วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนาวนี้ มีใจให้อีสาน ๒ สั้นๆ ง่ายๆกับหนองคายและเวียงจันทน์


เดือนมกราคมที่ผ่านมาเป็นวันเวลาที่แม่มดอุทิศให้การท่องเที่ยวในภาคอีสานด้วยอากาศกำลังอบอุ่นพอสบาย ไม่ร้อนเร่าเกินไปสำหรับแม่มดซึ่งไม่เคยรู้สึกหนาวเย็นกับใครในดินฟ้าอากาศของบ้านเรา

ความจริง การไปเที่ยวอีสานครั้งที่ ๒ หลังจากทริปสามพันโบกที่อุบลราชธานีเกิดขึ้นเพราะแม่มดเพียงแต่อยากไปชมบึงบัวแดงที่อุดรธานีแต่ที่กลายเป็นทริปบานปลาย ยืดยาวออกไปถึงเกือบ ๑ สัปดาห์เพราะเพื่อนเก่ามากคนหนึ่งขอไปเที่ยวด้วย เธอเป็นคนที่ทำแต่งานมาตลอดชีวิตและเพิ่งคิดขึ้นมาได้ว่าควรจะออกไปดูโลกบ้างก่อนที่สังขารจะไม่เอื้ออำนวย แม่มดก็ตกปากรับคำไปด้วยความประมาท งานนี้จึงมีเรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นมากมาย

เริ่มแรก เพื่อนอยากไปเที่ยวเชียงคานเพราะใครๆเขาก็ไปกัน มิใยที่ผู้สันทัดกรณีหลายคนจะเตือนว่า ถ้าจะไปเชียงคานพ.ศ.นี้  ไปอัมพวาที่แม่กลองหรือสวนผึ้งที่ราด-รีก็ได้เพราะ “faked” และ “spoiled” พอกันแต่คนที่มีความฝังใจว่าต้องไปเห็นสักครั้งให้ได้เพราะความหลงใหลจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ไม่เปลี่ยนใจ

เอ้า ไปก็ไป เรื่องแค่นี้ไม่รู้จะขัดใจกันไปทำไม คบกันมาตั้งหลายสิบปี เพื่อนเก่าๆแก่ๆสมัยนี้ยิ่งหาทำยายากอยู่

และเมื่อต้องไปถึงเชียงคานแล้ว ทำไมไม่แวะภูเรือสักหน่อยล่ะ คนมีประสบการณ์อีกคนให้ความเห็น เพื่อนร่วมทางของแม่มดก็เกิดสนใจลานดอกคริสต์มาสที่นั่นขึ้นมาในบัดดลประสาคนโรแมนติก ก็อำเภอภูเรือเขาเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ไม้ประดับประเภทนี้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนี่คะ

แม่มดว่าก็ได้ แต่ฉันจะไปดูตะวันขึ้นที่ยอดภูนะ เพื่อนว่า ฉันไม่อยากตื่นเช้า แม่มดยักไหล่บอกว่า งั้นเธอก็นอนไปซิ แม่มดไม่เคยมีปัญหากับการไปไหนๆคนเดียวอยู่แล้ว

เรายังไม่ได้วางแผนการเดินทางให้เป็นรูปเป็นร่างกันเลยค่ะ เพื่อนก็มาบอกว่า ฉันยังไม่เคยเห็นหนองคาย ไปหนองคายด้วยได้ไหม แม่มดคิดในใจว่า เธอจะ hyper-active ไปหน่อยไหมเนี่ย แต่ปากก็ตอบว่าตามใจ ฉันก็ไม่ได้ไปแถวนั้นมาหลายปีแล้วเหมือนกัน

แล้วเพื่อนผู้เต็มไปด้วยไอเดียก็ผุดความคิดอันบันเจิดขึ้นมาอีกว่า เราไปเที่ยวเวียงจันทน์สักวันด้วยดีไหม ฉันได้ยินว่าแค่ข้ามแม่น้ำโขงไปเพียงยี่สิบกว่ากิโลเมตรก็ถึงแล้ว

ทริปทะเลบัวแดงที่หนองหานของแม่มดเลยกลายเป็นทัวร์ต่างประเทศแบบไม่ต้องใช้พาสปอร์ต ไม่ต้องขอวีซ่าด้วยประการฉะนี้

