วันที่ อังคาร มีนาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ร่วมกันผลักดันให้ มักกะสัน เป็นปอดผืนสุดท้ายของ กทม.


เมื่อวันที่ 18-20 มีนาคมที่ผ่านมา "เครือข่ายมักกะสัน" ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายภาคประชาสังคมหลากหลายองค์กรความร่วมมือ ได้จัดงานรณรงค์ผลักดันให้มีการสร้างสวนสาธารณะขึ้นในพื้นที่มักกะสัน เพื่อให้เป็น "ป่าในเมือง" และเป็นพื้นที่ปอดผืนสุดท้ายของกรุงเทพมหานคร

เนื่องจากปัจจุบันเราจะหาพื้นที่หลายร้อยไร่กลางเมืองหลวงเพื่อจัดทำเป็นสวนสาธารณะได้ยากยิ่ง และมักกะสันคือพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะสร้างปอดของมหานคร เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สีเขียวที่พลเมืองกรุงเทพฯ ช่วยกันออกแบบว่า "มักกะสัน" ควรเป็น "มักกะสันสวนสร้างสรรค์" ควรเป็นสวนสาธารณะที่มีชีวิต เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีสังคมอยู่ภายใน มีกิจกรรมสาธารณะสร้างสรรค์ โดยมีลมหายใจของชุมชนแวดล้อมรวมอยู่ด้วย

ปัจจุบันที่ดินมักกะสันมีเนื้อที่ประมาณ 497 ไร่ อยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งมีข่าวว่านักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ล็อบบี้รัฐบาลเพื่อจะขอเช่าทำเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ครบวงจร ถึงขนาดระบุบริษัทที่จะมารับเหมาก่อสร้างกันไว้แล้ว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ใจกลางเมือง และเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อทางคมนาคมต่างๆ ด้วย


ล่าสุดผู้บริหารการรถไฟฯ ได้เสนอจะยกที่ดินให้กระทรวงการคลังเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ดินย่านมักกะสัน เพื่อชดเชยภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิมต่อรัฐบาล โดยเบื้องต้นประเมินไว้ว่าจะล้างหนี้ได้ราว 60,000 ล้านบาท จากหนี้สินทั้งหมด 110,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เป็นเหตุและผลอะไรกัน เนื่องจากมักกะสันเป็นที่ดินของรัฐอยู่แล้ว และรัฐบาลมีหน้าที่บริหารกิจการรถไฟเพื่อการคมนาคมและขนส่งสาธารณะ กำไร-ขาดทุนขึ้นอยู่กับการบริหารของผู้บริหารการรถไฟฯ และรัฐบาลในแต่ละยุคเอง ข้ออ้างเรื่องนี้เหมือนจะมีเงื่อนงำเพื่อให้นายทุนหลังฉากคาบไปสร้างศูนย์การค้าคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่เสียมากกว่า

ศ.ระพี สาคริก กล่าวสนับสนุนให้พื้นที่ "มักกะสัน" ต้องเป็นสวนป่ากลางเมือง เป็นสวนสาธารณะที่มีชีวิตของคนกรุงเทพ!

 

เช่นเดียวกับผู้บริหารการรถไฟฯ รวมถึงรัฐบาลหลายยุคสมัยที่ผ่านมา ที่มักมีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในการบริหารที่ดินของการรถไฟฯ มาโดยตลอด ทั้งการฮั้วกับเอกชนและกลุ่มทุนในการเช่าที่ดินการรถไฟฯ ราคาถูกเป็นระยะเวลานาน และการจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์ต่อเอกชน แต่ด้านการพัฒนากิจการรถไฟให้ทันสมัยเพื่อการคมนาคมกลับไม่มีความคืบหน้า จนหลายคนคิดว่า สงสัยรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทขายรถยนต์แน่ๆ เพราะส่งเสริมแต่การสร้างถนนให้รถยนต์เท่านั้น แต่รถไฟไทยกลับไม่เคยพัฒนาขึ้นมาเลยในรอบ 30 ปี

