วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปรับตัวรับโลกร้อน/ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์










โดย : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์


       ผมกล่าวถึงภาวะโลกร้อนติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นแล้ว อยู่ใกล้ตัว ส่งผลกระทบกับพวกเรา และพวกเรานั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้เกิด พวกเรายังคงเป็นสาเหตุหลักทำให้ธรรมชาติแปรปรวนต่อไป และอาจรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้ ต่อเนื่องไปไม่รู้จบ
       
       การรับมือกับภาวะโลกร้อนในภาพรวม เราแบ่งเป็น “บรรเทา” หรือการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) “ปรับตัว” หรือการปรับให้เข้ากับภาวะโลกแปรปรวน (Adaptation) ผมกล่าวถึงการบรรเทาไปบ้างแล้ว คราวนี้อยากให้ลองมองการปรับตัวบ้าง
       
       ประเทศไทยตระหนักในภาวะโลกร้อน ไม่แพ้ชาติไหนเหมือนกัน โดยเราทำในสิ่งที่เราเก่งสุด นั่นคือ “นโยบาย” (เก่งด้านคิด จะทำหรือไม่ว่ากันอีกเรื่อง) เรามียุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2551-2555 ยุทธศาสตร์แรกคือการสนับสนุนให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยุทธศาสตร์ที่สองคือสร้างความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะนี้
       
       แค่สองยุทธศาสตร์จะน้อยเกินไป สำหรับประเทศไทยที่อุดมด้วยยุทธศาสตร์ เราจึงมีอันดับอื่น ๆ เช่น ยุทธศาสตร์สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน ยุทธศาสตร์สร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์เพิ่มศักยภาพของบุคลและหน่วยงาน ยุทธศาสตร์ประสานงานระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อูย...อีกเพียบครับ เรียกว่าถ้าวัดกันเรื่องจำนวนยุทธศาสตร์ เราไม่แพ้ประเทศพัฒนาแล้วแน่นอน หึ...หึ
       
       เรามาดูสิว่า การปรับตัวทำได้อย่างไร ? ผมจะกล่าวถึงระดับประเทศก่อน แล้วค่อยว่ากันในระดับผู้คนทั่วไป โดยยกกรณีตัวอย่างด้านการท่องเที่ยว เพราะผมไปพูดเรื่องนี้บ่อยครั้ง ได้ข้อมูลข้อคิดดี ๆ จากผู้เข้าร่วมเสวนาเป็นประจำ จึงตัดสินใจเลือกประเด็นนี้แหละ
       
       การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในตัวการทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก หากดูเฉพาะเครื่องบินโดยสารที่บินไปมาระหว่างเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา มากกว่าทั้งหมดที่ปล่อยจากทวีปแอฟริกาถึงสองเท่าแน่ะ และยังจะเพิ่มขึ้นทุกปี หากรวมรถยนต์ พาหนะอื่น ๆ โรงแรม ฯลฯ ตัวเลขที่ออกมาไม่น้อยแน่ แต่ไม่ชัดเจนถึงขั้นบอกได้ เพราะเรายากที่จะแยกการขับรถไปทำงานกับการขับรถไปเที่ยวออกจากกัน
       
       ในอีกมุมมอง การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากโลกร้อน ในระดับที่เรียกว่า รับไปเต็ม ๆ โดยเราพอแยกออกเป็น ๒ กรณี ในส่วนแรกคือรับโดยตรง หมายถึงแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติเจอผลกระทบเข้าให้ ในอีกส่วนคือรับทางอ้อม หมายถึงนักท่องเที่ยวไม่อยากมา เพราะมีข่าวฝนตกฟ้าร้องน้ำท่วมเป็นประจำ หรือเกิดอุปสรรคขัดขวางการท่องเที่ยวเดินทาง
       