เพื่อนยังมีงานเกือบประจำทำอยู่แม้ว่าเธอจะเป็นพวก semi-retired แล้วแต่แม่มดน่ะเป็นคนว่างงานเต็มขั้นหากเราจะถือว่าการทำงานหมายถึงการได้เงิน เธอเลยบอกให้แม่มดเป็นคนวางแผนการเดินทางโดยละเอียดและจัดการเรื่องที่พักกับพาหนะต่างๆด้วย

งานแบบนี้แม่มดไม่เคยเกี่ยงเพราะโดยนิสัยและความเคยชิน แม่มดไม่เคยไปไหนโดยไม่ศึกษาข้อมูลต่างๆล่วงหน้าอยู่แล้ว

เราคิดกันในตอนแรกว่าเราจะเช่ารถพร้อมอุปกรณ์ GPS เพื่อขับเที่ยวกันเองจากหนองคาย-อุดรธานี-เลย ซึ่งเป็นวิธีเดินทางที่แม่มดคุ้นชินมาตั้งแต่ยังใช้ชีวิตอยู่ในทวีปยุโรป แม่มดไม่ชอบเที่ยวกับทัวร์หรือเดินทางเป็นคณะใหญ่ซึ่งอุ้ยอ้ายและไม่ให้ความเป็นอิสระใดๆเลย

แล้วจู่ๆเพื่อนผู้มีอาการกลัวๆกล้าๆประสานักเดินทางมือใหม่ก็มีอาการวิตกจริตเพราะมีผู้รู้ (อีกแล้ว) เตือน (หรือขู่) เธอว่า เส้นทางที่เราจะไปน่ากลัวมากเพราะเป็นพื้นที่สูงและมีโค้งเยอะแยะ.....โอ๊ะ โอ

เราต้องจ้างคนขับรถมืออาชีพแล้วล่ะ แล้วต้องใช้รถใหญ่ด้วยนะ ไม่งั้นเวลาแซง จะแซงไม่พ้น เพื่อนว่างั้น

งานนี้แม่มดออกอาการงงงวยแกมหงุดหงิด อ้าว แซงไม่พ้นก็ไม่ต้องแซงซิ เธอจ๋า เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่แน่ใจเต็มร้อย เขาไม่ทำกัน แล้วทางขึ้นเนินน้อยๆแบบอำเภอภูเรือน่ะจิ๊บๆ ฉันขับรถในหุบเขามาตั้ง ๑๔ ปีนะจ๊ะ

แต่เธออยู่เมืองฝรั่ง นี่เมืองไทยนะ แล้วเป็นอีสานด้วย เพื่อนผู้ไม่เคยคุ้นกับที่ใดเลยนอกจากกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรฯไม่มีศรัทธาต่อประสบการณ์ของแม่มดและอาจจะคิดว่าผู้คนที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังเดินทางด้วยวัวเทียมเกวียนบนถนนลูกรังอยู่

แล้วแม่มดน่ะเป็นคนขี้รำคาญ เลยตัดบทง่ายๆว่า เอาอย่างนี้นะ ฉันรับผิดชอบเรื่องที่พักกับข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว เรื่องการเดินทางและพาหนะ เธอจัดการเองตามที่เธอรู้สึกสบายใจก็แล้วกัน

ทริปง่ายๆสบายๆที่แม่มดหวังจะให้เป็นอิสระดังนกเสรีโบยบินจึงกลายเป็นการเดินทางท่องเที่ยวเพียง ๖ วันของหญิงชรา ๒ คนที่ต้องเช่ารถถึง ๓ คันอันมีคนขับมืออาชีพซึ่งเป็นคนพื้นที่ทั้งหมดถึง ๓ คน

เฮ้ออออออ.........แม่มดล่ะเหนื่อยใจตั้งแต่ยังไม่เริ่มเที่ยว เพื่อนๆพอจะเข้าใจหรือยังคะว่าทำไมแม่มดชอบเดินทางคนเดียว

 

เราออกจากกรุงเทพฯตอนค่ำๆด้วยรถโดยสารปรับอากาศระดับ premium ซึ่งไปถึงหนองคายตั้งแต่เช้าตรู่ น้องสาวเพื่อนที่อุบลฯ (คนที่พาแม่มดเที่ยวสามพันโบกไงคะ) ซึ่งทำงานอยู่ที่หนองคายมารอรับและจัดการทำบัตรผ่านแดนเข้าประเทศลาว พร้อมทั้งพาเราข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวไปส่งถึงรถเช่าที่เธอเลือกไว้ให้  คนขับเป็นผู้บ่าวลาวที่พูดไทยแบบกรุงเทพฯได้ชัดถ้อยชัดคำ

