วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...กรองหาจุดเปลี่ยน...


คุณปริญญา  อุดมทรัพย์ ( อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด )

ได้เสนอความเห็นส่วนตัวในที่ประชุมเพื่อหาจุดเปลี่ยนประเทศ

ที่ สปช.จังหวัดเพชรบุรี  ได้จัดขึ้น ที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง

ส่วนจะพบจุดเปลี่ยน  หรือไม่...พบแล้วจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ขณะเดียวกัน  สปช.จังหวัด  ก็ได้เชิญ กลุ่ม 19 รวมพลคนอุดมการณ์ ไปร่วมงานด้วย

พร้อมทั้งมีประเด็นคำถามเกี่ยวกับการปฎิรูปมาด้วย

แต่..ด้วยเหตุที่ทากลุ่มได้เสนอแนวทางไปบ้างแล้ว  ครั้งนี้ ผม สว.ขี้บ่น

จึงขอนำความเห็นส่วนตัว  เสนอต่อ สปช.  และขออนุญาต  นำมาเผยแพร่ที่

OK nation แห่งนี้ด้วยครับ

 

สรุปความคิดเห็นข้อเสนอตามประเด็นคำถาม

 

ส่วนที่ ๑

๒.๑ จะปฏิรูปการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส ผู้สมัครคุณสมบัติเหมาะสม จะทำอย่างไร ?

วิธีการขอเสนอเป็นสองส่วนคือ

ส่วนที่ 1 วิธีการหาเสียง    เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และความเสมอภาคของผู้สมัคร   ขอเสนอให้ “รัฐ”งดเงินสนับสนุนพรรคการเมือง  แต่เปลี่ยนเป็นออกค่าใช้จ่ายในการหาเสียงแก่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งแทน  โดย “รัฐ”  จัดทำป้ายหาเสียงให้ผู้สมัครทุกคนเหมือนกัน   เท่าๆกัน   จัดเวทีปราศรัย โดยให้เวลาในการปราศรัยเท่าๆกันทุกคน     

ห้าม  ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนหาเสียงทางนอกเหนือจากที่ “รัฐ”จัดทำขึ้นอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะโดยตรง  หรือทางอ้อมผู้ฝ่าฝืน  ต้องได้รับโทษทั้งทางแพ่ง  และทางอาญา

( กรณีมีผู้ใส่ร้ายผู้อื่นให้ได้รับโทษ    หากจับได้  ต้องรับโทษเป็นสองเท่าของโทษที่ผู้ที่ถูกใส่ร้ายจะได้รับ )     กำหนดจำนวนคะแนนขั้นต่ำไว้  หากผู้สมัครฯใด  ได้คะแนนไม่ถึง  ต้องจ่ายค่าหาเสียงคืน “รัฐ”

ส่วนที่ 2   กำหนดบทบาทของ ส.ส.ใหม่ เพื่อไม่ให้มีการซื้อเสียง ให้ ส.ส.ต้องสอบถามความเห็น  ความต้องการของประชาชนในเขตของตัวเองว่า  ประเด็นที่จะต้องโหวตในสภา  ( อาจจะเลือกเฉพาะประเด็นสำคัญหลักๆ หรือกฎหมายที่สำคัญๆก็ได้ )ว่าจะให้ ส.ส.รับหลักการที่มีการเสนอในสภาฯหรือไม่   และการออกแบบวิธีสอบถามให้โปร่งใสคงไม่ใช่เรื่องยาก  แต่ก่อนที่จะสอบถาม “รัฐ” ต้องจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ใน ประเด็น ที่จะทำการสอบถาม  อย่างทั่วถึง  และชัดเจน

    วิธีนี้  ส.ส. คงไม่อำนาจมากเกินไป  คงเป็นเสมือนตรายางของประชาชน  และผู้มีอำนาจที่แท้จริงคือประชาชนซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ”รัฐธรรมนูญ”      สุดท้ายคงไม่มีใครคิดจะซื้อเสียง 

