มลึก มากไปกว่าการลงพื้นที่ที่เป็นปมประเด็นเพื่อทำข่าวภาคสนาม

เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ต้องการขึ้นไปสัมผัสความงดงามของธรรมชาติบนภูกระดึง สื่อมวลชนได้มีโอกาสปฏิบัติตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือ การลงทะเบียนชั่งน้ำหนักกระเป๋าและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ลูกหาบแบกขึ้นภูกระดึงในอัตรากิโลละ 30 บาท ไปจนถึงขึ้นตอนสุดท้ายเมื่อลงจากภู คือ รับประกาศบัตรผู้พิชิตภูกระดึง

แน่นอนว่า ทริปนี้ สื่อมวลชน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร สมาชิกชมรมโอเคเนเจอ์ สมาชิกกลุ่มระวังไพร
ร่วมกับน้องนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตอีกสิบกว่าชีวิตผู้มีใจอนุรักษ์
ได้ไต่ความลาดชันของซำต่างๆ
ฝ่าฝันความยากลำบากในการปีนป่าย
ด้วยการใช้หัวใจนำเท้า 2 ข้างก้าวย่างไปข้างหน้า
(ทีวีช่องหนึ่งส่งนักข่าวไปพร้อมเฮลิคอปเตอร์เพื่อเก็บภาพมุมสูงของภูกระดึงด้วย)

นอกจากจากสำรวจเส้นทางเดินขึ้นภูกระดึงแล้ว สมาชิกทริปนี้ยังมีโอกาสพูดคุยสนทนากับเจ้าของร้านค้าในแต่ละซำ ลูกหาบ นักท่องเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศ

และแน่นอนที่สุด ทุกคนต้องการไปเห็นจุดที่จะสร้างสถานีปลายทาง ตามโครงการใช้สร้างกระเช้าไฟฟ้าที่ภูกระดึง จ.เลย มูลค่า 600 ล้านบาท ที่ว่ากันว่า เป็นโครงการ"มโน...โปรเจ็ค" เพราะไม่ได้ศึกษาผลกระทบต่อภูกระดึงอย่างรอบด้าน แถมยังขาดการศึกษาข้อเท็จจริงในภาคสนาม !

(คุณนพรัตน์ นาคสถิตย์ รองประธานมูลนิธิสืบ เคยให้ข้อมูลถึงความไม่ชอบมาพากลของรายงานวิจัยโครงการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง โดยได้มีการยกตัวอย่าง ข้อมูลหลายส่วนของรายงานที่ไม่ได้ผ่านการสำรวจข้อมูลที่แท้จริง แต่เป็นการไปนำเอาข้อมูลเก่าเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมาอ้าง บวกกับการยกเมฆข้อมูลและตัวเลขบางส่วนขึ้นมา จึงได้มอบชื่อรายงานวิจัยฉบับนี่ว่า เป็นรายงาน "มโน โปรเจ็ค" )

โดยข้อเท็จจริงนั้น กระแสสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงมีความพยายามมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ปี 2525 เริ่มจากแนวคิดของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่ได้มีหนังสือเสนอกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ให้พิจารณานำระบบขนส่งขึ้น-ลง อุทยานแห่งชาติภูกระดึง โดยใช้ยานพาหนะซึ่งเดินทางโดยสายเคเบิ้ลมาใช้ขนส่งนักท่องเที่ยว แต่ก็เป็นผลสำเร็จ เพราะถูกคัดค้านอย่างหนัก

กระแสล่าสุดนั้น รัฐบาลในชุดที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2555 ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับ อพท. ไปศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง อ้างว่าเพื่อกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวในจัวหวัดเลย

ต่อมา เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ปีเดียวกัน อพท.ได้ว่าจ้างเป็นเงิน 20 ล้านบาท ให้กลุ่มที่ปรึกษา นำโดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,บริษัท แกรนด์เทค และบริษัทไทยซิสเทมเอนไว แอนด์ เอนจิเนียริ่ง เป็นผู้ดำเนินการ

