วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไทยผนึกสิงคโปร์บินดับไฟป่า


             กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างสูงในการแก้ไขปัญหา “หมอกควัน” ในพื้นที่ภาคเหนือร่วมกับกองทัพบก และกองทัพอากาศสิงคโปร์ โดย พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร โฆษกกองทัพอากาศ ระบุว่า ภารกิจของ ทอ. คือ การบินเพื่อโปรยละอองน้ำลดหมอกควันในเขตเมือง ควบคู่ไปกับภารกิจค้นหาไฟป่าแล้วแจ้งพิกัดให้เครื่องบินบรรทุกน้ำเข้าดับไฟ

             ทอ.ได้จัดอากาศยานเพื่อสนับสนุนภารกิจ ได้แก่ เครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก (BT-67) จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติภารกิจโปรยน้ำสลายหมอกควัน และใช้กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ เป็นฐานบินโปรยน้ำ 4 เที่ยวต่อวันต่อเครื่อง รวมแล้ววันละ 8 เที่ยวบิน โดยแต่ละเที่ยวจะบรรทุกน้ำครั้งละ 3,000 ลิตร

             เครื่องบินโจมตีและธุรการ แบบที่ 2 (AU-23 A) จำนวน 3 ลำ โดย 2 ลำแรกปฏิบัติภารกิจบินกระจายเสียงในพื้นที่ต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ไม่ให้ประชาชนเผาป่า และขอให้ช่วยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่หากพบว่ามีไฟป่าเกิดขึ้น ส่วนอีก 1 เครื่อง จะปฏิบัติภารกิจบินลาดตระเวนทางอากาศ เพื่อค้นหาจุดที่มีไฟป่า แล้วแจ้งพิกัด และข้อมูลให้อากาศยานบรรทุกน้ำเข้าไปดับไฟ เครื่องบิน AU-23 A จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อน คือ กล้อง FLIR (Forward Looking Infrared Radar) เมื่อพบจุดที่มีไฟป่าก็จะส่งสัญญาณภาพ VDL (Video Down Link) มายังศูนย์ประสานงานกองบิน 41 เพื่อแจ้งพิกัดให้เครื่องบินของ ทบ.ไทย และทอ.สิงคโปร์ เข้าไปปฏิบัติภารกิจดับไฟป่า

             สำหรับภารกิจในส่วนของ ทบ.ไทย ได้จัดเฮลิคอปเตอร์ รุ่น MI 17 จำนวน 2 ลำ และ ฮ.รุ่น UH 1-H หรือ “ฮิวอี้” จำนวน 3 ลำ ขณะที่ ทอ.สิงคโปร์ ส่งชีนุก 2 ลำ มาช่วย

             สิงคโปร์ส่งเครื่องบินเข้ามาสนับสนุนไทยในช่วงการฝึกโคปไทเกอร์ร่วมกับ ทอ.ไทย และทอ.สหรัฐอเมริกา โดยการฝึกโคปไทเกอร์มีการฝึกบรรเทาภัยพิบัติด้วย ทาง ทอ.สิงคโปร์จึงส่งเครื่องบินมาช่วยเหลือไทย ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจในการช่วยเหลือมิตรประเทศ และเป็นการฝึกในสถานการณ์จริงด้วย

             อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาหมอกควันที่ผ่านมาเป็นเพียงการ “บรรเทา” ไม่ให้ปัญหาวิกฤติมากขึ้นเท่านั้น เพราะการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงต้องแก้ที่พื้นราบ โดยเฉพาะการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกของประชาชนในพื้นที่ และการเข้าไปดับไฟของหน่วยภาคพื้น โดยจากการบินที่ผ่านมาพบว่า พื้นที่ที่เกิดเพลิงไหม้ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่ามากกว่าพื้นที่ราบ

             ส่วนภารกิจในขั้นตอนต่อไป ทอ.ได้จัดเตรียม “เครื่องบินฝนหลวง” จำนวน 12 ลำ แบ่งเป็น เครื่องบินรุ่น AU-23 A จำนวน 6 ลำ เครื่องบิน BT-67 จำนวน 4 ลำ และเครื่องบินขับไล่รุ่น อัลฟ่าเจ็ตจำนวน 2 ลำ โดยเครื่องบินอัลฟ่าเจ็ตมีภารกิจพิเศษ คือ การบินขึ้นในระดับสูงไปโจมตี “เมฆเย็น” เพื่อสกัดก้อนน้ำแข็งที่จะทำให้เกิดลูกเห็บ

             สำหรับภารกิจฝนหลวงคงเป็นการแก้ไขปัญหาในขั้นตอนต่อไป โดยที่ผ่านมายังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากยังไม่มีกลุ่มเมฆฝนเพียงพอ โดยได้ประจำการฝูงบินฝนหลวงไว้ในพื้นที่ภาคเหนือ คือ กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ และกองบิน 1 จ.นครราชสีมา เพื่อเตรียมปฏิบัติภารกิจลดหมอกควัน และช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่เป้าหมายด้วย

โดย คมชัดลึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net