เพราะ ส.ส. ไม่ได้มีอำนาจในการลงมติ   หาก ส.ส.ทำการผืนมติประชาชนให้สิ้นสภาพ ส.ส. แลต้องรับโทษทั้งอย่างหนักทั้งทางแพ่ง  และทางอาญา

ถ้าหากขบวนการทั้งหมดที่กล่าวมา มีการทุจริต ก็ต้องมีบทลงโทษอย่างหนักทั้งทางแพ่ง  และทางอาญา     ผู้ใส่ร้ายผู้อื่นให้ได้รับโทษ  หรือผู้ละเว้นการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติการเอาโทษผู้ทำผิด ต้องได้รับโทษเป็นสองเท่าของผู้ที่กระทำผิด  หรือผู้ที่ถูกใส่ร้ายจะได้รับโทษนั้น

คุณสมบัติของผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง  ประวัติส่วนตัวต้องเป็นคนดีไม่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่เคยมีประวัติการทุจริตใดๆ   ส่วนประวัติการศึกษาจะเป็น  ม.3 หรือ ป.ตรี ขึ้นไปก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร  เพราะอย่างน้อยก็มีโทษปรับให้ชดใช้ค่าหาเสียงคืนกับ “รัฐ”อยู่แล้ว  คนที่ลงรับสมัคร คงต้องมั่นใจตัวเองว่าเป็นที่ยอมรับของประชาชนในระดับพอสมควร  นั่นเท่ากับว่าผู้นั้นน่าจะมีความรู้ความสามารถดีพอสมควร

๒.๒ จะปฏิรูปการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบให้ลดลงและหมดไป

               ขอเสนอว่าผู้ที่ทุจริตจะต้องได้รับโทษทั้งทางอาญาและทางแพ่งบวกสินไหมทดแทนให้แก่   “รัฐ”    ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดย เพิ่มบทลงโทษเจ้าหน้าที่    ที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติให้มีบทลงโทษอย่างหนักทั้งทางแพ่ง  และทางอาญาแก่     ผู้ใส่ร้ายผู้อื่นให้ได้รับโทษ  หรือผู้ละเว้นการปฏิบัติ   หรือไม่ปฏิบัติการเอาโทษผู้ทำผิด ต้องได้รับโทษเป็นสองเท่าของผู้ที่กระทำผิด  หรือผู้ที่ถูกใส่ร้ายจะได้รับโทษนั้น

***ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบ หรือ ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง***

งานสอบสวนคดี  ต้องแบ่งหน้าที่จาก “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”   ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับคดีเช่น  งานบุกรุกป่าไม้ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้มีหน้าที่สอบสวน  หรือร่วมสอบสวน  หรือคดีเกี่ยวที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม  สอบสวนหรือร่วมสอบสวน ฯลฯ เหตุผลเพราะเจ้าหน้าที่ด้านใด  ย่อมมีความรู้ความชำนาญด้านนั้นกว่าผู้อื่น    ตำรวจอาจจะเน้นคดีอาชญากรรมโดยตรงก็ได้

๒.๓  ประเด็นคำถามเรื่องความเลื่อมล้ำของคนในชาติในด้านต่างๆเช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม  ด้านการเมือง และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นับว่าเป็นประเด็นที่แก้ไขยากที่สุด  เช่นเรื่องปริมาณของที่ดินที่บุคคล มูลนิธิ  ศาสนสถาน ถือครอง      (ยกเว้นหน่วยงานราชการ )        ควรถือครองเกินรายละไม่เกิน ห้าร้อย  หรือ หนึ่งพันไร่  ก็น่าจะช่วยให้เกิดความเป็นธรรมได้  การเก็บภาษีที่ดินแบบก้าวหน้าที่คิดกันอยู่ในปัจจุบัน   คงไม่ช่วยให้เกิดความเป็นธรรมได้  เช่นที่ดินเปล่า  หลายๆหมื่นไร่  ขุดบ่อสัก สองสามร้อยไร่  หรือปล่อยให้เด็กเลี้ยงวัว  เอาวัวไปเลี้ยง  แล้วบอกว่าทำการเกษตรเลี้ยงปลา  เลี้ยงวัว  ก็เลี่ยงภาษีได้แล้ว และถ้าจะให้ท้องถิ่นตรวจสอบ  ดูแล  ก็เท่ากับช่วยทำให้เจ้าหน้าที่  ที่ตรวจสอบมีรายได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง 

