วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ครั้งที่สามในชีวิต พิชิตภูกระดึง



"การเดินจะไม่เหมือนกับพื้นราบ ก้าวสั้นๆ ไม่ต้องรีบ จะได้ไม่เหนื่อยครับ"

พี่เต็งพ้ง แห่งโอเคเนเจอร์ ให้คำแนะนำก่อนเดินขึ้นภู ซึ่งมีทั้งนักวิชาการ นักข่าว นักศึกษา ส่วนเราน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มนักเดินทางท่องธรรมชาติ

ก้าวแรกสู่ยอดภูกระดึง รู้สึกได้ว่าการเดินทางครั้งนี้ขาสองข้างมีแรงกำลังที่ดีกว่าครั้งก่อนๆ

ธรรมชาติจัดวางเส้นทางไว้ให้อย่างเหมาะเจาะ เราเดินสบายๆ เป็นการวอร์มร่างกายในช่วงยี่สิบนาทีแรก

พ้นจากป่าโปร่ง ถึงอุโมงค์สีทอง ใบไผ่ร่วงพรูปูทางให้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง

รอยยิ้มกว้างของลูกหาบที่พักแรงอยู่ข้างทาง ปลุกปลอบให้ก้าวผ่านเนินสูง

สัมภาระกว่า 40 กิโล เทินอยู่บนคาน ดูจะหนักหนาสำหรับเราๆ แต่กับคนเหล่านี้มันคืออาชีพ รายได้ต่อวัน/คน 2,000-4,000 บาท แม้จะไม่ได้เช่นนี้ทุกวัน เมื่อรวมทั้งปีก็กว่าแสนสองแสน พอใจ สุขใจ ที่ไม่ต้องจากลูกเมียไปไกลบ้าน เขาสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ในถิ่นฐานของตัวเอง

"ส่วนใหญ่ก็แค่พอรู้หนังสือ จบอย่างมากก็ ป.4 จะให้พวกผมไปทำอะไร ไปเป็นลูกจ้างเขามันไม่สบายใจเหมือนกับทำงานของตัวเองหรอก"

สัมภาระอันหนักอึ้ง ดูจะไม่หนักเท่ากับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ข้างหน้า


ผ่อนลมหายใจยาว ระบายความเหนื่อยล้า

ไปพร้อมกับความอัดอั้นตันใจ กับสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง

 

"ซำแฮก"

ซำแรกที่งดงาม

ด้วยป่าเต็งรังเปลี่ยนสี


ร้านค้าเรียงรายสองฝั่ง แต่ละกลุ่มแยกย้ายไปช่วยกระจายรายได้ให้ทั่วถึง รายได้เป็นกอบเป็นกำเพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่เดือนในฤดูท่องเที่ยว แต่ก็เป็นรายได้หลักหลังการทำนา ทำไร่ โดยต้องจ่ายค่าเช่าให้
อุทยานแห่งชาติเพียงปีละ 1,500 บาท พวกเขารู้สึกกังวลใจไม่น้อยกับการมาของกระเช้าไฟฟ้า จะทำอะไร หารายได้จากไหน สัญญาที่จะให้ดูเลื่อนลอย และไกลเกินตัว สิ่งที่เค้ามองเห็นคือธุรกิจของผู้
ประกอบการร้านค้าและการผูกขาดจากคนต่างถิ่น

โห่ป๊ก โห่ป๊ก เสียงนกโพระดก

และนกอื่นๆ เริ่มหนาหู

สีสันของป่าเต็งรังหายไป รอบตัวคือต้นไม้สูงใหญ่ใบเขียว ป่าเบญจพรรณป่าดิบแล้ง ในระดับความสูง 600-900 เมตร บริเวณ พร่านพรานแป ซำกกหว้า ซำกกไผ่

การปีนป่ายตามหินระเกะระกะใหญ่น้อย ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก ด้วยความร่มรื่นเย็นสบายของป่าดิบเขา ค่อยๆย่าง สม่ำเสมอ ถ่ายเทน้ำหนักอย่างสมดุล ช่วยผ่อนแรงลดความเหนื่อยเมื่อยล้าไปได้มาก เราผ่านซำกกโดน ซำแคร่ ปีนบันไดสูงชันขึ้นสู่หลังแป

"ครั้งหนึ่ง ในชีวิตพิชิตภูกระดึง"

ต้อนรับนักเดินทางอย่างภาคภูมิ


5.5 กิโลเมตรจากศรีฐานถึงหลังแปร ต่อด้วย 3 กิโลเมตร บนป่าสน ทางราบพื้นทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า

ถึงแล้ว ...

ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง


รุ่งเช้า ... 

ระหว่างรอความพร้อม ก่อนไปยังจุดสร้างสถานีปลายทางกระเช้าไฟฟ้า มีเวลาพอสำหรับการเดินดูนกบริเวณรอบที่ทำการ ย่องไปดูนกปากซ่อมแถวแอ่งน้ำก่อน สีกลมกลืนเหลือเกินกับพื้นดินพื้นหญ้า บินหนีทุกครั้งก่อนจะเห็นตัว จึงต้องส่องกล้องดูระยะไกล ที่นี่นกปรอดหัวโขนเยอะมากเดินไปตรงไหนก็เจอ นกอีเสือ กระเบื้องผา พญาไฟใหญ่ นกหัวขวานเล็กหงอนเหลือง นกระวังไพรปากเหลือง ซอฮู้หรือนกกระรางคอดำ นกกระจิ๊ด และนกจับแมลงอีกหลายชนิด

นกประจำถิ่นหลากหลายพันธุ์ มีพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่ต่างกัน แต่ทุกชนิดมีความผูกพันกับพืช กับต้นไม้ใบหญ้า เป็นทั้งแหล่งอาหาร อยู่อาศัย และสร้างรัง นกจึงเป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศได้ดี--

พ้นจากบริเวณที่ทำการ ตามเส้นทางไปผาหมากดูกล้วนเป็นป่าสน บางต้นตรงสูง บางต้นหงิกงอ เป็นปฏิมากรรมตามธรรมชาติให้เพลิดเพลินระหว่างทางสามกิโลเมตร

ณ ...

จุดสร้างสถานีปลายทาง

กระเช้าไฟฟ้า

ห่างจากผาหมากดูมาประมาณหนึ่งกิโล ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักต่างทำหน้าที่ ผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งคุณเตงพ้ง เพียรพัฒน์ จากชมรมโอเคเนเจอร์ อาจารย์นพรัตน์ นาคสถิตย์ รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และคุณชาลี วาระดี จากกลุ่มระวังไพร ตอบทุกข้อข้องใจ ทุกประเด็นของการไม่เอากระเช้าไฟฟ้า

คุณเตงพ้ง เพียรพัฒน์ จากชมรมโอเคเนเจอร์  

"ชาวบ้านถูกหลอก ธรรมชาติถูกทำลาย ... บอกชาวบ้านว่าเศรษฐกิจจะดี แต่ไม่ได้บอกเลยว่าดียังไง เงินที่เคยหมุนเวียนเกือบร้อยล้านระหว่างชาวบ้านกับร้านค้า คงเหลือแค่เศษ ... เงินยังอยู่แต่ไม่ได้อยู่กับชาวบ้านแล้ว สุดท้ายชาวบ้านก็เกิดความแตกแตกเพราะผลประโยชน์"

"ไม่เคยมีคนภูกระดึงมาร้องเรียนว่าเดือดร้อน อยากได้กระเช้า เพราะไม่มีจะกิน ไม่เคยมีนะ เพราะเขาอยู่ เขามีรายได้ เขาพอแล้ว คนที่เดือดร้อนไม่ใช่คนภูกระดึงหรอกผมมั่นใจ"

"ที่นี่ปักป้ายไว้ด้วยนะว่า ...ภูกระดึงคือสมบัติของคนทั้งชาติ ฉะนั้นอย่าอ้างว่าคนนอกพื้นที่อยู่เฉยๆได้มั้ย"