จากข้อมูลของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงนั้น ได้เลือกเส้นทางที่เห็นว่ามีความเหมาะสมในการก่อสร้างที่สุดมีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร

โดยสถานีต้นทาง อยู่ในเขตหมู่บ้านทานตะวัน ห่างจากที่ทำการอุทยานฯศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐาน ประมาณ 3.50 กม. ส่วนสถานีปลายทาง อยู่ห่างจากบริเวณหลังแป ไปทางทิศตะวันตกในระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร

ตามโครงการของผู้วิจัยนั้น ในบริเวณสถานีปลายทางกระเช้าไฟฟ้านั้น ยังมีสิ่งก่อสร้างเครือข่ายอีกหลายประเภท เช่น อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาคาร ห้องน้ำ และศูนย์ศึกษาธรรมชาติ  

แน่นอนว่าจะตามมาด้วยปริมาณขยะและน้ำเสียที่จะมากขึ้นบนพื้นที่อุทยาน เพิ่มปัญหาด้านมลพิษจากปัจจุบันที่ยังแก้กันไม่ตก
น่าเป็นห่วง คือ ผู้ศึกษาโครงการกระเช้าฯ เสนอให้นำขยะไปกลับฝังยังพื้นที่ 30 ไร่บนภูกระดึง

เมื่อพวกเราเดินทางไปถึงจุดสำหรับสร้างเป็นสถานีปลายทาง ผู้ดำเนินโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าได้นำเสาธงชาติมาปักไว้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ (ที่รู้ว่าเป็นจุดสร้างสถานีปลายทางก็จากการสอบถามจากชาวบ้านนั่นแหละ)

หากเดินจากจุดที่จะก่อสร้างสถานีกระเช้าไฟฟ้าขึ้นบนภูกระดึง ไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์
จากจุดนี้ไปยังจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น ผานกแอ่น 5 กิโล ไปกลับ 10 กิโลเมตร
จากจุดนี้ไปยังจุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ผาหล่มสัก 8 กิโล ไปกลับ 16 กิโลเมตร
จุดอื่นๆที่เป็นจุดท่องเที่ยวของภูกระดึง ไกลไปกว่านั้น

ชาลี วาระดี ตัวแทนกลุ่มระวังไพร ให้สัมภาษณ์สื่อ บริเวณจุดสร้างสถานีปลายทางบนภูกระดึง

พร้่อมตั้งคำถามว่า..นักท่องเที่ยวที่ขึ้นภูกระดึงด้วยกระเช้าเพราะไม่สามารถเดินขึ้นมาได้ แล้วจะเดินไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆ ได้ไหม ?
แล้วจะทำยังไง ? ถึงวันนั้น ก็ต้องมีธุรกิจรถบริการนักท่องเที่ยวตามมา
ถึงวันนั้น การก่อสร้างถนนหนทางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆก็จะตามมา
สิ่งอำนายความสะดวกต่างๆถั่งโถมเข้ามา สร้างผลกระทบเกินกว่าธรรมชาติจะต้านรับไว้ได้อีกต่อไป

สุดท้าย กระเช้าก็คือ "พาหนะ" ที่จะนำ "หายนะ" ขึ้นมาสู่ภูกระดึง!

# 6 เหตุผล ทำไมไม่เอากระเช้าขึ้นภูกระดึง

1. บนหลังแปภูกระดึง ไม่เหมือนบนยอดเขาหวงซาน ไม่เหมือนธารน้ำแข็งไห่โหลวโกว ที่จีน ไม่เหมือนโอวคูคานิที่ญี่ปุ่น ไม่เหมือนเกาะลังกาวีที่มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งไม่เหมือนที่เขาคอหงส์ที่สงขลา ที่ที่กล่าวมานั้น นักท่องเที่ยวมีพื้นที่ให้เดินอย่างจำกัดมาก มีเส้นทางแน่นอน ชัดเจน บางที่มีรั้วกั้นไม่สามารถออกนอกทางเดินได้ แต่ที่ภูกระดึงบนหลังแปนั้นพื้นที่กว้างใหญ่มาก นับสิบๆตารางกิโลเมตร แม้จะมีทางเดินที่ทำเป็นทางไว้ แต่คนก็ออกนอกพื้นที่ ออกนอกเส้นทางได้ตลอดเวลา คนยิ่งมากก็ยิ่งไร้การควบคุม ธรรมชาติย่อมเกิดความเสียหายอย่างแน่นอน

2. คนมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรับได้ ความยากที่ต้องเดินเท้าขึ้นเขา 5.5 กม. เป็นเครื่องคัดกรองคนให้พอเหมาะพอควรกับธรรมชาติที่จะรองรับได้ แต่เมื่อคนมากเกินไป ตามอัตราความถี่ของกระเช้า ที่จะสามารถบรรทุกคนขึ้นมาได้ จะทำให้มีคนอยู่กันจนเกลื่อนภูกระดึง และธรรมชาติย่อมถูกกิจกรรมของมนุษย์ที่มากมาย ทำลายลงอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเวลาที่ภูกระดึงปิดปีละ 4 เดือน ก็ไม่อาจฟื้นสภาพได้ทัน

3. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อยู่ท่ามกลางการรายล้อมของชุมชน มีการรบกวนจากมนุษย์ สัตว์ป่าจึงขึ้นมาอาศัยบนหลังแปมาก เราจึงมักพบเห็นช้างป่า หมาไน หมาจิ้งจอก เก้ง กวาง บนภูกระดึงบ่อยครั้ง เมื่อลงไปก็ไม่ปลอดภัย ขึ้นมาอยู่บนหลังแปนักท่องเที่ยวก็มาก จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างสัตว์ป่ากับนักท่องเที่ยว (ปัจจุบันยังมีช้างทำร้ายนักท่องเที่ยวอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะเส้นทางไปผานกแอ่นในตอนเช้ามืดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปดูพระอาทิตย์ขึ้น)

4. ทำลายอาชีพของลูกหาบที่เป็นคนเล็กคนน้อย ชาวบ้านศรีฐาน และบริเวณใกล้เคียง เมื่อถึงหน้าเปิดภู จะมีอาชีพเสริม แต่เป็นรายได้หลัก คือการมารับจ้างหาบสัมภาระนักท่องเที่ยวขึ้นภูกระดึง กก.ละ 30 บาท วันหนึ่งๆ ลูกหาบสามารถหาบได้ 20-60 กก./เที่ยว ลูกหาบใช้เวลา ราว 3-4 ชม.จากที่ทำการด้านล่าง ขึ้นไปจนถึงหลังแปและต่อไปจนถึงที่ทำการอุทยานฯ บนภูถือเป็นรายได้ที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีทางเลือกในสังคมมากนัก ทั้งเป็นรายได้เสริมจากการรอเก็บเกี่ยวในนาที่ภาคอีสานทำนาได้แค่ครั้งเดียว แค่พอได้ข้าวกิน รายได้จากการเป็นลูกหาบในช่วงเปิดภูจึงเป็นรายได้ที่เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียน กระเช้าจะมาแย่งงาน แย่งอาชีพ แย่งรายได้จากคนเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น

5. ตัดหนทางทำมาหากินเล็กๆน้อยๆของร้านค้าระหว่างทางร้านค้าที่ขายอาหาร เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยวระหว่างทางที่ซำต่างๆ นั้น เป็นชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงกับภูกระดึง ที่ปีหนึ่งจะมีกำไรเล็กๆน้อยๆจากการขายของให้นักท่องเที่ยว การโอภาปราศรัย การทักทาย สร้างสัมพันธ์ การเข้าอกเข้าใจกันระหว่างนักท่องเที่ยวและร้านค้าริมทางเดิน เมื่อกระเช้ามาถึงก็จะไม่มีนักท่องเที่ยวเดินขึ้น รายได้ที่พอมีบ้างอันน้อยนิดก็จะหายไป การมาของกระเช้า นอกจากจะทำลายธรรมชาติแล้ว ยังทำลายแหล่งรายได้ของคนจนด้วย