สำหรับประเด็นสิ่งแวดล้อม  การทำเหมืองแร่  การขุดเจาะก๊าซ / น้ำมัน  การตั้งโรงงานแยก / กำจัดขยะ เป็นเรื่องจำเป็นและสมควรที่จะต้องทำ   การประเด็นเหล่านี้  ถ้าใช้วิธีประชาพิจารณ์  ก็จะวุ่นวายไม่สิ้นสุดเพราะจะมีทั้งคนได้ผลประโยชน์  และผู้ไม่ได้รับผลประโยชน์  ผู้ไม่ได้รับผลประโยชน์  มักจะออกมาขัดขวาง  ผ่านขบวนการประชาพิจารณ์  หรืออื่นๆ เพื่อหวังจะได้รับประโยชน์

วิธีแก้ไข  ขอแสดงความคิดเห็นดังนี้   

          ปัญหาเรื่องขยะ  ให้ส่วนกลาง “ออกแบบ” มาตรฐานทำเลที่ตั้งของ “โรงงานกำจัดขยะ” ว่าควรจะเป็นทำเลเช่นไร  เพื่อเป็นแบบที่สามารถใช้ได้ทั่วประเทศ  ตัวอย่างเช่น  ต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า .....ไร่   ต้องห่างจากชุมชน ไม่น้อยกว่า...........ก.ม.ต้องห่าง  จากแม่น้ำ .......ก.ม.  หรือเป็นที่ลุ่ม    น้ำจากโรงงานต้องไม่สามารถไหลไปรบกวน น้ำในแม่น้ำได้ฯลฯ    เมื่อกำหนดสภาพภูมิประเทศสำหรับตั้งโรงงานได้แล้ว  ก็ออกกฎหมายรับรอง  เพื่อนำไปปฏิบัติ  ส่วนจะให้เอกชน   หรือหน่วยราชการ เป็นผู้ดำเนินการ  ก็สามารถทำได้ตามความเหมาะสม

      **แต่ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูล และสามารถตรวจสอบถึงความถูกต้องและโปร่งใสได้โดยสะดวก**

เช่นเดียวกับเหมืองแร่  และแหล่งพลังงาน  ส่วนกลางเป็นผู้ออกแบบไว้สำหรับบังคับใช้ได้ทั่วประเทศเช่นเดียวกัน    และหากกรณีที่  จำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่มีประชาชนอาศรัยอยู่ก่อน  ไม่ว่าจะอาศรัยในลักษณะถูกต้องตามกฎหมายหรืออไม่  ให้ใช้เงื่อนเวลาที่เข้าอยู่อาศรัยเป็นเกณฑ์  ว่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่าไหร่  หรือไม่  อย่างไร 

            ที่จริงประเด็นนี้เหล่านี้ควรที่จะต้องแก้ไขให้เป็นระบบครบวงจร  การเมืองอาจจะสร้างทุกข์หรือสุขให้ประชาชนก็ได้   แต่ที่ผ่านมา มีแต่สร้างสุขให้กับนักการเมืองกับพรรคพวกเท่านั้น  ไม่มีใคร  หรือรัฐบาลไหนๆ จริงใจกับประชาชนเอาเสียเลย  ครั้งนี้อาจจะได้ “รัฐบาล เผด็จการแบบแปลกๆ” รัฐบาลนี้กระมัง  ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการหาจุดเปลี่ยนประเทศ( ไปในทางที่ดี )  

