วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การแก้ปัญหา แรงงานทาสในอุตสาหกรรมการประมง


 ภาพจาก facebook Thapanee Ietsrichai

ตามที่ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลแรงงานประมงไทยในหมู่เกาะโมลุกกะ ประเทศอินโดนีเซีย มาแล้วหลายเดือน ข้อเท็จจริงพบว่ามีแรงงานประมงชาวไทยตกค้างอยู่ที่เกาะเบนจินา เกาะอัมบน ประเทศอินโดนีเซีย เป็นจำนวนหลายร้อยคน นอกจากนี้หลายคนยังคงตกค้างอยู่ที่นั่นหลายปีมาแล้ว เพราะไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้

เนื่องจากแรงงานประมงส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง รวมถึงแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชา พม่า และลาว ที่เป็นเหยื่อของนายหน้าในขบวนการค้ามนุษย์ที่ถูกหลอกลวงว่าจะให้มาทำประมงในน่านน้ำไทย แต่กลับถูกส่งมายังอินโดนีเซีย โดยใช้เอกสารปลอมระบุชื่อเป็นคนสัญชาติไทยด้วย ซึ่งทำให้เรือประมงของผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินงานร่วมกับอินโดนีเซีย ถูกทางการสั่งให้จอดอยู่ที่เกาะเบนจินาจำนวนกว่า 50 ลำ เนื่องจากถูกอ้างว่าทำการประมงโดยละเมิดสิ่งแวดล้อมและใช้เอกสารปลอม

แรงงานประมงเหล่านี้ถูกบังคับให้ทำงานเยี่ยงทาสบนเรือประมงตลอด 24 ชั่วโมง แทบไม่ได้พักผ่อน ถูกบังคับให้ทำงานทั้งกลางวันกลางคืนจนร่างกายทนไม่ไหว บางคนถูกล่อลวงมาทำงาน บางคนไม่เคยขึ้นเรือประมงมาก่อนก็เจ็บไข้ได้ป่วย หรือสติฟั่นเฟือนไปเลยก็เคยมีข่าวออกมา หลายคนบอกว่าสภาพการทำงานบนเรือไม่ต่างจากนรกบนดิน แต่ที่นั่นหนีก็ไม่ได้ เจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องทำงาน นอกเสียจากจะโดดลงน้ำหนีไปพร้อมกับความตาย

คนใกล้ชิดที่ผมรู้จักคนหนึ่งก็เคยถูกล่อลวงไปเป็นแรงงานทาสบนเรือประมงอยู่หลายเดือน กว่าจะหนีกลับมาได้อย่างหวุดหวิดหลังไต้ก๋งเรือสั่งให้ไปซื้อของตอนกลับเข้าฝั่ง เรือประมงส่วนใหญ่หาปลาอยู่กลางทะเลประมาณ 2 เดือน และเข้าฝั่งเอาปลาไปส่งท่าเรือเพียง 5 วัน และคนงานบนเรือได้พักผ่อนจริงๆ แค่ 2 วันเท่านั้น สภาพการทำงานบนเรือที่เลวร้ายกว่าที่ใครๆ คิด ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานอย่างร้ายแรง



เมื่อเรือประมงของไทยกว่า 50 ลำถูกทางการอินโดนีเซียจับไว้เนื่องจากเข้าไปทำประมงในเขตน่านน้ำของเขา เนื่องจากลูกเรือมักเป็นแรงงานเถื่อนที่นำมาใช้เป็นแรงงานทาส เข้าใจได้ว่าหากทางการอินโดนีเซียตัดสินใจปล่อยให้เรือเหล่านี้เดินทางกลับ ก็มีความเป็นไปได้ว่าเหยื่อค้ามนุษย์ทั้งชาวกัมพูชา พม่า และลาว ที่ถูกนายหน้าชาวไทยและชาวพม่าล่อลวงให้มาทำงานเหล่านี้ อาจไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ เนื่องจากใช้เอกสารปลอมทั้งหมด และพวกเขาคงจะต้องใช้ชีวิตบนเรือต่อไปตลอดชีวิต

เรื่องนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า พวกเขาเป็นแรงงานเถื่อนและแรงงานทาสบนเรือประมง และขบวนการค้ามนุษย์ในธุรกิจอุตสาหกรรมการประมงในบ้านเรามีอยู่จริง!

