วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คุณหรือผม...ใครตัดป่าน่าน ?


ได้ยินชื่อจังหวัดน่านมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์
หลับตาแล้วนึกถึงภาพป่าดงพงไพรอันเขียวขจี เทือกเขาสูงสลับทับซ้อนกันลูกแล้วลูกเล่า
อยากไปเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติที่มีอยู่หลายแห่งของจังหวัดน่าน

แต่อนิจจา..เมื่อโตขึ้น จบการศึกษา มีหน้าที่การงาน มีโอกาสไปเที่ยวป่าน่าน
ห้วงจินตนาการที่เคยฝันไว้ในยามเด็ก ฟังทลายลง เมื่อไปพบกับความจริงตรงเบื้องหน้า

ป่าน่านที่พบ.. เต็มไปด้วยภูเขาหัวโล้นไกลสุดลูกลูกตา
มีการทำลายพื้นที่ป่าไม้ เผาป่า เพื่อทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวโพด และปลูกพืชต่างๆ
เกิดผลกระทบใหญ่หลวงติดตามมาทั้งต่อคนและธรรมชาติ
ดินถล่ม น้ำท่วม ไฟป่า น้ำแล้ง อากาศเสีย เขม่าฝุ่นควันอันตราย
พิษภัยจากยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารเคมีประเภทปุ๋ย
มีผลกระทบต่อทั้งชีวิตคน พืช และสัตว์

ต้นไม้หายไปไหนหมด แล้วจะอยู่อย่างไรกัน ??

ลำน้ำน่าน แห้งผากยามแล้ง ระดับน้ำลดลงทุกปี...ผิดกับในอดีต
นั่นเพราะป่าต้นน้ำบนภูเขาถูกทำลายย่อยยับ

เคยขับรถผ่านเมืองน่านในช่วงกลางคืน
เห็นไฟป่าแผดเผาภูเขาหัวโล้น แดงยาวเหยียดเหมือนมังกรเพลิง
ท่ามกลางกลิ่นควันไฟที่แผ่กระจายไปทั่ว ดูน่ากลัวมากๆ

แล้ว...ใครตัดป่าน่าน ?

บทความชิ้นนี้ ให้บทสรุปที่อาจทำให้คุณนึกทบทวนเอากับตัวเอง
ไตร่ตรองดูอีกคำรบหนึ่งว่า มีใครบ้างที่ช่วยกันทำลายป่าเมืองน่าน ...

ที่ผ่านมา เราโทษใคร โทษชาวเขา โทษชาวบ้าน แต่หลังจากอ่านบทความนี้คุณอาจคิดใหม่ ??

....เพราะทุกคนตั้งแต่ต้นธารการผลิต คือ เกษตรกร
ส่งต่อมายังพ่อค้าคนกลาง โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ผู้ปล่อยสินเชื่อ
เรื่อยมาจนถึงปลายทางคือผู้บริโภค
ต่างเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เร่งกระบวนการทำลายป่า
แม้ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

เมื่อหลายฝ่ายต่างเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
การปัดภาระให้รัฐคอยแก้ไขฝ่ายเดียวคงไม่ถูกต้องนัก
ทางออกคือต้องร่วมมือกันทั้งฝ่ายเกษตรกร ผู้รับซื้อผลผลิต ผู้ให้สินเชื่อ
และที่สำคัญคือผู้บริโภค

ใครตัดป่าน่าน ? 

จากเว็บไซต์  http://www.salforest.com/blog/rapeepat/nan-forest

 

การปลูกข้าวโพดบนพื้นที่ลาดชัน อ.สันติสุข จ.น่าน (มิถุนายน 56) 

                คำถามนี้หลายคนคงตอบได้ไม่ยากว่าผู้ที่ตัดป่าน่านทางกายภาพคือ‘ชาวบ้าน’ ที่ถางพื้นที่สูงชันและเปลี่ยนป่าเป็นไร่ข้าวโพดเพื่อยังชีพ

                คำตอบข้างต้นนั้นไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกต้องครบถ้วนเสียทีเดียว เพราะหากพิจารณาห่วงโซ่อุปทานและแรงจูงใจในการทำลายป่าอย่างถี่ถ้วน ‘เรา’ ชาวกรุงเทพฯ ที่แม้จะอยู่ห่างจากจังหวัดน่านกว่า 500 กิโลเมตร ก็อาจมีส่วนในการถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดในทางอ้อม เพราะมื้ออาหารที่ผ่านมา อาจมีส่วนประกอบของ ‘ป่าน่าน’ เป็นวัตถุดิบ