ด้วยความจริงใจ  ผมขอเรียนเสนอความคิดเห็นเรื่องนี้ดังต่อไปนี้

แยกฝ่าย บริหาร  ตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันโดยเด็ดขาด เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจกันอย่างแท้จริง  แล้วบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบ ให้ทั่วถึง ตรงไปตรงมา                                                                  ฝ่ายบริหาร   รับสมัครเลือกตั้งเป็นทีม  โดยผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง  ต้องเป็นผู้มีความรู้ตามหน้าที่อย่างชัดเจน เช่น  กระทรวงการคลัง  ต้องเป็นผู้มีความรู้ และมีประสพการด้านการเงินการคลังเป็นอย่างดี

การเสนอนโยบายของผู้สมัคร  ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาที่วางไว้เช่น เป็นนโยบายที่เป็นไปได้จริง  และเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมที่แท้จริง  อีกทั้งต้องไม่เป็นนโยบาย”ประชานิยม” ( กำหนดคำนิยามกับคำว่า “ประชานิยม” ไว้ให้ชัดเจน ) และทุกตำแหน่ง  ต้องเป็นผู้ที่มีประวัติดีไม่เคยทำเรื่องการทุจริตฉ้อโกงโดยเด็ดขาด

ฝ่ายนิติบัญญัติ    จะให้มีพรรคการเมืองก็ได้  ( แต่ถ้าใช้วิธีที่ได้เสนอไว้ในก่อนหน้า  ไม่ควรจะต้องมีพรรคการเมืองก็ได้ )มีหน้าที่ควบคุมการใช้งบประมาณของรัฐบาล   และออกกฎหมาย โดยการยึดความต้องการของประชาชนเป็นหลัก   ส.ส. และ ส.อบต. มีบทบาทหน้าที่คล้ายกัน    ส.อบต. ไม่มีหน้าที่ออกกฎหมาย  มีหน้าที่ประสานงาน ระหว่างประชาชนกับ สภาท้องถิ่น  โดยนำความต้องการของประชาชนเข้าสภา  หรือนำนโยบายที่สภาดำริที่จะดำเนินการไปเสนอให้ประชาชนแสดงความเห็น  หรือตัดสินใจ 

ฝ่ายตุลาการ  ข้อนี้ผู้แสดงความคิดเห็น ไม่ค่อยจะมีความสันทัด  จึงขอเรียนเสนอเพียงว่า 

“ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม”  ไม่ควรมีอีกต่อไป  เพราะถ้ายังคงไว้  เท่ากับว่า  ฝ่ายบริหาร  ยังสามารถมีบทบาทเกี่ยวกับฝ่ายตุลาการอยู่     ควรให้ฝ่าย “ตุลาการ”    เป็นอิสระจาก “ฝ่ายบริหาร”

แต่การทำงานของ “ฝ่ายตุลาการ” ควรกำหนดเงื่อนไขเวลาไว้ทุกขั้นตอน  เพื่อไม่ให้คดีความใช้เวลานานเกินไป  เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะเกิดความไม่ยุติธรรมต่อประชาชนได้   การตัดสินของผู้พิพากษาในทุกคดี ต้องอธิบายเหตุผล และเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนได้  ที่สำคัญต้องสามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายตุลาการได้    โดยองค์กรต่างๆหรือโดยประชาชนโดยตรง  

               วิธีการดังกล่าว หากมีการลงรายละเอียดให้รอบคอบ  รัดกุม  คงช่วยให้เกิดจุดเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกับประเทศไทย  ช่องว่างระหว่างชนชั้น  และทางเศรษฐกิจ  ก็คงจะลดลง