หรือที่ผ่านมา พวกเขาคิดแค่ว่าจะพัฒนาที่ดินต่างๆ ของการรถไฟฯ อย่างไรดี เพื่อหาผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่ง "มักกะสัน" พื้นที่สีเขียวผืนสุดท้ายของกรุงเทพฯ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่า รัฐบาลและการรถไฟฯ จะพัฒนาที่ดินดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ส่วนใดในอนาคต เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ตามที่นายทุนอยากได้ หรือจะเป็นสวนสาธารณะกลางเมืองผืนสุดท้าย ที่จะเป็นปอดให้มหานคร

ทางแรกเพื่อผลประโยชน์เข้ากระเป๋า แต่ทางหลังเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ รวมถึงสุขภาพของพวกเขาเอง และครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของกรุงเทพมหานคร หากเราร่วมกันผลักดันให้มี "มักกะสันสวนสร้างสรรค์" เกิดขึ้น

เนื่องจากการสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่กับการปลูกต้นไม้สร้างสวนป่าสาธารณะกลางเมืองหลวงมีคุณค่าแตกต่างกันแน่นอน ทุกวันนี้กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพียงประมาณ 19,000 ไร่ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ที่เมืองต้องสร้างคุณภาพชีวิตของคนมากกว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะมลพิษและฝุ่นควัน ปริมาณดังกล่าวยังต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่ควรมีพื้นที่สีเขียว 15 ตร.ม.ต่อคน เกือบ 5 เท่าอีกด้วย เพราะหารเฉลี่ยแล้ว พื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ คิดเป็นประมาณ 3.3 ตร.ม.ต่อคนเท่านั้น

เชื่อหรือไม่ว่า กรุงเทพฯ เคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่การจราจรติดขัดอันดับหนึ่งของโลก และว่ากันว่ามีมลพิษสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกด้วยเช่นกัน นั่นคือสาเหตุที่ว่า ทำไมกรุงเทพฯ ไม่เคยติดอันดับเมืองน่าอยู่ของโลก แต่กลับติดเมืองน่าท่องเที่ยวของโลกเท่านั้น เพราะเมืองไทยมีแหล่งธรรมชาติสวยงามมากมายในท้องถิ่นต่างๆ ที่จะเดินทางไปต่อ กรุงเทพฯ จึงเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์และราคาถูก

แต่ด้วยมลพิษมากมายและสวนป่าในเมืองที่เหลือน้อย กรุงเทพฯ จึงเป็นแค่เมืองท่องเที่ยว คือเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่อาศัยในระยะยาว แต่เหมาะมาท่องเที่ยวในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น

หากใครเคยเดินทางไปเมืองใหญ่ๆ ในหลายประเทศ พื้นที่ป่าในเขตเมืองล้วนมีความสำคัญจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมือง เมืองที่สวยงามล้วนต้องมีต้นไม้ปกคลุมเขียวขจี มีสวนป่าให้ร่มเงาและออกซิเจน มีสวนสาธารณะที่มีชีวิต เพื่อให้เมืองเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยในบ้านตึกคอนกรีต ซ่ึ่งอาจทำให้พวกเขามีความคิดไปว่า อากาศที่พวกเขาหายใจมาจากแอร์!

ขนาดเมืองมหานครอันดับหนึ่งของโลกอย่างนิวยอร์ก ยังมี Central Park กลางเมืองใหญ่ ที่เป็นสวนป่าสาธารณะให้คนมาสร้างสรรค์ พักผ่อนและทำกิจกรรม ดังนั้น เมืองไม่ใช่ที่ที่จะมีแต่ศูนย์การค้าเท่านั้น แต่ต้องเป็นเมืองที่มีชีวิต มีป่า มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่จะให้พลเมืองพักผ่อนหย่อนใจและผลิต "ความคิด" ใต้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงของมนุษย์ และที่รวมความคิดสร้างสรรค์ของพลเมืองไม่ได้อยู่ที่ศูนย์การค้า แต่อยู่ที่พื้นที่สาธารณะที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีต่างหาก ที่ที่มีกิจกรรมทางสังคม มีศิลปวัฒนธรรม