6. กรมอุทยานฯพยายาม สร้างความร่วมมือ ให้ประชาชนที่อยู่รอบๆป่า มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า ซึ่งบางพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านก็ขายสินค้าของที่ระลึกกับนักท่องเที่ยวได้ เมื่อเขามีรายได้จากธรรมชาติใกล้บ้าน เขาก็จะอยากช่วยกันดูแลรักษาเอง แต่สำหรับภูกระดึง เหมือนภาครัฐหลอกให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาป่า แล้วเอาป่าที่เขาดูแลไปให้นายทุน(หรือกลุ่มทุนที่ใหญ่กว่า) หาผลประโยชน์

นอกเหนือจากเรื่องผลกระทบด้านต่างๆจากการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าที่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนกันไปหมดไส้หมดพุงแล้ว คุณนพรัตน์ นาคสถิตย์ รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และคุณรุ่งสุริยา บัวสาลี นักวิจัยพันธุ์ไม้ และระบบนิเวศน์ของป่าในเบื้องลึก ได้ให้ข้อมูลระบบนิเวศของภูกระดึงที่มีความหลากหลายตามระดับความสูง-ต่ำของผืนป่า มีทั้งป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา

ขณะที่คุณนพรัตน์ ตั้งข้อสังเกตุว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นความเสียหายขึ้นกับผาหล่มสัก เนื่องจากพบดินแยกบริเวณผาหล่มสัก จากข้อมูลทางธรณีวิทยาในปี 2549

คุณเต็งพ้ง เพียรพัฒน์ ตัวแทนชมรม OKnature ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงที่อ้างกันว่าเป็นเรื่องของประชาชนในพื้นที่ เมื่อได้ศึกษาดูจากการสร้างกระเช้าในต่างประเทศ ไม่มีสถานที่ใดเมื่อสร้างแล้วประชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์แท้จริง แต่จะกลายเป็นผลประโยชน์เชิงธุรกิจในรูปแบบการทำสัมปทาน เป็นเศรษฐกิจเฉพาะเจ้าของสัมปทานเพียงไม่กี่รายเท่านั้น

ส่วนร้านค้า ลูกหาบ จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นลูกจ้างในระบบธุรกิจสัมปทาน

จึงเกิดคำถามขึ้นว่ากระเช้าไฟฟ้านี้จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่ ??

ตามที่ปรากฎเป็นข่าวนั้น โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงฉบับไฟนัล อยู่ในการพิจารณาของอพท.สำนักงานใหญ่ คาดว่าเตรียมเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีให้พิจารณาอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้างได้ในต้นปี 2558 ซึ่งในข้อเท็จจริง โครงการจะไม่สามารถนำเสนอเข้าสู่ครม.ได้ หากไม่ผ่านการพิจารณาตรวจสอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เสียก่อน 

เสน่ห์ของภูกระดึงนั้น นอกเหนือจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะตัว แหล่งศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติชั้นดีแล้ว ยังมีเสน่ห์ในเรื่องการเดินเท้าขึ้นภู ชื่นชมธรรมชาติป่าเขา สนทนาสรวลเสในหมู่มิตรสหาย เพิ่มสายสัมพันธ์ของคนในครอบครัว พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับชาวบ้านที่เป็นทั้งลูกหาบและพ่อค้าแม่ขายตามร้านรวงต่างๆ 

นั่นเป็นความผูกพัน มิตรภาพ และความงดงามอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิต
ทำให้ภูกระดึงกลายเป็นตำนานที่มีชีวิตของนักเดินทางมาทุกยุคทุกสมัย 

คนจำนวนมากจากหลากหลายรุ่น มองภูกระดึงเสมือนหนึ่งเป็นคุณค่าทางธรรมชาติ
น่าเสียดาย..สำหรับนักธุรกิจบางกลุ่มกลับตีราคาเป็นแค่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ!