"มีเงิน 500 บาท กินอยู่บนภูได้สบาย แต่ถ้ามีกระเช้า 500 ไม่พอนะ หมดตั้งแต่ข้างล่างแล้ว ค่าธรรมเนียม ค่ากระเช้าขึ้นลง ยังไม่ได้กินอะไรเลย หมดแล้ว 500"

"ป่าที่นี่ต้องการเพียงรักษาเอาไว้ อย่างที่พี่นพรัตน์บอก สัตว์ป่าไม่สามารถที่จะข้ามไปขยายพันธ์ที่อื่นได้แล้ว มันต้องอยู่ที่นี่ เพราะถูกล้อมไว้ด้วยชุมชน พืชเองก็เช่นกัน เพราะป่าถูกตัดขาดไปไหนไม่ได้ ต้องปรับตัวอยู่บนนี้"

"กระเช้าอาจจะเป็นเทคโนโลยีที่ทำลายธรรมชาติน้อยที่สุด แต่สิ่งที่จะตามมาหลังการสร้างกระเช้าคือหายนะ"

"งานวิจัยที่เห็น เราไม่เชื่อว่ามันเป็นงานวิจัย จึงเรียกว่านั่นเป็นการมโนโปรเจกต์ ... รัฐบาลอาจจจะยังไม่รู้ด้วยว่าอพท.ให้นักวิจัยทำงานแล้วออกมาแบบนี้ด้วยมูลค่า 20 ล้าน แพงเกินเหตุ เหมือนซื้อจานสังกะสีราคา 5 บาท แต่จ่าย 5,000"


คุณชาลี วาระดี จากกลุ่มระวังไพร

"ป่าสนบริเวณที่สร้างสถานีปลายทางจะหายหมด จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า ครบตามที่วางแปลนไว้"

"พอขึ้นกระเช้ามาถึงบนนี้ แล้วเส้นทางท่องเที่ยวสองฝั่งซ้ายขวาจะไปอย่างไร จากนี้ไปผาหล่มสัก 7 กิโล ไหวมั๊ย ... สุดท้ายก็ต้องมีสิ่งลำเลียงคนไป ไม่ว่าจะเป็นถนน รถราง รถยนต์ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บอกไว้ในทีโออาร์"

"การท่องเที่ยวบนภูกระดึงเกิดจากจิตวิญญาณของนักเดินทาง ที่ใช้สองเท้าเดินขึ้นมา ... มีครอบครัวพ่อแม่ลูก ระหว่างการเดินขึ้นทำให้เกิดความรู้สึกผูกพัน ในระทางไกลทำให้ใกล้ชิดกันระหว่าง คนกับคน คนกับธรรมชาติ"


อาจารย์นพรัตน์ นาคสถิตย์ รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

"ถ้าสร้างกระเช้าขึ้นมา ก็ต้องมีรถยนต์ ขนคน ขนของ แล้วถนนแบบนี้คงเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นก็ต้องสร้างขึ้นมา ที่ควรจะเป็นก็คือการได้ไปอย่างช้าๆได้สังเกตุธรรมชาติ ถ้ามาฤดูอื่น เช่นเดือนธันวา จะมีดอกไม้พืชพรรณสองข้างทางให้เราได้เรียนรู้ คือถ้ามีความสวยงาม ก็จะนำไปสู่ความอยากรู้ นำไปสู่การค้นคว้า สอบถามผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะได้ความเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น"

"เหมือนกับการจัดงานเลี้ยงในสนามหญ้าหน้าบ้าน แล้วหลังจากงานเลี้ยงตื่นเช้าขึ้นมาเราก็จะเห็นสภาพที่ไม่น่าดู คนจะมาเยอะ     พอกลับไปก็เหลือล่องลอยของความบอบช้ำ"

