วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิกฤติศรัทธา : การทำบุญบริจาคทานของคนไทย ปี ๒๕๕๘


 

คนไทยมีนิสัยใจดี เอื้อเฟิ้อเผื่อแผ่ นิยมทำบุญสุนทาน ซึ่งมักจะไปทำบุญกับพระสงฆ์ผู้ทรงศีล หรือบริจาคทานให้แก่คนที่เดือดร้อนทุกข์ยากหรือมีฐานะด้อยกว่าตน หรือให้เงินแก่ขอทาน

หรือแม้แต่การได้ทำบุญร่วมกับคนที่สูงศักดิ์ ร่ำรวยกว่าตน เพื่อให้ถือว่าได้ทำบุญร่วมชาติกัน

มีบางคนทำบุญบริจาคทาน จนกระทั่งหมดเนื้อหมดตัวก็มี คนบางคนก็นำเอาเงินส่วนกลางหรือส่วนรวมแอบไปทำบญ เพื่อให้ตนได้ขึ้นสวรรค์แต่เพียงลำพังก็มีให้เห็นอยู่ถมไป

 

ดูเหมือนว่า ในช่วง  2-3 ปีมานี้ คนไทยถูกตั้งคำถามเรื่องการทำบุญทำทานอยู่บ่อยครั้ง  จนเกิดเป็นวิกฤติศรัทธาด้านศีลธรรมจรรยามาก

ครั้นจะทำบุญกับพระสงฆ์องคเจ้าก็ไม่แน่ใจว่า รูปไหนพระจริง รูปไหนพระปลอม ที่เป็นพระจริงก็ไม่รู้รูปไหนบวชเล่น รูปไหนบวชจริง พระรูปไหนจะพาไปพบกับนิพพาน และพระรูปไหนจะพาไปพบกับ... อันธพาล

 

โอกาสจึงน้อยมากที่บุญกุศลที่ทำนั้นจะหนุนนำให้บังเกิดสุขในภายภาคหน้าได้จริง ซึ่งมีโอกาสที่ท่านจะเลือกทำบุญได้ถูกกับ “พระแท้ๆ”  น้อยกว่า 50% หรือบางทีท่านก็อาจจะทำนายพระแม้ถูกเพียงแค่ 10%

ความหมายคือว่า มีพระเดินมา 100 รูป มีพระแท้ๆ ที่ปฏิบัติดี คนทำบุญก็ได้บุญตามความเชื่อจริงมีเพียง 10 รูป

และยิ่งสังคมไทยมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน คนไทยอยู่ท่ามกลางการเติบโตของระบบเศรษฐกิจแบบทุนเสรีนิยม โดยขาดการออกแบบจัดระเบียบสังคมอย่างถูกต้องมาแต่แรกเริ่มเดิมที เรื่องหลายๆ เรื่องจึงดูสับสนอลหม่านกันไปหมด  

โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาถูกแตะต้องโดยตัวบทกฎหมายน้อยที่สุด  ศาสนาประจำชาติก็เลยเกาะเกี่ยวไปกับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่ถือเรื่องเงินเป็นปัจจัยสำคัญ

เช่น การทำบุญจะต้องมีชื่อสกุลของตนติดอยู่ การทำบุญบริจาคมากก็ยิ่งจะส่งผลดีให้เกิดกับตนเองและครอบครัว หรือคนที่เรารัก

เสรีภาพเรื่องความศรัทธาในศาสนาจึงมีอิสระพอๆ กับการหว่านโปรยเงิน ให้แก่ใครก็ได้ ทั้งคนยากคนจน คนด้อยศักดิ์กว่า หรือแม้แต่กับคนสูงศักดิ์กว่า

ใครมีเงินก็บริจาคทำบุญสุนทานให้ไปโดยไม่ต้องตั้งคำถามว่า เขาเอาเงินของเราไปไหน ไปทำอะไร

 


 

อย่างกรณีของวัดพระธรรมกายที่โฆษณาชวนเชื่อถึงเรื่องการบริจาคเงินมาก ว่าจะยิ่งทำให้เกิดความสุข จนถึงได้ไปผุดไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้จริงว่าไปถึงสวรรค์นั้นเป็นอย่างไร นอกเสียจากพระเจ้าอาวาสที่รับเอาปัจจัย(เงิน)นั้นไปที่สามารถบอกได้ว่า การได้ใช้เงินแล้วพาไปขึ้นสู่สวรรค์ได้อย่างไร เพราะดูเหมือนจะเป็นเพียงคนเดียวที่บอกถึงความรู้สึกนี้ได้เท่านั้น

วิกฤติศรัทธานี้ยังลุกลามไปถึงประธานคณะกรรมการฯ ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นายศุภชัย ศรีอักษร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินงานถึงกับนำเอาเงินของสหกรณ์ไปบริจาคเข้าวัดพระธรรมกาย 814 ล้านบาท โดยอ้างว่าเพราะตนศรัทธาวัดพระธรรมกาย ซึ่งไม่มีระเบียบข้อไหนของสหกรณ์ให้ประธานนำเอาเงินของสหกรณ์ไปบริจาคทำบุญ แล้วส่วนบุญจะเผื่อแผ่มาถึงสมาชิกสหกรณ์  จัดว่าเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ (แล้วจะให้นายศุภชัย ได้รับรางวัลนักสหกรณ์ดีเด่นได้อย่างไร.?)

