วันที่ พุธ มีนาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สภาวะแห่งอรหันต์ (1) เรื่องพระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี


ผมมีโอกาสหยิบเอาหนังสือ พุทธวจนะในธรรมบทที่แปลโดย ท่านเสฐียรพงษ์ วรรณปก ออกมาอ่านบทที่ว่าด้วย พระอรหันต์  การอ่านครั้งนี้ ใช้วิธีการอ่าน แล้วก็มาเปิดอินเทอร์เน็ต ควบคู่ไปด้วย จึงขอย่อให้ทุกท่านได้อ่านดังนี้ครับ

ผมอ่านในหนังสือ

สนฺตํ ตสฺส มนํ โหติ
สนฺตา วาจา จ กมฺม จ
สมฺมทญฺญา วิมุตฺตสฺส
อุปสนฺตสฺส ตาทิโน . . . ฯ ๙๖ ฯ

พระอรหันต์ผู้เป็นอิสระเพราะรู้แจ้ง
ผู้สงบระงับ และมีจิตมั่นคง
ใจของท่าน ย่อมสงบ
วาจาก็สงบ
การกระทำทางกายก็สงบ

 

แล้วก็เกิดความคิดว่า ต้องค้นหาในพระไตรปิฏกว่า เรื่องนี้ มีความเป็นมาอย่างไร  ก็อ่านพบ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อรหันตวรรคที่ ๗  เรื่องพระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี

เป็นเรื่องของพระติสสเถระ ซึ่งก็คงคร่ำเคร่งปฏิบัติศีลวัตรที่ดีพร้อม เพื่อความก้าวหน้าในทางการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ในระหว่างนั้นก็มีโยมอุปัฏฐากถวายลูกชายให้มาช่วยรับใช้ พระติสสเถระก็เลยบวชให้เป็นเณร ให้คอยปรนนิบัติ รับใช้  แต่ในระหว่างปลงผมนั้นเอง เณรรูปนี้ก็บรรลุอรหันต์แล้ว   แต่พระติสสเถระไม่รู้

เมื่อพระติสสเถระไม่รู้ ก็ใช้สอยเณรอย่างปกติ แต่ให้นอนด้วยในที่เดียวกัน แต่ตามศีลแล้ว พระกับเณรหรือฆราวาส ห้ามนอนร่วมกันเกิน ๓ คืน พอคืนที่ ๓ ท่านก็เลยเอาไม้เท้าไปปลุกเณร ประเคนหนักไปหน่อย  ไม้เท้าพลาดไปโดนเณรตาแตก   เด็ก ๗ ขวบ คนหนึ่งตาแตก และสุดท้ายก็บอด  ถ้าเป็นเด็กอื่นๆ ต้องร้องโวยวาย เรียกหาความช่วยเหลือ  ทนทุกข์ทรมานไม่ไหว แต่สามเณรรูปนี้ไม่ร้อง ไม่ฟูมฟาย และไม่โกรธ ไม่พยาบาทเคืองแค้น  ถึงตอนเตรียมปรนนิบัติอาจารย์  ต้องเอามือหนึ่งกุมตาไว้ พระติสสเถระที่เป็นอาจารย์จึงได้รู้ว่า เอาไม้เท้าไปหวดตาของสามเณรบอดแล้ว

พระติสสเถระซึ่งกำลังพยายามปฏิบัติธรรมเพื่อก้าวสู้ลำดับสูงขึ้น แน่นอนว่าจิตต้องมีเมตตาสูงยิ่ง อดรนทนไม่ได้ พาเณรไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วก็ระบายความอัดอั้นตันใจว่า ได้ทำร้ายสามเณรอย่างสาหัสเข้าแล้ว ถ้าเป็นเด็กอื่นป่านนี้คงไปฟ้องพ่อแม่มาเอาโทษแล้ว แต่แปลกใจว่าสามเณรรูปนี้ ไม่ถือโทษ ไม่โกรธ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เณรนั้นบรรลุอรหันต์แล้ว  นี่คือสภาวะของการเป็นอรหันต์

พระอรหันต์ผู้เป็นอิสระเพราะรู้แจ้ง
ผู้สงบระงับ และมีจิตมั่นคง
ใจของท่าน ย่อมสงบ
วาจาก็สงบ
การกระทำทางกายก็สงบ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตํ ความว่า ใจของสมณะผู้ขีณาสพนั้น ชื่อว่าสงบแล้วแท้ คือระงับ ได้แก่ดับ เพราะความไม่มีแห่งมโนทุจริตทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น, อนึ่ง วาจา ชื่อว่าสงบแล้ว เพราะความไม่มีแห่งวจีทุจริตทั้งหลายมีมุสาวาทเป็นต้น และกายกรรม ชื่อว่าสงบแล้วนั่นเทียว เพราะความไม่มีแห่งกายทุจริตมีปาณาติบาตเป็นต้น.

 

เก็บมาฝากจากอินเทอร์เน็ต

หลวงพ่อชา ไม่เคยสอนให้เราเป็นอะไร ท่านเน้นแต่ปัญญา ว่าอะไรๆมันก็ “ไม่แน่” แม้จะเป็นโสดาบันแล้ว ก็ไม่แน่, สกิทาก็ไม่แน่, อนาคา ยิ่งไม่แน่เข้าไปอีก, พระอรหันต์ นี่ไม่แน่ที่สุดเลย ก็เพราะใครเห็น “ไม่แน่” (อนิจจัง) ยิ่งชัดขึ้นเท่าไหร่ ก็ได้เข้าใกล้พระพุทธเจ้ามากขึ้นเท่านั้น นั่นเอง

  

โดย ยามครับ

 

กลับไปที่ www.oknation.net