วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง ตอนจบ (ลุงโฮ เจดีย์เสาเดียว)


               

คณะกับหน้าอาคารสุสานโฮจิมินห์ 

 

               (ต่อจากตอนที่แล้ว ) รุ่งเช้าของวันสุดท้ายในทริปนี้ คณะเราตื่นตั้งแต่เช้า หลังจากที่ละเลียดกาแฟรสดีของเวียดนามอีกครั้ง เราก็มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายสำคัญของทริปนี้ คือ “สุสานลุงโฮ หรือ สุสานโฮจิมินห์ "
รถบัสเรา วิ่งผ่านอาคารตึกเก่าสไตล์ยุโรปอารยธรรมตกค้างจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เลียบทะเลสาบโฮฮว่านเกี๋ยมไปซักพักรถก็วนหาที่จอด ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งของกรุงฮานอย ในที่สุดเราก็หาที่ลงได้ ซึ่งก่อนลงคุณเรียมไก้ด์ชาวเวียดนามก็ย้ำนักย้ำหนาว่า “เขาห้ามถ่ายรูป” และ “เขาห้ามถ่ายรูป”


เขาปิดถนน เพื่อให้เราเดินไป ทำให้รู้สึก ยิ่งใหญ่มาก

ต้องเข้าแถวตอนเรียงเดี่ยว เป็นระเบียบที่เข้มงวด และได้ผล

ตรงจุดเสียค่าธรรมเนียม

เวียดนามให้ความสำคัญกับชาติมาก ธงชาติสีแดงสดจึงเป็นสัญลักษณืสำคัญในการประกาศศักดา


               พวกเราเดินเป็นแถว ผ่านป้อมที่ตั้งตรงถนนเลนที่กว้าง แต่กั้นไว้ ไม่ให้รถผ่าน เรากำลังเดินเลียบถนนตรงข้ามจะมองเห็นจัตุรัสบาดิงห์ จัตุรัสกลางเมือง สถานที่ ลุงโฮเคยอ่าน “คำประกาศอิสรภาพเวียดนามจากฝรั่งเศส” ต่อหน้าชาวเวียดนามกว่า 500,000 คน ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1945 ผู้เขียนเดินไป นึกถึงภาพเหตุการณ์วันนั้น แล้วขนลุก นี่เรากำลังเหยียบสถานที่ของนักสู้จำนวนมหาศาล ที่กล้าออกมาต่อกรกับมหาอำนาจฝรั่งเศส ที่พรั่งพร้อมไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัย


อาคารสร้างดูแข็งแรง น่าเกรงขาม

 การเก็บสภาพ..ในลีลาของนักท่องเที่ยว จีน

การจัดสถานที่เรียบง่าย สะอาด

 กับ ดร.กานต์ บุญศิริ และ อ.ธัชชัย ผอ.โครงการอบรมฯ และ ผช.ฯจากรั้ว มสธ.


                เราเดินผ่านพรมแดง ที่ทำขึ้นเพื่อกำหนดให้เป็นเส้นทางเดินของนักท่องเที่ยว ซึ่งอาคารสุสานโฮจิมินห์ ก็สร้างไว้ให้ดูน่าเกรงขาม ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อน และหินแกรนิต สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1973 หลังจากโฮจิมินห์เสียชีวิตในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1969 นับเวลาจากที่ประกาศอิสรภาพเวียดนามจากฝรั่งเศส ครบ 24 ปีพอดี

จตุรัสนี้ เทียบเคียงได้กับสนามหลวง แต่ไม่อนุญาติให้มาเล่นเว่า หรือ นอนอาบแดด

                 ภูมิทัศน์ ยังดี ไม่มีตึกสูง มาทำให้ ความโดดเด่นลดลงไป

               ภายในอาคารสุสานฯก็จัดให้มีทหารหนุ่มหน้าตาดีในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาว ยืนถือดาบปลายปืน ยืนรักษาการณ์อยู่ เราเดินเงียบๆแทบจะไม่หายใจเพราะตื่นเต้นมาก เดินผ่านช่องทางเดินแคบๆ ไปยังห้องโถง วนรอบเป็นสี่เหลี่ยม ตรงกลางห้องมีแท่นหินตั้งโลงแก้วบรรจุร่างของลุงโฮ หรือโฮจิมินห์ ที่นอนสงบเหมือนคนกำลังนอนหลับ และด้วยชุดขาวจึงทำให้ดูน่าเลื่อมใส น่าเกรงขามยิ่งนัก

 


ทำเนียบประธานาธิบดี อาคารทรงยุโรป (โคโลเนียล)