                สายพานการผลิต ได้แปลงข้าวโพดเป็นอาหารสัตว์ ป้อนเข้าสู่ฟาร์มก่อนจะผลิตเป็นเนื้อสัตว์และส่งต่อมายังผู้บริโภค โดยเฉพาะไก่ ทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ ที่ตามสถิติเมื่อปี พ.ศ. 2555 ของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ระบุว่าจำเป็นต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละกว่า 4.7 ล้านตัน ยังไม่รวมที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสุกร ซึ่งรวมๆ แล้วในหนึ่งปี มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถูกป้อนเข้าสู่ฟาร์มกว่า 6.2 ล้านตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                ความต้องการข้าวโพดในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผืนป่าน่านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

                จากข้อมูลปี พ.ศ. 2543 – 2552 พบว่า พื้นที่ป่าไม้น่านลดลงจากร้อยละ 77.8 เป็นร้อยละ 69.98 คิดเป็นพื้นที่ป่าไม้ลดลงราว 897.59 ตารางกิโลเมตร และส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าที่หายไปก็เป็นป่าต้นน้ำ ทำให้กระบวนการดูดซับน้ำฝน และการระบายน้ำจากชั้นดินสู่ลำธาร ถูกตัดตอน เพิ่มโอกาสการเกิดอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในหน้าฝน

                บางคนอาจตั้งคำถามว่าป่าน่านที่หายไปได้กลายเป็นไร่ข้าวโพดจริงหรือ

สิ่งยืนยันคือการคำนวณการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าไม้จากภาพถ่ายดาวเทียมโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่ทำการเปรียบเทียบตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ถึง พ.ศ. 2556 พบว่าบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำสาขายาว-อวน-มวบ จังหวัดน่าน ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลพงษ์ ตำบลดู่พงษ์ และตำบลป่าแลวหลวง ในอำเภอสันติสุข และตำบลอวน ในอำเภอปัว มีพื้นที่ป่า 35,440 ไร่ ทั้งภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A ถูกแปลงเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพด

                ตัวเลขดังกล่าวดูน่าตกใจ และหลายคนคงจะยิ่งแปลกใจเมื่อทราบว่าข้าวโพดไม่ได้ทิ้งปัญหาไว้แค่ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมไปถึงด้านเศรษฐกิจและสังคม

 รูปแบบห่วงโซ่อุปทานข้าวโพด จ.น่าน

                งานวิจัยเรื่อง “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กลไกสู่ความเหลื่อมล้ำในระดับท้องถิ่น กรณีศึกษา: ห่วงโซ่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ.เวียงสา จ.น่าน” โดยเขมรัฐ เถลิงศรี และสิทธิเดช พงศ์กิจวนสิน เมื่อปี พ.ศ. 2555 ได้อธิบายว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ อ.เวียงสา จ.น่าน มีผู้เล่นสำคัญ 3 รายคือ

1         เกษตรกรรายย่อย ผู้แบกรับความเสี่ยงด้านราคาและต้นทุนที่สูงขึ้น มีอำนาจในการต่อรองต่ำเพราะผู้ซื้อคือคนกำหนดราคาข้าวโพดในท้องตลาด

2         ผู้รับจ้างสี-ขนส่ง ผู้ซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรงเพื่อมาทำการสี และส่งต่อให้กับพ่อค้าคนกลางหรือผู้รวบรวมผลผลิต ซึ่งปัจจัยในการตัดสินใจเลือกหัวสีของเกษตรกรรายย่อยคือราคาเป็นหลัก เนื่องจากลักษณะของบริการไม่แตกต่างกัน แต่ในบางกรณี เกษตรกรอาจมีพันธะสัญญาว่าจะต้องขายผลผลิตให้กับหัวสีบางราย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ถูกกดราคา

3         ผู้รวบรวมผลผลิต ที่มีทั้งหน่วยงานภาครัฐ คือสหกรณ์การตลาดของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ส.ก.ต.) และไซโลของภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นผู้ตรวจน้ำหนักและวัดคุณภาพตามความชื้น ราดำ ความสมบูรณ์ของเมล็ด ก่อนจะส่งไปให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ เช่น เครือซีพี และเบทาโกร โดยอ้างอิงตามราคาซื้อขายข้าวโพดล่วงหน้าในตลาดชิคาโก

 ราคาที่เกษตรกรขายได้

ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ศสส./สวส.) กรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ สมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพันธุ์พืชไทย Chicago Board of Trade อ้างใน สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย (2556)