"ในเอกสารการวิจัย พูดถึงแต่อุตสาหกรรมการมท่องเที่ยว แต่ไม่พูดถึงว่าทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวมีจิตสำนึก ... แล้วก็บอกว่าจะเปลี่ยนลูกหาบมาเป็นมัคคุเทศน์ การเป็นไกด์ต้องช่างเจรจา ยินดีพบปะผู้คนแปลกหน้า มีความรู้ทางธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นไปได้มั้ยถ้าจะใช้ลูกหาบ ตัวอย่างนี้พบที่ดอยสุเทพเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานใช้คนพื้นที่พาเป็นไกด์ ก็จะบอกเพียงอันนั้นกินได้ อันนี้เป็นยา แต่ไม่รู้เรื่องระบบนิเวศ"

ด้วยเหตุผลนานับประการ ประเด็นหลักที่ทุกท่านเป็นห่วงก็คือ สิ่งที่จะตามมาหลังจากสร้างกระเช้า ส่งผลกระทบต่อภูกระดึงแน่นอน ทั้งระบบนิเวศ สภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คน

รักษาป่าผืนนี้ไว้เถอะค่ะ


ไม่มีป่าไหนจะทดแทนกันได้แม้จะมีสภาพใกล้เคียงกัน

ลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศย่อมต่างกันแน่นอน


ในพื้นที่ 217,575 ไร่ บรรดาสัตว์ป่าไม่มีทางดิ้นรนไปอยู่ที่ไหนได้อีก แล้วพวกเขาจะอยู่อย่างไร เมื่อมีผู้คนมากมายทุกวันทุกคืน มีถนนหนทาง มีเสียงดังลั่นป่า คงไม่พ้นข่าวกวางถูกรถชน หมาไนรุมกัดคน หรือช้างป่าเหยียบนักท่องเที่ยว

พืชพรรณ ต้นไม้ จะอยู่กันอย่างไรเมื่อมีผู้คนมาเยือนในทุกฤดูกาล ท่ามกลางมลพิษทั้งดิน น้ำ อากาศ

เชื่ออย่างหนึ่งว่า .... เมื่อธรรมชาติถูกทำร้าย

ย่อมให้บทเรียนราคาแพงแก่มนุษย์

... คอยดูเถอะ


๐ ๐ ๐

 

หกหนุ่มคนโอเคพร้อมลุย

ไข่กระทะ โจ้ก ข้าวราดแกง  ตบท้ายด้วยกาแฟ

กิโลแรกของการเดิน สู่ยอดภูกระดึง

ป่าไผ่ก่อนถึงซำแฮก

เดินไป คุยไป สอบถามกันไป ถึงสภาพป่า สภาพแวดล้อมบนภูกระดึง

ซำแฮก ในป่าเต็งรังสีสวย

ป่าเบญจพรรณ ที่ซำบอน


ป่าดิบเขา

ทางชัน บันไดสูงก่อนถึงหลังแป

 

เตรียมเต้นท์บ้านหลังน้อย และฝาชีของวันศุกร์ 5 5 5

มุมมองจากผาหมากดูก

จักรยานพาหนะหลักในการขนของบนภูกระดึง

ผู้สื่อข่าวเดินเรียงไปยังจุดสร้างสถานีปลายทาง


จุดสร้างสถานีปลายทาง

ท่านพี่เต็ง ให้สัมภาษณ์ ให้ข้อเท็จจริงกับนักข่าว แต่เช้ายันบ่าย

เสร็จภารกิจ เดินทางกลับอีกสามสี่กิโลเอ๊ง  :D

ทุ่งหญ้ากว้างสุดตายามแล้ง ผ่านการเผาไม้ของไฟป่ามาแล้ว

พืชพรรณเล็กๆเริ่มฟื้นตัวจากไฟป่า

"... ป่าสนเขา กินพื้นที่ 10% ของป่าทั้งหมดบนภูกระดึง สนที่พบเป็นสนสองใบ ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10-30 เ มตร แผ่กิ่งก้านสาขาเรียงเป็นชั้นๆ ดูราวยักษ์ปักหลั่น คล้ายภาพวาดธรรมชาติของจิตรกรจีน ต้นสนสองใบนี้ขึ้นทั้งในบริเวณรกทึบ และขึ้นอยู่ห่างกันในทุ่งหญ้า เราจะพบสนสองใบได้เสมอยามเดินไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆบนภูกระดึง เมื่อแรกขึ้นมาอยู่บนที่ราบของหลังแปก็สามารถพบสนสองใบได้เป็นจำนวนมาก