กระนั้นน้องสาวของเพื่อนก็ยังเป็นห่วงเป็นใยจนถึงกับลางาน ๑ วันเพื่อจะพาเราเที่ยวเวียงจันทน์และหนองคายด้วยตนเอง แม่มดออกจะไม่คุ้นเคยกับการดูแลระดับนี้ ใจหนึ่งจึงซาบซึ้งกับน้ำใจของเจ้าบ้านเป็นนักหนา แต่อีกใจหนึ่งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าผู้หญิงเดินทางเป็นสิ่งที่ผู้คนในเมืองไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยหรืออย่างไร ความกังวลห่วงใยจึงมีมากมายนัก

เวียงจันทน์เป็นเมืองลาวอันดับ ๒ ที่แม่มดมีโอกาสไปเยือน แม่มดเคยไปเที่ยวหลวงพระบางเมื่อประมาณ ๘ ปีที่แล้ว ครั้งนั้นใช้เวลาหลายวันจึงได้ซึมซับความประทับใจไว้มากมายในความทรงจำ เวียงจันทน์นั้นแม้จะเป็นเมืองหลวง ก็ไม่เคยอยู่ในความคิด หากเพื่อนร่วมทางไม่เรียกร้องต้องการ แม่มดก็คงไม่ได้คิดจะไป

สูตรการท่องเที่ยวเวียงจันทน์สำหรับผู้ไปเยือนครั้งแรกนั้นออกจะตายตัว เช่นเดียวกับฝรั่งที่มาเมืองไทยเป็นครั้งแรกจะต้องไปชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว แถมวัดโพธิ์ และวัดแจ้ง เราก็ต้องไปวัดพระธาตุหลวง วัดสีสะเกด หอพระแก้วและประตูชัย ทั้งหมดนี้ถ้าเราข้ามไปถึงฝั่งลาวตั้งแต่ด่านเปิด แล้วเที่ยวเร็วๆแบบขี่ม้าชมเมือง ไม่แวะช้อปปิ้งที่ตลาดจีนหรือซื้อสินค้าปลอดภาษีที่ด่าน เราก็สามารถทำให้การชมเวียงจันทน์จบลงได้ภายในเวลาเพียงครึ่งค่อนวัน

อย่าเอาเวียงจันทน์ไปเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯนะคะ การจราจรที่นครหลวงของประเทศลาวคล่องตัวอย่างที่คนกรุงเทพฯเห็นแล้วจะต้องถอนใจ แว่วๆว่า BBC เขาให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีการจราจรเลวร้ายที่สุดในโลกไม่ใช่หรือคะ

พระปรางค์วัดพระธาตุหลวงหรือพระเจดีย์โลกะจุฬามณี  

ถนนหน้าวัดว่างจนไปนั่งเล่นหมากเก็บได้เลยค่ะ แม่มดน่ะเดินถ่ายภาพอยู่กลางถนนได้อย่างเสรีราวกับว่ามาเฟียมาเอง

อาคารสวยหลังนี้เป็นที่จัดการประชุมของคณะสงฆ์ค่ะ

ที่ประเทศลาว แม่มดแทบจะมองไม่เห็นร่องรอยของความเป็นประเทศในระบอบสังคมนิยม ต่างจากความรู้สึกที่ได้รับเมื่อครั้งไปเที่ยว Ho Chi Minh City ที่เวียดนามโดยสิ้นเชิง  เมื่อเปรียบเทียบกับวัดในเมืองหลวงของบ้านเรา แม่มดก็ว่าวัดสำคัญๆของลาวให้ความรู้สึกสงบ สบายใจกว่าวัดใหญ่ๆหลายแห่งในเมืองไทย

พระบรมรูปของสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช (พ.ศ. ๒๐๗๗-๒๑๑๕) ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีสัตนาคนหุต....ก็นครเวียงจันทน์นั่นแหละค่ะ

วัดพระธาตุหลวงเหนือ

วัดพระธาตุหลวงใต้

รถขายเครื่องดื่มเย็นๆ

ผ้าซิ่นลาว ขายอยู่หน้าวัด

 