       มาดูพวกที่ได้รับผลโดยตรงก่อน เราแบ่งเป็น 4 พวกง่าย ๆ คือ ทะเล ชายหาด ภูเขาและป่า และแหล่งน้ำ ภัยจากโลกร้อนทำให้เกิดปัญหา ในทะเลจะมีทั้งปะการังฟอกขาว คลื่นน้ำเย็นทำให้ปะการังอ่อนและสัตว์น้ำตาย ชายฝั่งจะเกิดปัญหาการกัดเซาะและพื้นที่หาดลดน้อยลง ตลอดจนคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลง อาจเกิดแพลงก์ตอนที่ทำให้คัน ภูเขาและป่าจะได้รับผลทั้งจากภัยแล้งและน้ำป่า สุดท้ายคือแหล่งน้ำธรรมชาติเจอภัยแล้งกับคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง ว่าง่าย ๆ คือแต่ละอย่างไม่ดีเลย ทำให้แหล่งท่องเที่ยวทรุดโทรม นักท่องเที่ยวก็เบือนหน้าหนี
       
       ผลกระทบทางอ้อมแม้จะอ้อม แต่ส่งผลรุนแรงไม่แพ้กัน อาจเป็นผลที่มองไม่ค่อยเห็น แต่มีแน่ เช่น นักท่องเที่ยวชาวยุโรปลดน้อยลง เพราะเกรงกลัวภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น หรือนักเที่ยวไทยก็เริ่มหมดอารมณ์ เปิดทีวีอ่านหนังสือพิมพ์ทีไร เจอแต่ข่าวน้ำท่วมดินถล่มพายุรุนแรง ไม่ใช่เฉพาะแต่ในไทย ในเมืองนอกเองก็ส่งผล เรียกว่าช่วยประหยัดเงินตราของเราทางอ้อมก็ว่าได้ เพราะตอนนี้เชื่อว่า ใครที่คิดไปเที่ยวจีนหรืออินเดีย คงต้องคิดหนักหน่อย จะไปจมน้ำที่จีนหรือไปร้อนตายที่อินเดียดีไหมหนอ
       
       เมื่อคิดจะปรับตัว เราต้องเผชิญหน้ากับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เริ่มจากการอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่ให้ดีสุด อย่าทำอะไรไปช่วยกระตุ้นปัญหา เช่น การกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการก่อสร้างโน่นนี่นั่นลงไปในทะเล จึงควรมีการดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เท่าที่ผมไปเจอกับชาวบ้านที่โน่นที่นี่ เขาก็เริ่มทราบกันแล้วว่า สร้างอะไรลงไปในทะเลหรืออยู่ชิดติดขอบน้ำ ไม่ดีหรอกจ้ะ อย่าทำเลย
       
       การอนุรักษ์ยังรวมถึงแนวปะการัง ป่าชายเลน และแหล่งหญ้าทะเล ที่เป็นเสมือนกำแพงธรรมชาติอยู่แล้ว ครั้งที่เกิดสึนามิ กำแพงเหล่านี้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า ช่วยปกป้องชายฝั่งไว้ได้เยอะ
       
       คลื่นที่เกิดจากพายุในภาวะโลกร้อน แม้ไม่รุนแรงเท่าสึนามิ แต่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มากันเป็นประจำ กำแพงธรรมชาติเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญ จำเป็นต้องเก็บไว้อย่างดี หรืออาจจะช่วยเสริม เช่น การปลูกป่าชายเลนเพิ่ม ยังไงก็ตาม ผมเห็นความสำคัญของการเก็บ มากกว่าการฟื้นฟูหรือปลูกใหม่ เราต้องเก็บของเดิมไว้ให้ดีสุดก่อน มีเงินมีคนเหลือ ค่อยไปช่วยกันปลูกเพิ่มอีกทาง
       
       เมื่อเราทำโครงการเหล่านั้นแล้ว การประชาสัมพันธ์ต้องเข้มแข็ง ให้ทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวรู้ทั่วถึงกัน จะได้มีส่วนช่วยพวกเราอีกแรง ในกรณีนี้ ทุกโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญครับ จะเป็นระดับโรงเรียน ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด หรือประเทศก็ตามเถอะ ควรได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารในระดับต่าง ๆ
       
       การปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบทางอ้อม ทำได้โดยสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว ทั้งระบบรักษาความปลอดภัย ที่ไม่ต้องว่ากันถึงขั้นระดับชาติหรือระดับภูมิภาค เอาแค่ระดับเล็กใกล้ตัว เช่น ถนนหนทางต้องปลอดภัย อยู่ในสภาพดี พาหนะทุกรูปแบบได้รับการดูแล ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรือที่อาจต้องเผชิญกับพายุหรือคลื่นหนักขึ้น ต้องมีชูชีพให้ครบ รับคนไม่เกินกำหนด หน่วยงานที่ควบคุมต้องตรวจสอบเป็นประจำ
       
       การรายงานข่าวและการแจ้งเตือนภัยต่าง ๆ เช่น น้ำป่า ดินถล่ม ต้องยกระดับให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งมีรูปแบบการอพยพที่ชัดเจน เพื่อรับมือกับภัยพิบัติแบบต่าง ๆ ที่ไม่จำกัดเฉพาะสึนามิหรือแผ่นดินไหว เมื่อเราทำเช่นนั้นได้ ประชาสัมพันธ์ออกไป จะสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวได้เยอะ
       
       เรายังต้องคำนึงถึงการออกแบบอาคาร ควบคุมป้ายโฆษณา ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค โดยเราต้องเปลี่ยนแนวคิด จากการสร้างทุกอย่างให้สบายและรับคนได้ไม่จำกัด กลายเป็นสร้างให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงธรรมชาติ ตลอดจนผลักดันให้มีมาตรฐานในการดูแลสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้
       
       ทั้งหมดนี้ อ่านแล้วเพ้อฝันจริงเชียว เมืองไทยจะทำได้เหรอ ? เราอาจทำไม่ได้ในอดีต ในวันที่พวกเราอยู่กันสุขสบาย ไม่ต้องทำอะไร นักท่องเที่ยวก็มา แต่จากนี้ไป ความสบายดังกล่าวจะหดหาย ไม่เชื่อลองถามผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็ได้ พวกเขาเห็นผลกระทบแล้ว และกำลังเป็นกังวล ทราบดีว่า นาทีทองของการท่องเที่ยวไทย ผ่านไปแล้วเอย หากเราไม่ปรับเทคนิค ต่อจากนี้ไป จะแย่แน่เชียว
       
       และนั่นไม่ใช่หมายถึงเฉพาะการท่องเที่ยว ผมยกมาให้เห็นเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังเกี่ยวข้องกับทุกวงการ ตั้งแต่ศิลปวัฒนธรรม โบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เรื่อยไปจนถึงการเกษตร การประมง อุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งการดำรงชีวิตของผู้คนในออฟฟิศและเมืองใหญ่
       
       เมื่อธรรมชาติแปรปรวน ระบบเศรษฐกิจย่อมแปรปรวนไปด้วย เราจะไม่สามารถทำนายอนาคตได้โดยใช้ตำราเรียนในอดีต การตลาดที่เราเคยทะนงว่า เป็นของมนุษย์ ต่อจากนี้ ธรรมชาติจะเข้ามาเกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น ดูง่าย ๆ คือราคาน้ำมัน เริ่มแปรปรวนตามพายุเฮอริเคนหรือคลื่นความร้อน ความแปรปรวนเหล่านี้จะมีมากขึ้นและมากขึ้น
       
       โลกร้อนจึงไม่ใช่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนควรสนใจใส่ใจ ตลอดจนหาทางปรับตัวเพื่อให้เราอยู่รอดได้ ใครปรับก่อน คนนั้นย่อมได้เปรียบ เพราะฉะนั้น วันนี้คุณติดตามสถานการณ์โลกร้อนหรือยังครับ ?
       

ข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์

http://www.manager.co.th/Lite/ViewNews.aspx?NewsID=9500000094497

โดย อิศรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net