วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมืองสามหมอก นทีสามประสบ พบวัฒนธรรมสามชาติ @ สังขละบุรี


#ความเดิมตอนที่แล้ว# จากทองผาภูมิ ถึงสังขละบุรีประมาณ 74 กิโลเมตรเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาเลาะเลียบไปตามเขื่อนเขาแหลม สิ่งที่จะต้องทำอย่างเร็วรี่คือหาปั้มเติมน้ำมัน เนื่องจากทางคดเคี้ยวลาดชันใช้เกียร์ต่ำ ซดน้ำมันโฮก ๆ  ก่อนเข้าตัวเมืองสังขละให้เลี้ยวขวาตรงป้อมตำรวจ ทางไปด่านเจดีย์สามองค์จะพบปั้มน้ำมัน ปตท.อยู่ทางขวามือ เพราะในตลาดสังขละจะมีแต่ปั้มน้ำมันหลอดเท่านั้น

สังขละบุรีเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ วิถีชีวิตเรียบง่ายดั่งที่หลวงพ่ออุตตะมะ อบรมสั่งสอนธรรมะอย่างลึกซึ้ง มีคำขวัญว่า"สะพานไม้ ด่านเจดีย์ นทีสามประสบ มรดกทุ่งใหญ่ ไทย กระเหรี่ยง รามัญ สารพันธรรมชาติ อภิวาทหลวงพ่ออุตตมะ เมืองสังขละชายแดน สุดแคว้นตะวันตก"

จุดชมทิวทัศน์ เทศบาลตำบลวังกะ

จากที่นี่ท่านจะสามารถมองเห็นสะพานมอญและสะพานปูนที่ทอดตัวจากฝั่งอำเภอสังขละมาถึงฝั่งมอญ

 
 

 
 
 
 

 
 
เรื่องกินเรื่องใหญ่ เราไม่ไปไหนต่อถ้าหิว ขอปาดร้านนี้ก่อน
 
 
 
เจดีย์พุทธคยาจำลอง

สร้างจำลองแบบจากเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยเริ่มก่อสร้าง พ.ศ.2518 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2529 เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกระดูกนิ้วมือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ของสมเด็จพระพุทธเจ้า ยอดเจดีย์ประดับด้วยฉัตรทองคำแท้ หนัก 400 บาท

เมื่อมองเจดีย์จากแม่น้ำซองกาเลีย

มีความเชื่อว่าราชสีห์จะคอยปกป้องพระเจดีย์

 
 
เมื่อทางราชการต้องการสร้างเขื่อนเขาแหลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ทำให้เกิดผลกระทบกับสิ่งปลูกสร้างเดิม ที่จะต้องถูกน้ำท่วม อาทิ เช่น วัด ที่ว่าการอำเภอ บ้านเรือน ซึ่งต้องย้ายไปในสถานที่ใหม่ที่จัดสรรให้ ซึ่งในที่นี่จะขอกล่าวถึงวัดที่ได้รับผลกระทบจำนวน 3 แห่ง คือ
 
1. วัดสมเด็จ วัดไทย
2. วัดวังก์วิเวการาม วัดมอญ
3. วัดศรีสุวรรณ วัดกระเหรี่ยง
 
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพถ่ายเก่าจาก : สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี
 
วัดวังก์วิเวการาม
 
ก่อสร้างโดยหลวงพ่ออุตตะมะ โดยได้รับการสนับสนุนจากชาวไทย มอญ กระเหรียง พม่า ที่เป็นลูกศิษย์ทำให้เกิดความสามัคคีและเพื่อเป็นศูนย์รวมชาติพันธุ์ ชื่อวัดวังก์วิเวการาม หมายถึง วัดที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของฝูงปลาจำนวนมาก

พระอุโบสถเก่าที่จมน้ำ หรือวัดใต้น้ำ Unseen Thailand

 
 

 
 
 
 

 

พายุฝนตั้งเค้า ทำท่าจะเทลงมาให้เราใจเสีย เพราะยังค้างอีก 2 แห่งถึงจะสมความตั้งใจ ซึ่งต้องแล่นตัดท้องน้ำออกไป ลุงชี้ให้ดูคลื่นลม แล้วพูดเสียงอ่อน ๆ แบบเกรงใจว่า อย่าไปเลยนะ ไปแล้วคงติดฝนกลับไม่ได้เหมือนเมื่อวานหลายสิบลำ ถึงแม้เราจะเสียดายแต่ความปลอดภัยสำคัญกว่า จึงเห็นด้วยและตกลงกันว่า เราจะโทรเรียกให้มารับในวันรุ่งขึ้นอีกครั้ง ลงจากเรือเดินยังไม่ทันถึงรถ ฝนก็หล่นเม็ดลงมาเสียแล้ว

 