ห้องน้ำใต้ดิน ไม่รกหูรกตา


                ไก้ด์ได้เล่าให้ฟังว่า ศพของลุงโฮ มีสายข่าวหลายสายบอกไว้ว่า ศพของลุงโฮได้รับการรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิม โดยเทคนิคทางการแพทย์ที่เป็นความลับของรัสเซีย ซึ่งสุสานลุงโฮจะปิดเพื่อนำศพลุงโฮไปทำความสะอาดและเปลี่ยนน้ำยาที่รัสเซีย ปีละ 2 เดือน (เดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน) เพื่อให้ศพของรัฐบุรุษยืนยงไปชั่วนิรันดร์ และอีกสายข่าวหนึ่งก็บอกว่า ร่างที่แสดงเป็นหุ่นขี้ผึ้ง ร่างจริงๆของท่านได้ถูกฝั่งที่เทือกเขาอันนัม อันเป็นสถานที่ที่สำคัญ นำพาลูกหลานประชาชนได้เจริญก้าวหน้าตามความเชื่อต่อไป

 


โต๊ะอาหารลุงโฮ เรียบง่าย


                 ตามความประสงค์แท้ๆของลุงโฮนั้น ท่านได้สั่งให้เผาร่างของท่าน แล้วนำเถ้าถ่านกับอังคารไปบรรจุไว้ที่ภาคกลางใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือของประเทศ แต่ว่ารัฐบาลเวียดนามกลับคงเก็บรักษาร่างของลุงโฮไว้ ให้คนเวียดนามกราบไหว้บูชา เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาพ ความสามัคคีในหมู่ประชาชนจนถึงปัจจุบัน

 


 การจะเข้าชม ก็ต้องเดินเป็นแถว เป็นระเบียบตามแบบฉบับ

โต๊ะประชุม วางแผนยุทธศาสตร์การสงคราม จนชนะอเมริกัน

 

ห้องทำงานเรียบง่าย


                พวกเราเก็บภาพหมู่ตรงบริเวณจัตุรัสบาดิงห์ สักพัก เราก็เดินไปยังทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งเป็นอาคารทรงยุโรปสีเหลือง (โคโลเนียล) ที่ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1901 เพื่อใช้เป็น ที่ทำการของผู้สำเร็จราชการชาวฝรั่งเศสแห่งอินโด-ไชน่า โดยเป็นสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีโฮจิมินห์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่

 

 

ทางเดินที่ทำขึ้น เพื่อการเยี่ยมโดยเฉพาะ

 รถกระจำตำแหน่ง ที่ไก้ด์บอกท่านไม่ค่อยใช้นัก

แบบบ้านไก้ด์บอกว่า ถอดมาจากบ้านคนไทย ที่ท่านเคยไปอาศัยในจังหวัดนครพนม

ด้านหน้าก็มีบึงที่สร้างขึ้น ดูเย็นสบาย


                 แล้วไก้ด์ก็นำเราเดินเลียบทางซ้ายไปยังด้านหลังทำเนียบ ซึ่งเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่ลุงโฮใช้เป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต บ้านเล็กๆ หลังนี้ เป็นสถานที่ ที่ลุงโฮใช้เป็นที่ประชุมคณะกรรมการโปลิตบุโร กับนายทหารคนสำคัญๆ วางแผนในการรบกับทหารสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเวียดนาม จนสามารถเอาชนะสงคราม สร้างความอับอายมหาอำนาจอเมริกัน ซึ่งภายในบ้านก็มีแค่ห้องหนังสือ ห้องนอนเล็กๆ ซึ่งลุงโฮถือว่าเป้นแบบอย่างของผู้นำ เพราะใช้ชีวิตอย่างประหยัด เรียบง่าย สมถะ ไม่มีภรรยา และทำงานทุ่มเทให้แผ่นดินตั้งแต่หนุ่ม จนหมดอายุขัย ใน สิริอายุ 79 ปี สามารถกู้ชาติจากชาติตะวันตก และรวมชาติได้สำเร็จเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก

 


ร้านค้าของทีระลึก งานแกะสลัก ของพื้นเมืองจำหน่ายราคาไม่แพง

 สังเกตุได้ว่า คนฝรั่งเศสจะมาเที่ยวเยอะมาก เพราะเป็นอณานิคมเก่าของเขา


                 จากนั้นไก้ด์เรียมก็พาเราไปยัง วัดเจดีย์เสาเดียว ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มาก สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นวัดเจดีย์ที่สร้างเป็นศาลาเก๋งจีนหลังเดียวขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียว ที่ปักอยู่กลางสระบัวรูปสี่เหลี่ยม ภายในศาลาประดิษฐานรูปเจ้าแม่กวนอิม ปางสิบกร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในฮานอย 

