วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวลาไม่รอสมมุติ เวลาไม่คอยใคร


 

                                                              

                                                              ภาพโดย   กมล  หอมกลิ่น Artis : Kamol Homklin

 

                                                                      " เวลาไม่รอสมมุติ เวลาไม่คอยใคร "

 

       เวลาดำเนินไปเรื่อยๆและมั่นคงที่สุด    " เวลา  "   ถือว่าเป็นความจริงที่เที่ยงแท้อย่างหนึ่ง  ยุติธรรมกับทุกๆสรรพสิ่ง

เวลาอีกเช่นเดียวกัน   ที่เดินข้ามผ่านกาลเวลานั้นๆส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก   เวลาเดินทางไปเรื่อยๆ

โลกก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเช่นกัน   แตกต่างกันที่อายุขัยในสพรรสิ่ง   ผีเสื้อผู้อายุขัยสั้น   คานเป็นหนอน  ตกไข่  

ฝักตัวเป็นดักแด้   ลอกคราบเตรียมพร้อมโบยบิน   เสพสายลม   ดอมดมหัวน้ำหวาน   แล้วขยายเผ่าพงษ์

ในวงจรแห่งสังสารวัฏ  เมื่อเฝ้าดูระบบชีวิตผีเสื้อวิถี    ทุกๆนาทีมันมีค่ามากเหลือเกิน  มันคือการเปลี่ยนแปลง

 มันคือการเปลี่ยนผ่านเดินข้ามอดีต  มันมีเพียงวันพรุ่งนี้มันมีเพียงอนาคต   ชีวิตในวงจรของผีเสื้อมันชั่งแสนสั้น

สั้นจนไม่หลงเหลือแม้เพียงการอาลัยอาวรกับอดีตเลย   เพราะมันแปลว่า.............................

                                    " พรุ่งนี้มันอาจไม่มีโอกาสได้กลางปีกบินได้อีก "    ซึ่งต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง

 

 

                                                         ภาพโดย   กมล  หอมกลิ่น Artis : Kamol Homklin

                 

        มนุษย์ผู้ติดอยู่กับสมมุติ      สมมุติเสมือนกับอุปาทาน   โดยมนุษย์สร้างไว้  แหล่งที่อยู่ของ  "อุปาทานและสมมุติ  "

คือใจของมนุษย์    การยึดติดซึ่งวัตถุภายนอกในมนุษย์   เรายึดเอาสมมุติเป็นที่ตั้ง   สมมุติเป็นตัวแทน  ของอารมณ์  

เป็นตัวแทนของความคิดฝัน   สมมุติที่หนักหาในมนุษย์  คือ   การสร้างบรรทัดฐานความถูกผิด    ความชอบไม่ชอบ  

โดยการน้อมนำเอาอารมณ์ตัวตนมาเป็นใหญ่  กำหนดให้ใจตัวเองใหญ่ยิ่งมันจึงเป็นเรื่องยุ่ง  เพราะไม่มีใครเลยบนโลกใบนี้

ที่จะสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องถูกใจไปเสียทุกอย่าง  แม้แต่ตัวเองในหลายๆเรื่องของตัวเองบ้างครั้งเรายังไม่พอใจตัวเองเลย

แม้แต่ตัวเจ้าของ  เรื่องที่เจ้าตัวกระทำเจ้าตัวยังไม่พอใจเท่าไรเลย  หากเวลาย้อนคืนผ่านมาได้

ก็อยากย้อนกลับไปแก้ไขเหตุการณ์   ให้เรื่องราวและเหตุการณ์ดังกล่าวเราไม่ติดค้างกับอดีต  พาให้ปัจจุบันเป็นสุข  

รวมถึงเหตุการณ์ในอนาคต  หวังให้มีแต่สิ่งดีๆผ่านเข้ามาในชีวิต   "  มนุษย์ผู้ถวิลหาหาความพอเพียงของหัวใจไม่เจอ"    

หวังมากในทุกๆเรื่องที่สามารถเอาใจไปจับไปผูกติดในทุกๆเรื่องใน  "โลกาแห่งนี้  "  

                                               หวังในรักมากมาย     หมายที่จะครอบครอง

                                               ห่วงที่มากมาย          กลายเป็นหวงจึงเกิดทุกข์ทั้งสองฝั่ง

                                               ตัวเราอารมณ์เราและความคิดของเรา  คือ  กฎหมาย  แต่เอาไปใช้กับผู้อื่น

ดูอารมณ์ตัวเองมากไป    สนใจอารมณ์และใจตัวเองมากไป   ใจของคนอื่น   อารมณ์ของคนอื่น

จึงเป็นสิ่งหลังๆที่คนเราจะมองเห็น  มนุษย์จึงกลายเป็น " คนนิสัยเสีย  "  เอาแต่อารมณ์ของตัวเองเป็นใหญ่  

เพราะ  "  ตัวตนนี้แหละ  "  มันจึงเกิดเรื่องยุ่งในหลายๆเรื่อง  ผูกพันกันไปเป็นสุขชั่วคราวและเป็นทุกข์ในที่สุด  

เพราะเราฝืนกับกติกาแห่งความสมดุลถ่วงดุล   คือความเป็นกลาง  การทำเข้าใจ   การรับฟัง  

