วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากพระเครื่องถึงระนาดเอกจำลองแห่งวัดหนองขุม


มีผู้รู้หลายคนเคยกรุณาบอกให้ผมทราบมานานแล้ว ว่าคนไทยแต่ก่อนไม่มีใครบูชาพระเครื่องหรือแขวนพระเครื่องไว้ที่คอ

ซึ่งเรื่องนี้ก็สอดคล้องกับเอกสารเก่าๆ (ถ้าเราจะเชื่อตามเอกสารนั้น) เช่น ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา 

พงศาวดารฉบับนี้มีบันทึกถึงเรื่องชาวบ้านบางระจัน และตอนหนึ่งกล่าวถึงพระอาจารย์ธรรมโชติและการปลุกเสกเครื่องรางของขลังสำหรับติดตัวไว้สร้างขวัญกำลังใจในตอนออกศึกว่า

“...พระอาจารย์ธรรมโชติวัดเขานางบวช มีความรู้วิชาการดี  มาอยู่ ณ วัดโพธิ์เก้าต้น ในบ้านบางระจันเอาเป็นที่พึ่ง...

และนายแท่นกับผู้มีชื่อเหล่านั้นชักชวนคนชาวบ้านได้ ๔๐๐ เศษ  มาตั้งค่ายมั่นอยู่ที่บ้านระจันทั้งสองค่าย  พระอาจารย์นั้นลงตะกรุด  ประเจียดและมงคลแจกให้”

จะเห็นว่ามีการกล่าวถึงตะกรุด ประเจียด และมงคลเท่านั้น หาได้มีการกล่าวถึง “พระเครื่อง” แต่อย่างใดไม่

ซึ่งเรื่องนี้มีคำอธิบายว่า “พระเครื่อง” นั้นมีรูปลักษณ์เป็น “พระพุทธเจ้า” ซึ่งคนแต่โบราณมาถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนืออื่นใด กระทั่งจะนำไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านก็ยังไม่สมควร (เพราะเป็นสถานที่ทางโลกย์ซึ่งไม่สะอาดบริสุทธิ์)

พระเครื่องมีที่มาจากพระพุทธรูปจำลองขนาดเล็ก ซึ่งนิยมสร้างบรรจุไว้ในเจดีย์ อันมีที่มาจากคติความเชื่อทางพุทธศาสนา ที่ว่าอายุของพุทธศาสนาจะกินเวลาราวห้าพันปี 

ดังนั้น การสร้างพระพุทธรูปจำลองฝังไว้จำนวนมาก จึงมีจุดประสงค์ที่จะให้อนุชนรุ่นหลัง (จากที่ศาสนาพุทธได้เสื่อมไปแล้ว) ได้ขุดพบและรับรู้ถึงอดีตที่เคยรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในดินแดนนั้นๆ นั่นเอง

ดังนั้น พระเครื่องจึงไม่ได้สร้างไว้สำหรับพกพาหรือแขวนห้อยติดตัวมาตั้งแต่แรก

แล้วชาวสยามเริ่มนิยมนำพระเครื่องมาพกพาติดกายตั้งแต่เมื่อไร?

สันนิษฐานว่า อย่างน้อยต้องเป็นในช่วงหลังรัชกาลที่ 4 เมื่อความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธรูปในสังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง และมีการนำพระพุทธรูปมาไว้ในเคหสถานส่วนบุคคล มีการสร้างห้องพระ เพื่อใช้เก็บรักษาพระพุทธรูปเป็นการเฉพาะ

และคติการนำพระเครื่องมาห้อยคอ ก็สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการเลียนแบบการห้อยไม้กางเขนของพวกมิสชันนารีและคริสต์ศาสนิกชนที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในช่วงนั้นนั่นเอง

และเมื่อนำมาห้อยคอได้ ก็ย่อมปลุกเสกได้ ในลักษณะการเดียวกับเครื่องรางของขลังอื่นๆ นั่นเอง

แต่ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจทำให้หลายคนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย

เมื่อมีศาสนิกชนจำนวนมาก นำระนาดเอกจำนวนกว่าร้อยรางมาถวายแก้บนแก่หลวงพ่ออ้น (พระพุทธรูป) แห่งวัดหนองขุม ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี

โดยรายงานข่าวอ้างว่า กระแสนี้เกิดจากการที่เจ้าของกิจการเครื่องดนตรีไทยรายหนึ่งมาบนหลวงพ่ออ้นให้บริษัทรอดพ้นจากวิกฤต และได้รับพรสมประสงค์ จึงนำระนาดเอกที่สลักเสลาลวดลายด้วยงาช้างมูลค่ากว่าล้านบาทมาถวายหลวงพ่อ 

และทำให้เกิดกระแสการแก้บนด้วยระนาดเอกตามๆ กันมาจำนวนมากนับแต่นั้น

ยิ่งกว่านั้น ยังมีการจำลองระนาดเอกขนาดเล็ก ให้ภิกษุสงฆ์ประกอบพิธี “ยก” (ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการปลุกเสก) ให้กับประชาชนผู้มีจิตศรัทธาด้วย

เท่ากับว่าเป็นเครื่องดนตรีจำลองที่คงความ “ศักดิ์สิทธิ์” แบบเครื่องรางของขลังไว้ในตัวนั่นเอง

เรื่องนี้ดูเหมือนแปลก แต่ที่จริงการดนตรีไทยกับพุทธศาสน์-ไสยศาสตร์นั้นมีร่องรอยความเกี่ยวพันกันมานับแต่โบราณแล้ว เช่นเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับวิชาอาคมของนักดนตรีไทย ผู้รู้คาถาสร้างเสริมศิริมงคลต่างๆ เป็นต้น

โดยเฉพาะการละครประเภทที่เรียกว่า “ชาตรี" นั้นก็มีเค้าเงื่อนว่าเกี่ยวข้องกับความหมายทางไสยศาสตร์ อย่างคำว่า “คงกระพันชาตรี” เป็นต้น

(ทั้งนี้ ต้องอย่าลืมว่าการละครในสยามนั้นมีไว้เพื่อการเล่นแก้บน-ปัดเสนียดจัญไรมาแต่โบราณ อย่างน้อยก็ในสมัยอยุธยาแล้ว)

ระนาดเอกจำลองแห่งวัดหนองขุม จึงกลายสภาพเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในรูปของเครื่องดนตรีไทย 

ซึ่งแน่นอนว่ายังอ้างอิงไปถึงความเก่าแก่ขรึมขลังอื่นๆ ที่รายล้อมดนตรีไทยอยู่เป็นอันมากอีกด้วย

เสียแต่ว่าคงเอามาห้อยคอไม่ได้ เพราะออกจะหนักเกินไป

 

 

ภาพจาก www.thairath.tv

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net