 

วัดเจดีย์เสาเดียว เหมือนศาลพระภูมิขนาดยักษ์ นั่นเอง 

มีอายุกว่า 1,000 ปี ภูมิปัญญาแท้ๆ

สร้างอาชีพ สร้างรายได้ปีละไม่น้อย

 

ฝรั่ง ไปทั่วจริงๆ


                 ซึ่งวัดเจดีย์เสาเดียว ก็ตั้งอยู่หลังบ้านลุงโฮนั้นเอง เราสามารถใช้เวลาสั้นๆแค่ 2-3 ชม.แต่ไปเที่ยวชมได้ครบถึง 4 แห่งเลยทีเดียว ทั้งสุสานลุงโฮ-ทำเนียบ-บ้านพักและเจดีย์เสาเดียว เรียกว่าคุ้มจริงๆ
หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน เขาก็พาเราไปละลายทรัพย์อีกครั้งที่ตลาดดงซวน คณะเราก็ซื้อกันแหลก เหมือนเงินดองกำลังจะหมดอายุ โดยเฉพาะมือถือ กับไอแพดก๊อป ซื้อกันแทบทุกคน


 อันนี้แม่เฒ่า ผู้ศรัทธาในพระพุทธแท้ๆ


                  เราออกจากสนามบินนอยไบมาถึงสุวรรณภูมิล่าไป 2 ชม.ตามสไตล์เวียดนาม ต่อรถกลับเบตงใต้สุดสยามอีก 2 วัน 1 คืน ระหว่างกลับ เราก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้สึก ความเป็นไปได้ที่จะนำมาจัดแผนพัฒนาการท่องเที่ยวของพื้นที่ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดการของสินค้าโอทอป ของดีของดังของท้องถิ่น ระบบการจัดการการท่องเที่ยวอ่าวฮาลอง ที่นำมาเทียบกับทะเลสาบฮาลา-บาลา อเมซอนอาเซียน การแสดงหุ่นกระบอกที่ต้องนำมาเทียบเคียงกับลิเกฮูลูและหนังตะลุงของเรา ศูนย์ศิลปชีพคนพิการที่เราควรมาส่งเสริมอาชีพกับครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุการณ์สามจังหวัดฯ การยกระดับพิพิธภัณฑ์และประวัติศาสตร์ พคม.เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เหมือนฮานอยที่มีสถานที่สำคัญๆหลายแห่ง ส่วนข้อเสียที่เราต้องนำมาป้องกันไม่ให้เกิดในพื้นที่เราก็ไม่น้อย


รองนายกฯสะอารี กับ ผ.ย.ม.11 แฝดคนละฝา

ตัวเท่ากัน ซื้อกระเป๋าเหมือนกันโดยบังเอิญ

 

                  ทริปนี้ผู้เขียนรายงานเรื่อยๆตามแบบฉบับ ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกัน ทริปหน้าถ้ามีโอกาส จะไปเจาะเคาะและเล่าสู่กันฟัง บาหลี อินโดนีเซีย สวรรค์บนดิน เหล่าเทพในแดนมลายู ทริปนี้ขอจบลงด้วยประการฉะนี้ ขอความสันติสุข จงมีแด่ท่าน... สวัสดีครับ.

 

 

ขอความสันติสุข จงมีแด่ท่าน... เจอกันทริปหน้า บาหลี อินโดนีเซีย สวัสดีครับ.

 1.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ ฮานอย

 2.บันทึกการเดินทางปี 2014 จากเบตง สู่ฮานอย 2(ตลาดน้ำ)

 3.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ ฮานอย3 (ศูนย์หัตกรรมของคนพิการ)

4.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตงสู่ฮานอย4 (เกือบจะเข้าถึงเวียดนาม)

 5.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ฮานอย 5 (ฮาลองเบย์,ถ้ำสวรรค์)

6.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ ฮานอย6 (โดนต้ม ยังสนุก)

7.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ ฮานอย 7 (ฮานอย ทะเลสาบคืนดาบ)

8.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ฮานอย 8 (พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเวียดนาม)

9.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ฮานอย 9 (พิพิธภัณฑ์การปฎิวัติเวียดนาม)

10.บันทึกการเดินทาง ปี 2014 จากเบตง สู่ฮานอย 10 (วิหารวรรณกรรม)

 

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net