เมื่อเหตุผลเราสำคัญ  เหตุผลของคนอื่นก็สำคัญเช่นกัน    เมื่อใจเรายิ่งใหญ่หนักแน่น   ใจของเขาก็ยิ่งใหญ่

หนักแน่นมีความเป็นตัวตนเช่นกัน    ในทุกๆเรื่องมันก็เป็นเช่นนี้   เพราะขึ้นชื่อว่ามนุษย์

ความอยากก็พอๆกัน   ความต้องการก็พอๆกัน   เมื่อไม่มีการทำความเข้าใจ  ลาราวาศอก  ผ่อนปน  ประนีประนอม

จะมีสิ่งใดๆที่จะทำให้  "มนุษย์หันกลับมามองใจผู้อื่น"   มันคงไม่มีคำตอบใดๆ.....................................

 " การแก้ปัญหาในมนุษย์ผู้ที่ยังกำเอาตัวตนไว้แน่น"ก็คงไม่กี่ทางคือ  

                                                   :  หลีกออกหนีออก  จากสิ่งที่ไม่ได้เป็นดังใจ

                                                   :  เพิ่มความเป็นตัวตนให้มากขึ้นเพื่อสยบทุกสิ่ง

ล้วนเป็นเพียงการเดินทาง ที่หลงทิศหลงทาง  มันเป็นเพียงการชลอความทุกข์เพียงชั่วเวลา

" ตัวตนเป็นสิ่งสำคัญ  และไม่สำคัญ"  อะไรเลย   เรื่องยุ่ง  ก็เพราะตัวตน    ทุกข์มาก   ก็เพราะตัวตน    

และมีความสุข  ก็เพราะตัวตน  ก็คงต้องมองย้อนกลับมามองมันแล้วว่า   " ตัวตน “ 

มนุษย์ให้ความสำคัญกับคำๆนี้เช่นไร"

 

 

                                                       ศิลปิน   กมล  หอมกลิ่น Artis : Kamol Homklin

 

        เวลาผ่านไปคล้ายๆกับสายลมเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า   สายลมที่พัดมากระทบกาย  ที่ทำให้เราฉ่ำเย็นชั่วครู่  

สายลมวูบนั้น  มันจะกลับมาพัดให้กระทบกายอีกครั้งหรือไม่  รู้ได้เพียงลมที่มันยังพัดให้ความเย็นอยู่เรื่อยๆ

เป็นหนึ่งวงจรของวัฏจักร   เวลาหมุนเดินไป   มนุษย์ก็หลงอยู่กลับสมมุติอย่างเต็มขั้น

ซึ่งแตกต่างจากวิถีผีเสื้อ     การเดินทางของชีวิตชั่งตรงไปตรงมา   เป็นหนอน  เป็นไข่ เป็นดักแด้ 

เป็นผีเสื้อ   เกิดมาเพื่อตายไป      ชั่งต่างกับมนุษย์ผู้หลงใหลยึดเอาแต่สมมุติเป็นที่ตั้ง  

 หล่อเลี้ยงสมมุติจนเติบโต     เมื่อสมมุติเติบโตแล้วมันกับทรยศ    กลับกลายมาควบคุมมนุษย์แทน

อาหารของสมมุติ   คือ   ใจมนุษย์   ความอยากได้ใคร่มีทั้งหลาย  มนุษย์หลงทางอยู่กับสมมุติเกือบทั้งชีวิต

ไม่ได้ไปไหนเลย      ติดอยู่กับสุขในสมมุติ  และทุกข์ในสมมุติ     วุ่นวาย  “จนกว่าอายุขัยจะวอดวาย”

เมื่อนั้นแหละจึงจะสิ้นสมมุติ       กระนั้นเมื่อระลึก   ถึงมรณา  ระลึกถึงความตาย  

สิ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กระทำก่อนตายที่ยึดถือก่อตายทั้งสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนมนุษย์

รวมถึงตัวเรามันน่าสมเพชยิ่ง      เพราะเราไปหลงทางกับอะไรกันหนอมนุษย์เรา…………………..

เมื่อสิ้นอายุขัยความตายก็บังคับให้  “ปล่อยวางเสียทุกอย่าง  “  แม้กระทั้งกายสังขารที่ยึดมั่นหนักหนา

กำหนดเป็นตัวตนหนักนา   เป็นที่อาศัยจิตใจที่กุมเอาความหนักหนาไว้เสียเต็มกำลัง

                                    “เมื่อสิ้นชีวาวาด      ก็ผงธุลี  ดีๆนี้เอง  “

                                   “ เวลาไม่รอสมมุติ เวลาไม่คอยใคร”    

                                    “สติอยู่ที่ไหน  ความสงบอยู่ที่นั้น”

จะยึดถืออันใดให้หนักหนา  ก็เพราะว่า ทุกอย่างมันว่างเปล่าจริงๆ……………………………………

 

    

 

                       บทความโดย  กมล  หอมกลิ่น : Kamol Homklin

                       ภาพประกอบโดย  กมล  หอมกลิ่น Artis : Kamol Homklin

 

 

 

 

 

โดย RuKKamol

 

กลับไปที่ www.oknation.net