ค่าเข้าชมวัดต่างๆในเวียงจันทน์ (เท่าที่แม่มดได้ไป) คือ ๕๐๐๐ กีบสำหรับชาวต่างชาติ ชาวลาวเองจ่าย ๒๐๐๐ กีบ

การเก็บค่าเข้าชมสถานที่ในอัตราที่ต่างกันระหว่างเจ้าของประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติดูจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตามปกติของพวกเราชาวอาเซียนนะคะ แม่มดไม่เคยเห็นธรรมเนียมนี้ในยุโรป

ที่ประเทศเยอรมนี การปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็น racial discrimination ที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ อัตราค่าเข้าชมสถานที่จะแตกต่างกันระหว่างเยาวชน นักเรียนนักศึกษา ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุแต่จะไม่มีการนำเชื้อชาติหรือสัญชาติมาเป็นข้อกำหนดโดยเด็ดขาด

แม่มดจำได้ว่าที่ปอมเปอิ ประเทศอิตาลี มีการเก็บค่าบัตรที่มีราคาต่างกันเล็กน้อยระหว่างนักท่องเที่ยวที่ถือพาสปอร์ตของประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรปและนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น โดยมีการชี้แจงเหตุผลประกาศไว้ชัดเจนว่าเพราะอิตาลีได้รับทุนบูรณะปอมเปอิจาก EU จึงลดราคาค่าเข้าชมให้ประชากรจาก EU เป็นกรณีพิเศษเพื่อเป็นการขอบคุณ

ที่มาเลเซีย ราคาค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆระหว่างผู้ถือบัตรประชาชนมาเลย์กับนักท่องเที่ยวต่างชาติมีความต่างกันเหมือนในประเทศลาว คือมีการประกาศชัดเจนเป็นภาษาอังกฤษว่าใครต้องจ่ายเท่าใด แม้จะเป็นการเลือกปฏิบัติ แต่แม่มดก็ว่าเขากระทำการอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา

ในบ้านเรานั้น การเลือกปฏิบัติเช่นนี้มีวิธีการที่แยบยลแนบเนียนโดยการใช้ ๒ ภาษาบนป้ายประกาศ ราคาคนไทยเขียนด้วยภาษาไทย บ่อยครั้งตัวเลขก็เป็นเลขไทยด้วยซึ่งคนต่างชาติโดยทั่วไปย่อมไม่มีความสามารถที่จะอ่านได้ ราคาของชาวต่างชาติเขียนด้วยภาษาอังกฤษแต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่านี่เป็นราคาสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แน่นอน ราคาสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงกว่ามาก บางครั้งนับเป็นสิบเท่า

เราคนไทยอาจมองเห็นธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาเพราะความเคยชิน บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องถูกต้องเสียด้วยซ้ำ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินความผิดความถูก แต่คนที่ใช้ชีวิตใน ๒ วัฒนธรรมมานานอย่างแม่มดมองว่าปรากฏการณ์เช่นนี้บ่งบอกถึง mentality ของผู้คนในแต่ละสังคมค่อนข้างชัดเจน

หากเราไปเยือนประเทศใด เราคงหวังว่าเจ้าของบ้านที่ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อหน้าเราคงจะมีความยุติธรรมและความจริงใจให้เราด้วย มิใช่มุ่งที่จะตักตวง เอารัดเอาเปรียบเราแล้วยังสร้างภาพหลอกเรา เห็นเราเป็นคนโง่เขลาทั้งๆที่ยิ้มให้เรา พูดจาอ่อนหวานกับเรา จริงไหมคะ

เอ้อ แม่มดออกนอกเรื่องไปไกลสักหน่อย คนเป็นปลาสองน้ำมีเรื่องอึดอัดใจให้บอกให้เล่าอยู่เรื่อยๆอย่างนี้แหละค่ะ

เรากลับไปเที่ยวเวียงจันทน์กันต่อดีกว่านะคะ

วัดสีสะเกด (วิธีเขียนภาษาลาวเรียบง่าย ตรงไปตรงมา หน้าตาไม่ออกบาลีสันสกฤตเหมือนศัพท์สูงในภาษาไทย)

เขตห้ามสูบยา ติดอยู่หน้าวัดทุกวัด

ป้ายทะเบียนรถเวียงจันทน์ อ่านว่ากำแพงพระนคร คำว่าเวียงจันทน์ถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจค่ะ