อุโบสถปัจจุบัน

ศาลาศิลปะมอญใช้เป็นที่เก็บสังขารของหลวงพ่ออุตตะมะ

ภายในศาลาเป็นที่ตั้งของโลงแก้วใช้เก็บสังขารหลวงพ่ออุตตะมะ

 ศาลาการเปรียญ    

ชั้นล่างใช้เป็นที่จัดงานบุญต่างๆ  ชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์ใช้เก็บพระพุทธรูปและ เครื่องใช้ต่างๆ

 
 
พระพุทธรูปหินอ่อน (หยกขาว)
ภายในวิหารจะประดิษฐานด้วยพระพุทธรูปหินอ่อน หรือชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อขาว
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำมาจากหินอ่อนสีขาวจากประเทศพม่า
 ด้านขวามือจะเป็นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่ออุตตะมะ
 
 
งาช้างแมมมอส
 
 
--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--
 
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงฝนขาดเม็ด ท้องน้ำดูนิ่งสงบ เสมือนหนึ่งไม่เคยเจอกับลมพายุร้าย
เราโทรหาลุง สัญญาใจระหว่างเรายังไม่จบ ขอออกเรือรอบเย็นแทนรอบเช้า
ลุงบอกให้ลงมารอที่แพหน้ารีสอร์ท อู่อยู่ใกล้ขอเวลา 5 นาที
เราถลาลงไปเหมือนนกปีกหัก เพราะพื้นลาดเอียงเหลือกำลัง
เวลาของเรามีน้อย ใกล้พลบค่ำ ขณะนี้ 17.30 น.
 
--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--@--
 

 
2. วัดศรีสุวรรณเดิม
 
ในช่วงการปกครองของพระศรีสุวรรณองค์ที่ 5 ได้ย้ายที่ทำการเมืองลงตั้งที่บ้านวังกะ พื้นที่นี้เหมาะแก่การตั้งเมืองมากเพราะมีแม่น้ำที่ไหลมาบรรจบกันถึงสามสาย คือ แม่น้ำบีคี่ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำรันตี และสะดวกกับการเดินทางติดต่อกับภายนอก พร้อมทั้งเป็นกลาง ระหว่างหมู่บ้านต่างๆที่อยู่ในเขตการปกครอง และเมืองสังขละบุรีได้แบ่งการปกครองเป็น 3 หัวเมือง คือเมืองสังขละบุรี เมืองอุ้มผาง เมืองศรีสวัสดิ์จนกระทั่งเปลี่ยนระบบการปกครองเมื่อ 2475 เมืองสังขละบุรีจึงเป็นอำเภอสังขละบุรีในขึ้นต่อจังหวัดกาญจนบุรีปัจจุบัน

จนกระทั่งในปี 2529 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่อำเภอทองผาภูมิ เมื่อการไฟฟ้าเก็บกักน้ำอำเภอสังขละบุรีจึงจมน้ำอยู่ใต้ท้องเขื่อนเขาแหลม อำเภอสังขละบุรีจึงย้ายขึ้นมาอยู่ในที่ตั้งที่ว่าการในปัจจุบัน หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองตรงกับสมัยพระศรีสุวรรณคีรีองค์ที่ 5 ทางการได้จัดตั้งการปกครองเป็นอำเภอ ได้แต่งตั้งพระศรีสุวรรณคีรีเป็นนายอำเภอสังขละบุรี ที่มา:สังขละบุรี - Sangkhlaburi


 
 
 
 เราชอบอากาศหลังฝนตก สดชื่นและเย็นสบาย

 
 
วัดศรีสุวรรณปัจจุบัน
 
 
3. วัดสมเด็จเก่า
 
ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองบาดาล เป็นอุโบสถของวัดสมเด็จ (เก่า) ที่ถูกทิ้งร้าง เมื่อคราวย้ายเมืองสังขละบุรี ตอนที่เริ่มมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ไม่ได้จมอยู่ใต้น้ำ ภายในอุบโบสถมีพระประธานสภาพยังค่อนข้างสมบูรณ์ รอบตัวโบสถ์มีต้นไทรใหญ่ปกคุลมดูขลังและเก่าแก่ งดงามยิ่งนัก  ที่มา:สังขละบุรี - Sangkhlaburi
 
 
 
ลุงบอกให้เดินขึ้นไปประมาณ 200 เมตร  บันไดเดินขึ้นค่อนข้างชัน แต่ไม่เหนื่อย
ได้ชมพระอาทิตย์ตกเบื้องหลังพระพุทธรูป งามจับตา
 
 
 
 
 

 
วัดสมเด็จปัจจุบัน
 
 
รือมาส่งเราที่ท่าน้ำ มื้อค่ำเราทานอาหารในรีสอร์ทไม่ออกไปไหน
ส่วนมื้อเช้าง่าย ๆ ด้วย กาแฟ ไข่ดาวกับไส้กรอก
 
