วันที่ พุธ มีนาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สังคมที่ดีต้องมีฝ่ายค้าน


เป็นเรื่องน่าเศร้าของสังคมและการเมือง ไม่ว่าประเทศไหน สังคมใด หากไม่มีฝ่ายค้านในดินแดนแห่งนั้นเหลืออยู่เลย เพราะสังคมที่น่าอยู่ต้องเป็นสังคมที่มีฝ่ายค้าน มีการตรวจสอบผู้มีอำนาจอยู่เสมอ เพราะฝ่ายค้านและการตรวจสอบ คือหัวใจสำคัญที่สุดของการมีรัฐเพื่อจัดวางการอยู่ร่วมกันของผู้คน

พูดง่ายๆ ถ้ามีรัฐบาลก็ต้องมีฝ่ายค้านและการตรวจสอบ หากมีรัฐบาลฝ่ายเดียวเขาเรียกเผด็จการ เพราะฝ่ายค้านคือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายค้านจะต้องมีอำนาจและมีพลังพอที่จะต้านทานคัดค้านความไม่ชอบธรรมของฝ่ายรัฐบาลผู้ใช้อำนาจรัฐได้

แต่ประวัติศาสตร์ของโลกเราก็มีการเข่นฆ่า ลอบสังหารร่างเงาของฝ่ายค้านอยู่ร่ำไป เหตุสงสัยต้องยกไปที่ผู้นำรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ยกเว้นจะสืบสวนมีหลักฐานได้ว่ามีการเมืองระหว่างประเทศเข้าแทรกแซง และหวังผลให้เกิดวิกฤติทางการเมืองภายใน

ล่าสุดเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เมื่อมีการลอบสังหาร นายบอริส เนมต์ซอฟ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านและอดีตรองนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ด้วยวัยเพียง 55 ปี ที่สะพานใกล้กับพระราชวังเครมลิน ในขณะที่เขากำลังเดินกลับบ้านจากภัตตาคาร

ก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหารเพียง 3 ชั่วโมง เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุเอ็กโคในกรุงมอสโก โจมตีนโยบายการแทรกแซงภาคตะวันออกยูเครนของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้ง โดยเตรียมจัดการประท้วงเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลในอีก 3 วันข้างหน้าด้วย เขายังเคยให้สัมภาษณ์ด้วยว่า จากการเคลื่อนไหวของเขานั้น เขากลัวที่สุดคือกลัวปูตินจะต้องการสังหารเขา

ในขณะที่รัฐบาลของ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ตั้งคณะกรรมการสืบสวนขึ้นมา และระบุว่าการฆาตกรรมครั้งนี้อาจจะเป็นแผนการทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของรัสเซีย โดยผลักภาระไปว่าผู้ก่อเหตุอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาหรือเหตุการณ์ในยูเครนแทน

ผู้นำทั่วโลก รวมถึงเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ออกมาประณามการลอบสังหารดังกล่าว และเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างยุติธรรม และนำคนผิดมาลงโทษ แต่เชื่อเถอะว่าจับใครไม่ได้แน่นอน มีหรือระดับผู้นำโลกจะทิ้งร่องรอยและหลักฐานไว้หากเขามีส่วน เหตุการณ์จ้างวานสังหารนักข่าวสืบสวนสอบสวน แอนนา โปลิตคอฟสกายา ก่อนหน้านี้ในปี 2549 ก็ไม่เคยไขคดีได้สำเร็จเช่นเดียวกัน

การลอบสังหารผู้นำฝ่ายค้านในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ โดยโลกยังไม่ได้หาเครื่องมือปกป้องคุ้มครองในการตั้งรับปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ชาวตูนิเซียได้ออกมาประท้วงอย่างรุนแรงในเมืองต่างๆ หลังจาก นายโชกรี บีเลด หัวหน้าพรรค Popular Front ผู้ต่อต้านแนวคิดปกครองแบบอิสลามิสต์ ถูกลอบสังหารใกล้บ้านของเขาในกรุงตูนิส เขาเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับความนับถืออย่างมากในตูนิเซีย และเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในรัฐสภา


ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550 ก็มีการลอบสังหาร นางเบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน 2 สมัย และเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนปากีสถาน พรรคฝ่ายค้านขณะนั้น ในขณะกำลังรณรงค์หาเสียงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งมีกำหนดในเดือนมกราคม 2551 ทั้งนี้ การสืบสวนเหตุการณ์ของสหประชาชาติเปิดเผยว่า การลอบสังหารนางเบนาซีร์ บุตโต ควรป้องกันได้หากดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยขอการคุ้มครองเพิ่มเติมจากบริษัททหารเอกชน แบล็กวอเตอร์ และอาร์เมอร์กรุ๊ป

รวมถึงการลอบสังหารผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญอันบันลือโลก เมื่อ นายเบนิกโน อากีโน ผู้นำฝ่ายค้านของฟิลิปปินส์ ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2526 หลังกลับจากการลี้ภัยการเมืองที่อเมริกา 3 ปี จนต่อมาเป็นเหตุให้เกิดพลังประชาชนนับล้านคนลุกขึ้นประท้วงทั่วประเทศ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ของฟิลิปปินส์

อาจจะไม่ใช่เฉพาะผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อผลพวงแห่งความเกลียดชังเกิดขึ้นเมื่อเราไม่มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล เมื่อนางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ที่ถูกเจ้าหน้าที่อารักขาชาวซิกข์ 2 คน ลอบสังหารบริเวณทางเดินหน้าบ้านพักใกล้ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2527 โดยถูกกระสุนปืนมากถึง 30 กว่านัด และเสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล อันเป็นผลจากความต้องการแก้แค้นที่เธอสั่งให้กองทัพอินเดียบุกวิหารทองคำของชาวซิกข์ แต่เมื่อคนอินเดียทราบว่านายกรัฐมนตรีหญิงได้จากไป การจลาจลก็เกิดขึ้น มีการไล่เข่นฆ่าชาวซิกข์ตายไปมากกว่า 4,000 คนหลังจากนั้น

ต่อมานายราจีฟ คานธี บุตรชายนางอินทิรา คานธี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดีย ในเดือนพฤษภาคม 2534 หลังมารดาถูกสังหาร แต่ต่อมาเขาถูกลอบสังหารขณะรณรงค์เพื่อการเลือกตั้งโดยการระเบิดพลีชีพด้วยเช่นกัน

คงถึงเวลาแล้วที่องค์การสหประชาชาติจะต้องมีการพิทักษ์ปกป้องคุ้มครองฝ่ายค้านอย่างเป็นระบบ เพราะเป็นร่างเงาของสังคมที่น่าอยู่เพราะระบบที่สมดุล หากรัฐบาลใดลุแก่อำนาจย่อมต้องการลอบสังหารทำลายล้างร่างเงาแห่งการตรวจสอบเหล่านั้นแน่นอน ซึ่งอาจเกิดขึ้นไม่รู้จบหากเราไม่มีกลไกของสหประชาชาติที่ดีพอในการป้องกันคุ้มครอง

ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เป็นที่ทราบกันว่าความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองได้ขยายตัวมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหลังการปฏิรูปใหญ่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 จนเกิดการลอบสังหารแกนนำกลุ่มการเมืองต่างๆ อย่างรุนแรงและหลายครั้งก็จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ได้ จนหลายประเทศมองว่าเมืองไทยใกล้จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเข้าไปทุกที

แน่นอนการลอบสังหารคือการก่อความไม่สงบ มากกว่าที่จะยุติความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี แต่ผู้มีอำนาจรัฐ หรืออำนาจเงินและปืนในมือคงไม่มีความเข้าใจเรื่องดังกล่าว เพราะต้องการต่อสู้แย่งชิงอำนาจรัฐกัน และรังแต่จะขยายความขัดแย้งบานปลายออกไป ไม่ต่างกับความขัดแย้งทางศาสนาของอินเดียในอดีต และอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองและเรื่องน่าเศร้าที่สุดของชาวไทยในอนาคตก็เป็นได้

วิธีการแก้ไขคือ สังคมไทยต้องออกแบบให้มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกภาคส่วน เพราะสังคมที่น่าอยู่ต้องเป็นสังคมที่มีฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านและการตรวจสอบ คือหัวใจสำคัญที่สุดของการมีรัฐบาลเพื่อจัดวางการอยู่ร่วมกันของผู้คน

แต่วันนี้ประเทศไทยยังไม่มีฝ่ายค้านใดๆ ในระบบรัฐสภา และยังไม่อนุญาตแม้แต่ให้ประชาชนเป็นฝ่ายค้านด้วยตนเอง.

(เมธา มาสขาว - หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2558)

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net