ทุกวันนี้เมืองไทยมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ผุดขึ้นมากมาย และล้วนสร้างรายได้มหาศาลแก่เจ้าของห้าง พลเมืองกลายเป็นแค่ผู้บริโภคและเหยื่อแห่งการเอาเปรียบทรัพยากรของสังคมมาโดยตลอด

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า หากมีการสร้างมักกะสันคอมเพล็กซ์ขึ้นบนพื้นที่ดังกล่าว น่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าต่อปีเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดมหาสารคามทั้งจังหวัด และยังมากกว่าอีก 20 กว่าจังหวัดที่ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า และศูนย์การค้าแห่งใหม่นี้น่าจะใหญ่กว่าสยามพารากอน ที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอนถึง 2 เท่า เทียบเท่ากับจังหวัดมุกดาหารและอำนาจเจริญ

ศูนย์การค้ามีมากมายเต็มเมืองแล้ว แต่ต้นไม้และสวนป่ากลางเมืองยังขาดแคลนอยู่ นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราต้องผลักดันมักกะสันให้เป็นสวนป่ากลางเมืองหลวงในอนาคตอันใกล้นี้ มนุษย์เราสร้างตึกสูงเทียมฟ้ามากมาย แต่ลืมไปว่าอากาศที่หายใจนั้นมาจากต้นไม้

ในยุโรปหลายเมืองซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวเองก็ตาม หลายพื้นที่ในเมืองหลวงเต็มไปด้วยสถานที่พักผ่อนตามธรรมชาติที่งดงาม ที่เบอร์ลิน เยอรมนีเองก็มีสวนป่ากลางเมืองหลายที่ มีสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจมากมาย เพราะนโยบายของเขาอนุรักษ์ป่าดิบในเมืองไว้หลายจุด และหลายจุดเองถึงกับห้ามผู้คนเข้าไปทำลายระบบนิเวศ เพราะสวนป่าสาธารณะของพวกเขา คำว่า "สาธารณะ" ยังคงหมายถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่มากกว่าคน พวกเขาควรมีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ร่วมด้วย

มักกะสันคือพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดที่เราจะทำให้เป็น "ป่าในเมือง"เป็นสวนป่าสาธารณะที่มีชีวิต มีกิจกรรมสังคม ศิลปะ วัฒนธรรมต่างๆ ของคนกรุงเทพฯ และชุมชนแวดล้อมรอบข้าง พื้นที่สีเขียวนี้จะเป็น Landmark ที่สำคัญที่จะรองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเยือนมากถึง 50 ล้านคนต่อปีในขณะนี้และจะมากขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาจะอยู่กรุงเทพฯ ได้นาน ถ้ามี "มักกะสันสวนสร้างสรรค์" ที่มีทั้งสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ หรือลานวัฒนธรรม แบบที่ภาคประชาสังคมกำลังนำเสนออยู่ในขณะนี้

ขอมักกะสัน ปอดผืนสุดท้ายของ กทม. เป็นสวนป่ากลางเมืองแทนศูนย์การค้า.

(คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2558)

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑ 

ป.ล.1  "ธนญชัย ศรศรีวิชัย" อดีตผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก สนับสนุนป่ากลางเมือง เพราะคนทุกวันนี้นึกว่าอากาศมาจากแอร์! 