 
 
 
ที่พักสำหรับพวกเราคืนนี้
 
เป็นรีสอร์ทบ้านไม้ที่เปิดมานานแล้ว และไม่มีทีวี ภายในห้องพัก
 

 

สะพานไม้มอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์
 เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ประมาณ 850 เมตร
 
 
สะพานสัญจรระหว่างวัดกับที่ว่าการอำเภอเก่าพังลงสาเหตุจากการสร้างเขื่อน
 
 
สะพานไม้แห่งใหม่ที่หลวงพ่ออุตตะมะสร้างขึ้น

              

สะพานไม้มอญปัจจุบัน     
                           
 
 
 
 
 
เราตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปตักบาตรในเวลา 6 โมงเช้า ขับรถข้ามสะพานปูนไปฝั่งมอญโดยโทรจองชุดตักบาตรล่วงหน้า ซึ่งพบในภายหลังว่าไม่จำเป็น เพราะมีวางขายอยู่หลายเจ้า และบางเจ้าขี่มอเตอร์ไซส์มาดักตั้งแต่ปากทางเข้าซอย ซึ่งเขาจะขี่นำไปให้จอดรถหน้าบ้านพร้อมบริการห้องน้ำฟรี เราซื้อไป 2 ชุด ก่อนเดินไปปลายสะพานเพื่อไปซื้ออีก 2 ชุด ที่ได้โทรจองไว้แล้ว ปัญหาคือ เราไม่มีปัญญาถือ ในเวลาเดียวกันคนละ 2 ถาด ทำไงดี มองหาที่วาง ก็เจอน้องขายหมูปิ้งใจดีให้ยืมโต๊ะมาวางใกล้กัน เราจึงลองชิมข้าวเหนียวหมูปิ้ง และซื้อไว้ใส่บาตร 5 ชุด

บรรยากาศตอนเช้าบนสะพาน
 
 
คุณป้าท่านขายดอกไม้

 

พระเดินบิณฑบาตรมาถึงจุดที่เรารอตอน 6:30 น.

ผู้คนรอบข้างอยู่ในภาวะเงียบ สงบ จิตมุ่งไปกับการรอคอยใส่บาตร

วันนี้มีพระบวชใหม่มาเดินบิณฑบาตรเพิ่มอีก 30 รูป ค่ะ

สังขละเมืองที่สามารถพบหมอกได้ทุกฤดู

 

 

สะพานบวบที่ยังคงใช้สำหรับขึ้นเรือไปเที่ยวชมเมืองบาดาล

 

 

 

น่าจะหนักมากเหมือนกันนะคะ ขวัญใจนักท่องเที่ยวในการถ่ายภาพ

...ดูหน้าพี่ผู้ชายที่อยู่ด้านหลังซิคะ ออกแนวทึ่ง เก่งจริงนะ...

ตลาดเช้าฝั่งมอญ หาขนมทานก่อนนะคะ
เราถือและเดินทานไปตามสะพาน บางท่านอาจว่าไม่สุภาพเดินไปกินไป
ระหว่างทางมีจุดให้แวะพักนั่งชมวิว เราฝากวางเอาไว้เพื่อถ่ายรูป
อยู่จุดนี้นานประมาณ 20 นาทีก็มีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งเดินมา 4-5 คน
และชี้ชวนกันดูว่า นี่เธอเห็นไหมฉันบอกแล้วไงว่าต้องมีคนมักง่ายมาทิ้งไว้แน่ ๆ
ฉันถึงไม่ซื้อเดินมา เพราะไม่รู้จะทิ้งที่ไหน
โอ้ ! คุณพระช่วย ตาเถรตกใต้ถุน
โดนระยะเผาขนขนาดนี้ เราจึงพูดตัดบท เพราะไม่อยากฟังอะไรมากไปกว่านี้ว่า
ไม่ได้ทิ้งนะคะ ของเราเอง ยังไม่ได้ไปไหน กำลังถ่ายรูปอยู่แถว ๆ นี้ เลยฝากวางไว้ก่อนค่ะ
 หน้าตาเราไม่แสดงอาการโกรธ คนว่า เลยมาพูดดีด้วยแทน แถมก่อนจากยังแซวและยิ้มให้เสียด้วย
ไม่จำเป็นต้องโกรธค่ะ เพราะมันไม่ใช่ความจริง
เราทำ เรารู้อยู่แก่ใจ ถ้าไม่ได้ทำจะสนใจไปไยคะ


 


 
ดื่มดำกับบรรยากาศยามเช้า ณ สุดแคว้นแดนตะวันตก จบแล้วก็ได้เวลาอำลา
-แล้วพบกันใหม่นะคะ สวัสดีค่ะ-
 

โดย see-you

 

กลับไปที่ www.oknation.net