 

# ทำไมเขาถึงอยากสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง 

1. จะได้เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหรือคนพิการได้ขึ้นไปเที่ยวภูกระดึง
- ภูกระดึง เปิดโอกาสให้คนทุกคนเสมอภาคกัน เพียงแต่คนที่จะขึ้นภูกระดึงอาจจะต้องมีความสามารถทางร่างกายประกอบ คนที่คิดว่าขึ้นภูกระดึงไม่ไหว ก็ไปเที่ยวที่อื่นได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องขึ้นภูกระดึงให้ได้ คนอายุ 70 คงไม่มีใครอยากจะไปต่อย K-1 เพราะ K-1 เหมาะกับคนที่ร่างกายยังแข็งแกร่ง เมื่อร่างกายเราไม่เหมาะกับการต่อย K-1 เราก็ไปเล่นกีฬาแบบอื่นที่เหมาะกับความสามารถของร่างกายได้ ภูกระดึงก็เช่นเดียวกัน 

2. กระเช้าจะได้ลดปริมาณคนที่ค้างบนภูกระดึง
- คนที่ขึ้นภูกระดึงส่วนใหญ่ ไม่ได้เพียงขึ้นไป แค่ถ่ายรูปแล้วลง เพราะแหล่งท่องเที่ยวต่างๆบนภูกระดึง ห่างไกลกันนับสิบกิโล คนส่วนใหญ่จึงมักค้างคืน และไม่มีหลักประกันเลยว่าคนขึ้นกระเช้าไปแล้วจะลงในวันนั้น ยิ่งจะตรงกันข้ามคนจะยิ่งไปค้างคืนกันมากยิ่งขึ้น 

ในปัจจุบัน คนจะมากบนหลังแปตั้งแต่ช่วง 5 ธันวาคม- เทศกาลปีใหม่ แต่ก็ไม่มากจนแออัด โดยเฉลี่ยทั้งฤดูกาลที่เปิดการท่องเที่ยว จะมีคนค้างคืนบนภูกระดึง ประมาณ 500 - 1000 คนเท่านั้น คนจะหนาตาที่บริเวณลานกางเต็นท์เมื่อกลับมาจากการท่องเที่ยว เท่านั้น ในแต่ละวันนักท่องเที่ยวจะกระจายกันออกไปเดินเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวในปัจจุบันจึงเพียงพอที่ธรรมชาติจะรองรับได้ 

3. ในกรณีฉุกเฉิน กระเช้ามาสามารถขนคนเจ็บลงได้อย่างรวดเร็ว
- ในอดีตที่ผ่านมา จำนวนคนบาดเจ็บบนภูที่ต้องรีบขนส่งลงมาพื้นล่าง มีไม่ถึง 5 % เหตุผลข้อนี้จึงไร้น้ำหนักอย่างมาก 

4. ลูกหาบที่แบกหาม จะมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง มีปัญหาด้านสุขภาพ
- ลูกหาบที่หาบของขึ้นภูกระดึง ไม่ต่างอะไรกับจับกังที่แบกข้าวสารลงเรือ หรือกรรมกรแบกหามทั่วไป ทั้งเป็นการสมัครใจ เพราะค่าตอบแทนนั้นคุ้มค่า สิ่งที่ลูกหาบกลัวไม่ใช่สุขภาพที่เป็นผลมาจากการหาบสัมภาระ หากแต่เป็นงานและอาชีพของเขาที่จะหายไป ถ้าห่วงใยสุขภาพเขาดั่งว่า ก็ควรหาอาชีพมาให้เขาด้วย ไม่ใช่ไปแย่งอาชีพเขาแล้วลอยแพ 

5. ลูกหาบจะลดจำนวนลง จะมีคนใหม่ๆ มาทดแทนน้อย
- ในอดีต มีลูกหาบขึ้นทะเบียนจำนวนมาก แต่ปัจจุบันมีน้อยกว่าในอดีตจริง แต่ก็มีลูกหาบรุ่นใหม่มาทดแทนอยู่เรื่อย เพราะนี่เป็นงานที่อยู่ใกล้บ้านเขา ในปัจจุบัน ลูกหาบมีเกินจำนวนสัมภาระ ทุกๆ เช้าจึงมีลูกหาบที่มารอเก้อโดยไม่ได้แบกของขึ้นภูมากมาย สามารถไปดูได้ที่บริเวณลานชั่งสัมภาระ ที่อุทยานฯ ภูกระดึงทุกเช้า จะเห็นลูกหาบมีเกินสัมภาระ 