เขาได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้กำกับหนังโฆษณาที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในโลก(The Most Awarded Directors in The World) อันดับ 1 และ
ในปีถัดมา เขาหล่นจากตำแหน่งนี้ แต่หลังจากนั้นเขาก็กลับมาครองตำแน่งนี้อีก 5 สมัยรวด จนถึงปัจจุบัน ธนญชัยคือผู้กำกับที่ได้รับรางวัลจาก คานส์ไลออนส์มากที่สุดคนหนึ่งของโลก แต่เขาไม่เคยมารับรางวัล และ ไม่เคยมาร่วมงานนี้เลยแม้แต่สักครั้ง แต่ปีี่ 2010 เป็นปีแรกที่เขาเดินทางมาที่คานส์(แต่ไม่เข้าร่วมงานรับรางวัลอยู่ดี) โปรแกรม 3 วันที่คานส์ของเขาคือ มาพูดในงานปาร์ตี้ของฟีโนมีนา คุยงานกับเอเจนซี่กับประเทศต่างๆ หลบไปประชุมวีดีโอConference กับทีมงานและลูกค้าที่เมืองไทย รวมถึงคุยงานกับครีเอทีฟจากเมืองไทยที่คานส์ด้วย การคุยกับเขา รู้สึกได้ชัดเจนว่า ชีวิตของเขามุ่งสู่แนวทางการสลายตัวตน กลับไปอยู่กับความเรียบง่ายของธรรมชาติ และการส่งมองสิ่งดีๆ สู่ผู้อื่น เขาย้ำชัดว่า ไม่ต้องรู้จักตัวเขาก็ได้ ไม่ต้องรู้จักงานโฆษณา และ รางวัลเขาก็ได้ เพราะมันไม่ได้มีผลอะไรกับเขา แต่ถึงอย่างนั้น ขอแนะนำเขาสั้นๆ ว่า เขาคือผู้กำกับหนังโฆษณาสังกัดฟีโนมีน่า ทำหนังโฆษณาเรื่องที่สุดฮือฮา “ขอโทษประเทศไทย” แล้วก็หนังโฆษณาตลกๆ ภาพสีตุ่นๆ ตัวละครในเรื่องเป็นชาวบ้านๆแล้วก็ใช้เสียงโฆษกกวนๆ (เสียงเขาเอง) อย่าง จน เครียด กินเหล้า ทิชชูของสมาร์ทเพิรส์ สมูทอี เมืองไทยประกันชีวิต แพนทีน-ไวโอลิน แม่ต้อย พ่อใบ้ และหนังโฆษณาอีกนับไม่ถ้วน เขาบอกว่า ถ้ารู้จักเขาแล้ว ไม่ต้องจดจำเขาก็ได้ แต่รับรองว่าไม่มีใครลืมเขา 

"ผมอยากถามท่านว่า เงินคือผลประโยชน์สูงสุดในความคิดของท่านใช่หรือไม่ และเงิน คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของความเป็นมนุษย์ใช่หรือไม่ สำหรับผมแล้ว ผลประโยชน์และเงินมันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่า คุณค่า...

คุณค่าของมักกะสันจะเกิดขึ้นสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่แห่งนี้ ได้ทำให้มนุษย์อย่างเรา มีความรู้ มีความคิด มีปัญญา อันนำไปสู่ทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า...

...แปลกที่วันนี้ธรรมชาติเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราคิดถึง ทั้งๆ ที่มันทำให้เรามีลมหายใจ มีชีวิต ผมอยากให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย ใจเย็นๆ ตั้งสติดีๆ แล้วอยู่กับตัวเองสัก 1 นาที พิจารณา อยู่นิ่ง นิ่งจนท่านรู้ว่า ท่านยังหายใจอยู่ และคิดว่า อากาศที่หายใจอยู่มาจากไหน

และเมื่อเราจะตาย สิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ศูนย์การค้า ไม่ใช่คอมเพล็กซ์ที่ใหญ่สุดในเอเชีย แต่สิ่งที่เราต้องการ คือ ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ลมหายใจก็มาจากธรรมชาติ มาจากต้นไม้ วันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่าน ช่วงเวลาตัดสินใจระหว่าง การทำคอมเพล็กซ์ ที่ใหญ่ที่สุด กับทำป่ากลางเมืองที่ใหญ่ที่สุด แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้

หากท่านเลือกอย่างแรก สิ่งที่จะเกิดขึ้นแหล่งอ๊อกซิเจนของคนกรุงเทพ และคนไทยจะน้อยลงอย่างมหาศาล..."