การลงพื้นที่ของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) พบว่ามีแรงงานบางคนที่ถูกล่อลวงให้มาทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี แต่ถูกทิ้งให้อยู่บนเกาะจนปัจจุบันอายุ 30 ปีเศษ ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ เพราะไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง และเมื่อถูกจับได้ก็ถูกลอยแพ หรือ "ตกเรือ" มาจนถึงวันนี้ โดยที่ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือ



บนท่าเรือเกาะเบนจินาเองยังมีสถานที่กักกันหรือคุกของเอกชนที่ทางการให้ความร่วมมือ เพื่อนำลูกเรือซึ่งไต้ก๋งตัดสินว่ากระทำความผิดไปคุมขังไว้ด้วย ดังที่พบว่าแรงงานประมงชาวไทยถูกคุมขังอยู่ที่นั่นหลายเดือนโดยขาดการเข้าถึงสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม เพราะนั่นมันคือคุกเถื่อนดีๆ นี่เอง

ถ้ามีคุกเถื่อนก็ต้องมีศาลเตี้ย ไม่น่าเชื่อว่าเราจะพบหลุมฝังศพเรียงรายบนเกาะแห่งนั้น ซึ่งเป็นที่พักพิงของแรงงานประมงเถื่อนและแรงงานทาสหลายสัญชาติ ราวกับภาพยนตร์โจรสลัดเรื่องหนึ่ง ที่มีเบื้องหลังความทารุณเป็นบริษัทเดินเรือประมงนอกกฎหมาย พวกเขาใช้คนงานมาเป็นแรงงานทาสในเรือประมงมาหลายสิบปี โดยที่กฎหมายสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนไม่สามารถเข้าไปถึงท้องทะเลอันไกลโพ้น

 เบื้องหลังความสวยงาม คือความขมขื่น (ภาพสมพงษ์ สระแก้ว)

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่แรงงานประมงชาวไทยหลายคนต้องพบจุดจบอยู่ที่นั่น และถูกฝังร่างไร้ชื่อปักป้ายเพียงว่า "Thailand" ไว้ให้มาตุภูมิคิดถึง แต่ญาติมิตรพี่น้องไม่เคยได้ข่าวคราวว่าพวกเขาหายไปไหนและอยู่ที่ใด และหากสื่อมวลชนไม่สามารถเข้าถึงเรื่องราวเหล่านี้ เรื่องราวต่างๆ ก็คงเงียบหายเหมือนสายลมทะเลตะวันออก

แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลทั้งสองประเทศกำลังพยายามหาทางช่วยเหลือ โดยเฉพาะแรงงานทั้งหลายที่แสดงเจตจำนงต้องการกลับมาตุภูมิ พวกเขาควรได้กลับบ้าน

รัฐบาลอินโดนีเซียและไทยควรดำเนินการสำรวจและแยกแยะแรงงานประมงชาวไทยที่ถูกล่อลวงมาใช้แรงงานเถื่อนที่ยังคงติดค้างอยู่อีกหลายร้อยคนบนเกาะต่างๆ รวมถึงแรงงานประมงถูกต้องตามกฎหมายที่ประสงค์ต้องการเดินทางกลับประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ โดยไม่ถูกบริษัทเรือประมงล่อลวงไปใช้แรงงานทาสบนเรือซ้ำอีก

สำหรับผู้ที่ไม่ได้กลับบ้าน รัฐบาลในประเทศอาเซียนควรร่วมมือดำเนินการตรวจสอบและพิสูจน์อัตลักษณ์ของแรงงานประมงที่เสียชีวิต และถูกฝังกลายเป็นศพนิรนามกว่าร้อยชีวิตอยู่ที่เกาะเบนจินา เพื่อพาพวกเขากลับบ้านไปทำพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

สำหรับรัฐบาลไทย เป็นไปได้ไหมว่า ในเมื่อตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 กระทรวงมหาดไทย ในฐานะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) และฝ่ายปกครอง ในฐานะผู้มีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดอาญาตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยมีปลัดอำเภอ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน เป็นพนักงานฝ่ายปกครอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ช่วยเหลือนายอำเภอในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในท้องที่ตำบล หมู่บ้าน และชุมชน

พวกเขาควรรีบออกประกาศให้ลูกบ้านแต่ละหมู่บ้านแจ้งเบาะแสถึงสมาชิกที่หายไปเป็นแรงงานเถื่อนในธุรกิจเรือประมง เพื่อจัดทำรายชื่อ ตามหา และจัดระบบบัญชีนายจ้างเรือประมงให้ชัดเจนกันใหม่ รวมถึงการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติบนเรือประมงไทยทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ตามกฎหมายและหลักสิทธิแรงงานที่พวกเขาควรได้รับ และมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น รวมถึงแก้ปัญหาระบบส่วยในวงจรดังกล่าว อย่าปล่อยให้ปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทย ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหายอีกต่อไปเลย

ทำได้เท่านี้ ประเทศไทยก็จะไม่ถูกขึ้นบัญชีดำในรายงานการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอีกต่อไป และสหภาพยุโรปคงดีใจนำเข้าอาหารทะเลไทยเพิ่มขึ้น.

[คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2558]

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net