เลยทำให้สหกรณ์นั้นเจ๊งสนิท สมาชิกสหกรณ์เดือนร้อนกันถ้วนหน้า ไม่เห็นมีใครได้บุญจากการที่ประธานสหกรณ์ขนเอาเงินไปบริจาคนั้นแต่อย่างใด จะเห็นก็มีแต่คนมีความทุกข์ เพราะเงินที่นำฝากเข้าบัญชีของสหกรณ์นั้นสูญสลายไม่เหลือแม้แต่เงา

 ฝ่ายวัดพระธรรมกายกลับอ้างไม่รู้ว่าเงิน 814 ล้านบาทที่โอนเข้ามาทำบุญทั้งในชื่อพระหลายๆ รูปนั้นเป็นเงินใคร ไม่รู้ว่าเงินของสหกรณ์ด้วยซ้ำ

หรือ อย่างกรณีการครอบครองทรัพย์ไว้กับตนเอง และที่ดินจำนวนมากของพระรูปดังหนึ่งไว้ก่อนที่จะมีกฎหมายเกี่ยวกับคณะสงฆ์ และได้มีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกฯ ว่าต้องปาราชิก ก็ยังมีหน่วยงานด้านพุทธศาสนาออกมารับรองว่าไม่ต้องอาบัติปาราชิก เพราะไม่มีเจตนาครอบครองทรัพย์ไว้กับตนเอง และได้โอนที่ดินกว่า 900 ล้านบาท ให้เป็นของวัดพระธรรมกายไปแล้ว

แปลว่า การครอบครองทรัพย์ของสมณเพศ อย่างพระสงฆ์นั้น แม้จะมีคนนำมาถวายมากเกินตัวก็ไม่ผิด เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องการครอบครองทรัพย์ของพระสงฆ์  แม้ประมุขของพระสงฆ์ท้วงติงแล้วก็ไม่เป็นผล

เรื่องนี้เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับ “คิง ออฟ แค็ปปิตอล” อย่างทักษิณ และดูเหมือนกำลังจะเสื่อมมนตราไปพร้อมๆ กันกับทักษิณ ..???

 


 

เรื่องนี้เราถือว่า สะท้านถึงศรัทธาศีลธรรมจรรยาที่อยู่ใต้จิตสำนึกของคนไทยอย่างน่าฉงนสนใจนัก  ทำให้ค่านิยมการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นอ่อนแอนลงอย่างเห็นได้ชัด และเพิ่มแนวโน้มที่จะทำให้คน(และเหล่าสมณเพศ)ทำตัวเป็นพวกทุศีล กล้าทำทุจริตคอรัปชั่นได้โดยไม่รู้สึกผิดแม้เมื่อจับได้แล้วและนำทรัพย์ไปคืนเจ้าของแล้วก็ตาม

การตัดสินกรณีที่เกี่ยวกับศรัทธาดูเหมือนจะขัดแย้งกับการตัดสินความผิดในด้านกฎหมาย ซึ่งพิจารณาความผิดถูกที่ “เจตนา”

เมื่อศาสนาอ่อนแอกว่ากฎหมาย ก็ย่อมเท่ากับว่าเป็นการส่งเสริมให้คนบางกลุ่มฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์จากความเปราะบางของจริยธรรมของสังคมนั่นเอง

 


 

เมื่อรัฐบาลประกาศให้มีวันหยุดงานเพิ่ม หรือมีวันหยุดยาว ก็มีผู้คนเดินทางไปท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ทำให้เศรษฐกิจดีเท่านั้น แต่ยังมีผู้คนไปทำบุญบริจาคทานตามวัดวาอารามกันอย่างมากมาย

รัฐบาลหรือหน่วยงานราชการที่ดูแลเรื่องศาสนาประจำชาติน่าจะมีข้อมูลบอกประชาชนให้ทราบด้วยว่า ทำบุญกับวัดใด พระรูปไหนแล้วจะได้บุญกุศลแรง (มิใช่มาบอกว่า พระที่คืนเงินแล้วไม่ต้องปาราชิก)

ถ้าเห็นว่าพระหรือวัดใดมีปัจจัยเพียงพอแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนไปบริจาคให้เด็กๆ ที่กำพร้าหรือยากจนแทนที่ไหนได้บ้าง  

ดูอย่างนายวอเรน บัฟเฟ็ต หรือนายบิล เกตต์ ที่บริจาคเงินให้แก่เด็กๆ หรือจัดตั้งกองทุนในชื่อของตนเอง สนับสนุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมได้ประโยชน์มากกว่า

.... นี่คือพฤติกรรมการทำบุญของคนที่หาเงินเป็นและก็ใช้เงินเป็น ...อย่างไม่น่าเชื่อ !!

 

เราจึงมีคำถามว่า (ถ้าท่านเป็นนับถือศาสนาพุทธ) เพื่อให้การทำบุญบริจาคทานของท่าน เงินหรือปัจจัยที่ถวายทานให้พระไปจะได้เจตนาสมหวัง หรือได้บุญ เกิดประโยชน์แก่ผู้รับส่วนบุญทานที่ท่านมอบให้

หรือในศาสนา ศรัทธาและความเชื่อของท่าน ท่านควรจะปฏิบัติอย่างไร ….?

 

……………………………………..

 

บทความแนะนำให้อ่าน  : An Economist’s Guide to Year-End Charitable Giving,  :  http://freakonomics.com/2012/12/28/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/

 

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net