ดูคลิปต่อได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=XPoaytLFhqY

ป.ล.2 เปิดโมเดล "มักกะสัน สวนสร้างสรรค์" รักษาปอดกรุงเทพฯ แทน "มักกะสันคอมเพล็กซ์" 

ข้อเสนอหรือโมเดลนี้ จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่! ก็คงอยู่ในกำมือของคุณแล้ว สนใจสามารถมาร่วมโหวต และชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริเวณชั้น 3 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงวันที่ 29 มี.ค.58 ณ ก่อนจะสรุปและผลักดันโมเดลดังกล่าวส่งเป็นข้อเสนอไปยังคณะรัฐบาลต่อไป

ที่มา → http://www.greennewstv.com/เปิดโมเดล-มักกะสัน-สวนส/

หนึ่งในประเด็นร้อนสนั่นโลกออนไลน์อยู่ขณะนี้ คือการที่กลุ่มคนจากภาคส่วนต่าง ๆ มารวมตัวกันเป็น เครือข่ายมักกะสัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาพื้นที่ย่านมักกะสัน ซึ่งเป็นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้เป็นยังคงพื้นที่สีเขียวแบบเดิม แทนการเปลี่ยนพื้นที่เป็นโครงการ ‘มักกะสันคอมเพล็กซ์’ เพื่อเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งและศูนย์กลางธุรกิจ ตามแผนการพัฒนาพื้นที่ที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เพื่อสร้างรายได้จากที่ดิน มาลดภาระหนี้ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งกำลังประสบปัญหาในการบริหารกิจการจนมีหนี้สินสะสมสูงกว่า 1 แสนล้านบาท

เนื่องจาก เครือข่ายมักกะสัน มองว่าการเปลี่ยนพื้นที่กว่า 500 ไร่ของมักกะสันเป็น ‘มักกะสันคอมเพล็กซ์’ เป็นการทำลายพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางกรุง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปอดสำหรับคนกรุงเทพฯ เลยทีเดียว อีกทั้งพื้นที่แห่งนี้ยังมีความเป็นมาที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้ ทั้งโรงซ่อมหัวรถจักร สุสานของโบกี้รถไฟที่ปลดประจำการแล้วและมีอายุกว่า 90 ปี ซึ่งได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามอีกด้วย

 

โดยการปรับพื้นที่มักกะสันที่มีกว่า 500 ไร่เป็น ‘สวนสร้างสรรค์’ คือข้อเสนอหรือโมเดลจาก เครือข่ายมักกะสัน ซึ่งมองว่าเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะคำนึงถึงทั้งปัจจัยทางด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านคุณภาพชีวิตควบคู่กันไป

 “มักกะสันคืออนาคตของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ด้วยขนาดของพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ ถ้าทำอะไรขึ้นมามันย่อมส่งผลกระทบต่อเมืองเป็นวงกว้าง เพราะว่ามันเป็นพื้นที่รับน้ำในปริมาณมหาศาล เป็นพื้นสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่สีเขียว มันเลยมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนรูปแบบของสิ่งแวดล้อมเมือง” ยศพล บุญสม ตัวแทนเครือข่ายมักกะสัน กล่าว

 

 ซึ่ง 14 องค์ประกอบของโมเดล ‘มักกะสัน สวนสร้างสรรค์’ นั้นประกอบด้วย..

1.พื้นที่พัฒนาร้อยละ 20 และพื้นที่เปิดโล่งร้อยละ 80

2.พื้นที่รับน้ำและบำบัดน้ำด้วยพืชขนาดใหญ่ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและน้ำเสียงของเมือง

3.หอชมวิว เพื่อผลิตพลังงานลมไว้ใช้ในสวนและพื้นที่โดยรอบ

4.พื้นที่สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่และโดมพันธุ์ไม้จัดแสดง เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไม้ไทย

5.พื้นที่สวนสาธารณะระดับย่าน เพื่อการพักผ่อนทางกีฬาและศิลปวัฒนธรรม เป็นการส่งเสริมสุขภาพทุกเพศและวัย