 

ประตูชัย ได้รับการก่อสร้างในพ.ศ. ๒๕๐๕ แต่ไม่เคยเสร็จสมบูรณ์

ประตูชัยมีอะไรที่ขัดแย้งในตัวเองอยู่ในทีนะคะ เพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เปรียบเสมือนการเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของลาวจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสแต่รูปแบบของประตูชัยเองกลับเป็นการเลียนแบบประตูชัย Arc de Triomphe ของกรุงปารีสค่ะ

ตรงนี้ แม่มดไม่เข้าใจว่าเพื่อนลาวต้องการจะสื่ออะไรไปถึงฝรั่งเศส หรือว่าแม่มดคิดมากไปเอง

 

วัดต่อไปเป็นศาสนสถานที่อ่อนไหวมากในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาว พระแก้วมรกตของเราเคยประดิษฐานอยู่ที่หอพระแก้วแห่งนี้ค่ะ เราจะไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์ตอนนี้จากรอยจารึกใดๆในหอพระแก้วของลาวเลยนะคะ

แม่มดคิดว่าชาวลาวสุภาพมากแต่พวกเราชาวไทยบางคนออกจะไม่ระมัดระวังกริยามารยาท วันที่แม่มดไปเยี่ยมชมหอพระแก้ว ได้ยินได้ฟังนักท่องเที่ยวไทยคุยกันถึงประเด็นนี้ด้วยน้ำเสียงของ “ผู้ชนะ” ดังมาก แม่มดว่าเป็นกริยาที่ขาดการไตร่ตรองและขาดความสำรวมในฐานะของแขกผู้ไปเยือนบ้านเมืองอื่น

เราให้เวลานครหลวงของประเทศลาวเพียงค่อนวัน พอบ่ายคล้อย เราก็กลับมาทานแหนมเนืองที่หนองคายกันแล้วค่ะ เพื่อนพอใจที่ได้ชมเวียงจันทน์ แม่มดเองไม่ถือเวียงจันทน์เป็น a must see เหมือนหลวงพระบางแต่ถ้าใครมาถึงหนองคายแล้วยังมีเวลาเหลือสักวัน เวียงจันทน์ก็เป็นเมืองน่าชมนะคะ

ไปลาวครั้งนี้ แม่มดไม่ได้ซื้อหาอะไรติดมือกลับมาเลยนอกจากตำราเรียนหนังสือไทย-ลาวเล่มบางๆ กับโปสการ์ด ๒-๓ แผ่น

 

แต่เศรษฐกิจเมืองหนองคายขึ้นอยู่กับชาวลาวหลายส่วนนะคะ เพื่อนๆดูปั้มน้ำมันก็รู้ ชนิดของเชื้อเพลิงยังต้องมีภาษาลาวกำกับเลยค่ะ

หรือดูเรือจากฝั่งลาวที่ขนสินค้าจากตลาดท่าเสด็จของหนองคายกลับไปบ้านเขาซิคะ

 

ตลาดท่าเสด็จ เมืองหนองคาย

พระธาตุกลางน้ำที่เคารพบูชาของชาวหนองคาย ต้องน้ำลดจึงจะเห็นค่ะ

พระธาตุหล้าหนองริมน้ำที่เห็นอยู่ไกลๆคือ องค์จำลองของพระธาตุกลางน้ำ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างค่ะ

เดินเล่นสบายๆที่เมืองหนองคาย ริมแม่น้ำโขงยามเย็น

 

คราวหน้า แม่มดจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวอุดรธานีค่ะ ถ้าเพื่อนๆยังไม่เบื่อภาพบัวสายสีชมพู

คนเดินทางแต่ละคนมีเรื่องเล่าในแบบของตนเองนะคะ

 

ดวงจำปา – ไม้เมือง 

 

 

อุตมะ จุลมณี ได้แต่งเพลงนี้ไว้ในช่วงที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้กู้เอกราชของลาวคืนจากฝรั่งเศสระหว่างพ.ศ. 2492-2496 โดยใช้ "ดอกจำปา" หรือดอกลั่นทมที่ชาวลาวนิยมปลูกแต่ในอดีตเป็นสื่อบอกถึงความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของชาวลาว 

โดย แม่มดเดือนMarch

 

กลับไปที่ www.oknation.net