ส่วนที่ ๒

๓.๑ความฝันถึงประเทศไทยใน ๒๐ ปีข้างหน้า   

                         20 ปี ข้างหน้า  ประเทศไทย  คงเต็มไปด้วยประชากรที่มาจากหลากหลายประเทศ  โดยเฉพาะประเทศแถบอาเซียน   และทำนองเดียวกัน  ประเทศอื่นๆในอาเซียน  ก็คงเต็มไปด้วยประชากรนานาชาติรวมทั้งประชากรจากประเทศไทยด้วย     ถ้าไม่มีการเตรียมพร้อมสำหรับรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว  ทุกประเทศ  คงต้องพบความวุ่นวายเป็นอย่างมาก   เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ผู้คนจากหลายเชื้อชาติ  ระดับฐานะ  ความคิด  การศึกษา  และพื้นฐานนิสัย ที่หลากหลาย  ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะอยู่ด้วยกันได้แบบสงบสุข 

                        ทุกรัฐบาล ของทุกประเทศ  ต้องมีความจริงใจ  ที่จะให้ความรู้  กับความคิดที่ถูกต้อง  ดีงามกับประชาชนของตนเอง  ให้ความรู้ถึงวิธีที่จะให้ความรัก  ความจริงใจต่อผู้อื่น  โดยไม่เลือกเชื้อชาติ  ศาสนา  ถ้าพ้นจากวิธีนี้  คงจะเป็นลักษณะของการแก่งแย่ง  กอบโกย  เหมือนสัตว์ป่าที่อยู่รอดเฉพาะผู้เข้มแข็งเท่านั้น   20 ปีข้างหน้า คงไม่มีใครอยากจะให้ลูกหลานของตัวเอง ต้องตกเป็นเหยื่อของสังคมขณะนั้น   และคงไม่มีใครยินดีที่ลูกหลานของตนเป็นคนที่มีความสุขบนความทุกข์ของเพื่อนร่วมโลก

๓.๒ อยากเห็นคนไทย สังคมไทยเป็นอย่างไรหลังปฏิรูป

              การเมืองหลังปฏิรูป ควรมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น   อาจจะไม่ถึงกับดีครบถ้วน      ก็ควรจะหมดสิ้นจากยุคนักการเมืองจอมโกง     เพราะเมื่อการเมืองดีขึ้นเศรษฐกิจ  การศึกษาก็คงดีขึ้น    สังคมไทยก็ดีขึ้น        แต่ทั้งนี้เราอาจจะไม่สามารถประเมินได้ว่าผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลปัจจุบัน  จะเป็นใคร  อย่างไร  แต่ถ้าประเทศไทย  ยังมีกองทัพที่เป็นของคนไทย  เพื่อแผ่นดินไทย ปัญหาต่างก็คงไม่ถึงขั้นรุนแรง  ( ถ้าเราไม่แคร์ต่างชาติที่มุ่งผลประโยชน์จากเรา   ของพวกเขาจนเกินไป )

         เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งชาติ ต้องขอบคุณ  ท่านนายกรัฐมนตรี   ที่ไม่ได้แสดท่าทีที่ให้ความสำคัญกับต่างประเทศ             มากกว่าความเป็นเอกราชของชาติไทย

  สรุปว่า  หลังปฏิรูป  ยังอยากเห็นเหล่าทหารใจซื่อมือสะอาด ยังยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ

คอยระวังหลังให้กับประชาชนครับ

ประเด็นสุดท้ายที่ขอเสนอคือ “การปฏิรูปภายในครอบครัว”

ผู้เสนอได้ปฏิรูป เป็นต้นว่า   สอนให้คนในครอบครัว “กำจัดคนที่เราเกลียดให้หมดไปโดยเร็ว”  ด้วยการให้ความรักและจริงใจกับทุกคน    โดยไม่เลือกเชื้อชาติศาสนา     แต่ทั้งนี้ต้องตั้งอยู่ในการมีสติ  ระวังตนอยู่เสมอ         รวมทั้งสอนให้ใช้ทรัพยากรโลก   ด้วยความระมัดระวังที่สุด

 

**ข้อเสนอทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องวิธีการเลือกตั้งและบทบาทของ ส.ส.**

หากไม่ได้รับการพิจารณานำไปใช้  ทางกลุ่มฯ ขอทราบเหตุผลด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง

 

โดย สว.ขี้บ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net