6. ในช่วงเทศกาล สัมภาระมีมาก จนลูกหาบมาบริการไม่ไหว
- สัมภาระตกค้างนั้นเป็นที่การจัดการของอุทยานฯ ที่ไม่เคยทำให้การควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวให้เป็นจริงขึ้นมาได้ตามที่วางกติกามาเลย ปัญหานี้สามารถจัดการได้โดยทำให้นักท่องเที่ยว-สัมภาระ สอดคล้องกับความสามารถของลูกหาบที่รองรับได้ ไม่ใช่แก้โดยการสร้างกระเช้าขึ้นมา ซึ่งยิ่งจะตอกย้ำว่า กระเช้าจะยิ่งขนคนขึ้นไปบนภูกระดึงอย่างมากมาย ไม่ได้ขนคนลงอย่างที่พยายามจะชวนเชื่อ อีกทั้งปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะมากขนาดนั้น ในหนึ่งปีมีไม่เกิน 2 ช่วง (5 ธันวาและช่วงปีใหม่) 

7. ชาวบ้านสามารถขายของที่ระลึกหรือสร้างที่พักนักท่องเที่ยวได้
- แหล่งท่องเที่ยวที่ขายของที่ระลึกได้ทั่วโลก นักท่องเที่ยวมักเกิดความประทับใจในแหล่งท่องเที่ยวก่อน ในเมื่อคนนั่งกระเช้าขึ้นไปถ่ายรูป แล้วนั่งกระเช้าลงมา ความประทับใจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงได้นั่งกระเช้าขึ้น เมื่อความประทับใจไม่เกิดขึ้น เขาจะซื้อของที่ระลึกเพื่ออะไร แล้วในเมื่อขึ้นและลงภูกระดึงได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ทำไมเขาจะต้องลงมานอนบ้านพักที่อยู่ด้านล่างด้วย สู้เดินทางไปเชียงคาย ไปภูเรือ หรือไปที่อื่นๆดีกว่าไหม เหตุผลที่ยกมาข้อนี้ จึงเหมือนสร้างวิมานให้ชาวบ้านเคลิ้ม แต่ไม่อาจเป็นจริงได้ 

8. กระเช้าจะทำให้เศรษฐกิจของบ้านศรีฐานดีขึ้น
- ยังมองไม่ออกว่าจะดีขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อรายได้จากบัตรค่าขึ้นกระเช้าก็ไม่ได้ตกกับชาวบ้าน การขายของที่ระลึก หรือบ้านพักที่ไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องพักค้างแรมนั้นก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นจริง ตรงกันข้ามถ้าการขึ้นภูกระดึงสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว บริษัททัวร์ต่างๆ จะบรรจุการนั่งกระเช้าขึ้นภูกระดึงเป็นหนึ่งในนั้น แล้วไปที่อื่นต่อ ซึ่งบริษัททัวร์ต่างๆจะรู้ดี ไม่มีใครมาให้ลูกทัวร์พักค้างแรมที่บ้านศรีฐานให้เสียเวลา ชาวบ้านจะถูกหลอกตามเคยแต่ค่าจ้างหาบของ กำไรจากการขายของริมทางตามซำต่างๆ ที่ออกจากนักท่องเที่ยว จ่ายไปโดยตรงกับผู้ค้าหรือผู้รับจ้าง นี่ต่างหากที่จะทำให้เศรษฐกิจของบ้านศรีฐานดีขึ้นจริง ชาวบ้านมีเงินจับจ่ายใช้สอย แต่กระเช้า เงินจะไปกระจุกกับบริษัท ซึ่งไม่รู้ว่าเงินก้อนนั้นจะถูกส่งเข้ากรุงเทพหรือไปที่ไหน แต่ที่แน่ๆ ชาวบ้านศรีฐานไม่ได้อะไรเลย

--------------------------------- 

Guy Jones  - 'Into The Wild' 

.

โดย BlueHill

 

กลับไปที่ www.oknation.net