                งานวิจัยดังกล่าวตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนในแง่เศรษฐกิจว่า ปัญหาของการปลูกข้าวโพดไม่ได้มีเพียงทำลายป่าเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเกษตรกรที่เพาะปลูกบนพื้นที่สูงชัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยิ่งปลูกยิ่งจน เพราะผลผลิตที่ได้นั้นต่ำกว่าการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ราบ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่สูงชันมักติดอยู่ในวังวนของหนี้นอกระบบเรื้อรัง

                หลายปัญหาที่กล่าวมา ยังไม่รวมเรื่องสุขภาพของทั้งเกษตรกรและประชาชนที่อยู่อาศัยโดยรอบแหล่งปลูกข้าวโพด เพราะพวกเขามีความเสี่ยงที่จะได้รับสารเคมีที่ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการเผาไร่ข้าวโพดเพื่อเตรียมเพาะปลูกยังทำให้ระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงกว่าค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกือบ 4 เท่าในปี พ.ศ.2552 – 2553 และเกือบ 3 เท่าในปี พ.ศ. 2554

                ใครตัดป่าน่าน ?

                คำถามนี้ อาจไม่ตรงประเด็นนักหากเราต้องการแก้ปัญหาป่าไม้ในจังหวัดน่าน เพราะทุกคนตั้งแต่ต้นธารการผลิตคือเกษตรกร ส่งต่อมายังพ่อค้าคนกลาง โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ผู้ปล่อยสินเชื่อ เรื่อยมาจนถึงปลายทางคือผู้บริโภค ต่างเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เร่งกระบวนการทำลายป่า แม้ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

                เมื่อหลายฝ่ายต่างเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา การปัดภาระให้รัฐคอยแก้ไขฝ่ายเดียวคงไม่ถูกต้องนัก ทางออกคือต้องร่วมมือกันทั้งฝ่ายเกษตรกร ผู้รับซื้อผลผลิต ผู้ให้สินเชื่อ และที่สำคัญคือผู้บริโภค

                มาตรฐาน Coffee and Farmer Equity Practices หรือ C.A.F.E. ของ Starbucks นับว่าเป็นตัวแบบที่ดีในการมาปรับใช้กับห่วงโซ่อุปทานข้าวโพด ซึ่งผู้รับซื้อผลผลิตรายใหญ่เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์อย่างเบทาโกรและซีพีควรใส่ใจ เช่น การกำหนดเงื่อนไขการรับซื้อที่ว่า “ผลผลิตจะต้องไม่มาจากพื้นที่ผิดกฎหมาย” ซึ่งนับเป็นจุดตั้งต้นที่จะคืนผืนป่าให้กับประเทศไทย โดยอาจกำกับดูแลผ่านทางหัวสี ซึ่งมีความใกล้ชิดกับเกษตรกร

                นอกจากโรงงานอาหารสัตว์ที่ต้องขยับตัว แหล่งสินเชื่อโดยรัฐอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เองก็ไม่ควรนิ่งดูดาย เพราะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดแทบทุกรายจำเป็นต้องอาศัยเงินกู้ก่อนการเพาะปลูกแต่ละฤดู ดังนั้น เจ้าหนี้จึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักที่สามารถควบคุมพฤติกรรมของเกษตรกรได้

                แม้นโยบายของ ธ.ก.ส. คือเกษตรกรต้องมีเอกสารสิทธิ์ก่อนได้รับอนุมัติสินเชื่อ แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรอาจไม่จำเป็นต้องมีเอกสารสิทธิ์ เพียงแต่ต้องหาบุคคลมาค้ำประกันเงินกู้แบบกลุ่มจำนวน 5 คนแทน หรือสามารถกู้เป็นปัจจัยการผลิต เช่นปุ๋ย หรือยาฆ่าแมลง แทนที่จะกู้เป็นเงินลงทุน

                ที่ขาดไม่ได้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเกษตรกรเอง ตั้งแต่การบุกรุกพื้นที่ป่าหรือที่ลาดชันเพื่อปลูกข้าวโพด การเผาเตรียมพื้นที่ และการใช้สารเคมีเกินขนาด โดยมีแรงจูงใจจากนโยบายของรัฐบาลอุดหนุนราคาข้าวโพด หรือการไม่บังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ปัจจัยเหล่านี้ต่างผลักดันให้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

                แต่สุดท้าย แนวทางแก้ปัญหาที่หลากหลายคงไม่เกิดขึ้นได้ หากผู้บริโภคไม่ตระหนักรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนลุกขึ้นมาขยับตัวแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะสุดท้าย ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในสายพานการผลิตเนื้อสัตว์ก็คือผู้บริโภค อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้อำนาจนั้น หรือจะรอให้ถึงวันที่จังหวัดน่านเหลือแค่ป่าข้าวโพด

 

 

โดย ระวังไพร

 

กลับไปที่ www.oknation.net