6.สวนหลังคาขนาดใหญ่ เพื่อเป็นที่พักผ่อน ชมวิวทิวทัศน์เมือง และ Urban Farming เชื่อมต่ออาคารและพื้นที่สวนไว้ด้วยกัน

7.พื้นที่กิจกรรมใต้หลังคาที่มีลมผ่านสบาย กันแดดและฝน เพื่อใช้เป็นพื้นที่กิจกรรมเมืองได้ทั้งปี

8.ทางเดินลอยฟ้า เพื่อเชื่อมการเข้าถึงจากย่านโดยรอบ

9.อาคารโกดังและโรงงาน ที่มีการปรับเปลี่ยนสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมและศิลปะ

10.สนามหญ้าขนาดใหญ่รองรับเทศกาลงานเมือง

11.อาคารกิจกรรมใต้หลังคาขนาดใหญ่ สำหรับพิพธภัณฑ์ศิลปะระดับโลก อาคารแสดงนิทรรศการและสินค้าแบบร่วมประโยชน์ ศูนย์วิจัยนวัตกรรมไทย ร้านอาหาร ร้านค้า สนามกีฬาในร่ม และศูนย์การเรียนรู้ของเด็ก

12.พื้นที่ป่าในเมืองและพื้นที่ชายน้ำ เพื่อเป็นแหล่งพักพิงของนกและแมลง

13.ถนนและที่จอดรถลงใต้ดิน เพื่อลดมลภาวะและเน้นการจราจรสีเขียว

14.สวนเพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียน ผนวกทางรถไฟเดิม เพื่อสะท้อนความเป็นย่านและสื่อสร้างสรรค์ต่าง ๆ

 

 “ถ้ามันมีสวนสร้างสรรค์เกิดขึ้นมา คนกรุงเทพฯ และคนไทยจะได้ทั้งพื้นที่สีเขียว ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาจากการท่องเที่ยว ทั้งช่วยปรับปรุงพื้นที่รับน้ำของเมือง ทั้งช่วยเพิ่มออกซิเจนกว่า 400 ตันต่อปีทั้งรองรับกิจกรรมอื่น ๆ ของคนในสังคมได้อีกด้วย” ยศพล บุญสม ตัวแทนเครือข่ายมักกะสัน กล่าว

 พร้อมกันนี้ เครือข่ายมักกะสัน มี 3 เป้าหมายในการผลักดันให้โมเดล ‘มักกะสัน สวนสร้างสรรค์’ เกิดขึ้นได้จริง คือ เป้าหมายเบื้องต้น เป็นการทำงานในช่วง 3 เดือนแรก โดยจะสร้างความตระหนักให้คนในกรุงเทพฯ รู้ว่าเหลือพื้นที่สีเขียวผืนสุดท้ายอยู่ใจกลางเมืองหลวง และคนกรุงเทพฯ รวมทั้งคนไทยทั้งประเทศควรพิจารณาร่วมกันว่าอยากให้พื้นที่แห่งนี้เป็นอะไร เป้าหมายระยะกลาง เป็นการทำงานหลังจากผ่านในช่วง 3 เดือนแรกไปแล้ว โดยจะผลักดันให้รัฐบาลเปิดเวที เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ลงประชามติว่าต้องการให้พื้นที่มักกะสันเป็นอะไร และ เป้าหมายสูงสุด คือพื้นที่มักกะสันกลายเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ ส่วนรายละเอียดการบริหารจัดการพื้นที่ จะมาจากการตัดสินใจร่วมกันของคนไทย

 ซึ่งข้อเสนอหรือโมเดล ‘มักกะสัน สวนสร้างสรรค์’ นี้ ยังคงเปิดพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนไปจนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2558 ณ บริเวณชั้น 3 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ก่อนจะสรุปและผลักดันโมเดล ‘มักกะสัน สวนสร้างสรรค์’ จากเครือข่ายมักกะสัน พร้อมทั้งข้อเสนอเพิ่มเติมจากประชาชนไปยังคณะรัฐบาลต่อไป

(วรัญญา จันทราทิพย์ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม Green News Tv รายงาน)

 

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net