แม้เป็นพญาไม้ใหญ่มีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี แต่สนก็อาจเผชิญกับปัญหาในการขยายพันธุ์ได้เช่นกัน เพราะสนสองใบขยายพันธุ์ตามธรรมชาติโดยใช้เมล็ด เมล็ดสนที่หล่นจากต้นลงสู่ดินในจุดที่พื้นผิวดินถูกเปิดออก จะเติบโตกลายเป็นต้นกล้า แต่หากใต้ต้นสนเต็มไปด้วยพุ่มไม้หรือดงวัชพืช เมล็ดสนอาจไม่สามารถลงสู่พื้นดิน หรือตกลงสู่พื้นได้ แต่โอกาสที่ต้นกล้าจะตายก็มีสูง เพราะไม่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ ..."  

เรื่องของสนสองใบ...ใครสนบ้าง ???
โดย ชาลี  วาระดี



ป่าดิบเขา

บนเส้นทางสายน้ำตก

 

เฟินกระปรอกเล็ก

ดอกหรีด หรือ กอลักษณา

เป็นพืชหายากชนิดหนึ่ง มักพบตามป่าสนเขา ป่าละเมาะ แถบภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
รวมถึงทางตอนใต้อินโดจีน และมาเลเซีย ที่มีระดับความสูง 1,400-1,500 เมตร

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด อาศัยกระแสลมพัดตามธรรมชาติ ชอบอากาศเย็นดินชุ่มชื้นแดดส่องถึง

เอนอ้า

ส้มแปะ หรือคนอีสานเรียกส้มปี ส้มปี้ ส้มแสด

ขึ้นแซมไม้อื่น ธรรมชาติไม้พันธุ์นี้ชอบขึ้นบนที่สูงระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 1,200 เมตร 

เจ้าต้นนี้เหมือนพืชต่างด้าวยังไงไม่รู้ค่ะ

ปู่เต่า ... คงมีอายุนับพันปี


พระพุทธเมตตา

หลวงวิจิตรคุณสาร นายอำเภอวังสะพุงในขณะนั้น ได้ร่วมกับชาวบ้าน
สร้างองค์พระพุทธรูปขึ้นบนลานหินกลางทุ่งกว้างป่าสนบนยอดภูเมื่อปี 2463
แรกเริ่มเดิมทียังไม่มีชื่อ ต่อมาในปี 2526 สมเด็จพระศรีณครินทราบรมราชชนนี
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้บูรณะองค์พระและปรับปรุงบริเวณลานหินโดยรอบ
พร้อมกับพระราชทานนามพระพุทธรูปนี้ว่า "พระพุทธเมตตา" 

เก็บขยะที่พบระหว่างทาง เกรงว่าช้างป่าจะกิน

หยาดน้ำค้างยามเช้า

สัตว์ป่าลงมากินน้ำ กินโป่ง ทิ้งร่องรอยไว้เต็มไปหมด

 

 

ได้เวลาอำลาภูกระดึง ...

หวังว่าในครั้งต่อๆไปจากนี้ ทุกคนก็ยังคงเดินขึ้นเอง

ไม่มีกระเช้า มาเป็นพาหนะ ที่จะนำพาหายนะสู่ภูกระดึง

 

 

ขอบคุณมิตรผู้ร่วมทางทุกท่านค่ะ

 

๐ ๐ ๐

 

 

ภูกระดึง - ไม่เอากระเช้า - เสียงจากลูกหาบ

 

๐ ๐ ๐

 

 

ภูกระดึง-ไม่เอากระเช้า-เสียงจากคนค้าขาย

 

 ๐ ๐ ๐

 

 

กลับมาหาความรัก ติ๊ก ไทลากูน


๐ ๐ ๐

  

 

โดย wansuk

 

กลับไปที่ www.oknation.net