วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รัฐทหาร และการเมืองแบบ Military Officer?


หลังจากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 3/2558 เพื่อใช้อำนาจ รัฏฐาธิปัตย์สูงสุดตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ทดแทนกฎอัยการศึกที่ถูกยกเลิก ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายอย่างกว้างขวาง

สหรัฐอเมริกามองว่า การนำมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาใช้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น ไม่ช่วยนำความเป็นประชาธิปไตยกลับคืนมา พวกเขาอยากเห็นการยกเลิกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น และยกเลิกการควบคุมตัวบุคคลจะไม่เกิดขึ้นภายใต้มาตรา 44 หรือกฎหมายใด

ขณะที่ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า การที่ผู้นำไทยเปลี่ยนมาใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้น ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น จะทำลายเสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งล้มล้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทำให้การยกเลิกกฎอัยการศึกไม่มีความหมายสำคัญแต่อย่างใด

สหภาพยุโรปเองก็ได้แถลงว่า การนำคำสั่งเลขที่ 3/2558 มาใช้แทนที่กฎอัยการศึก ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยคืบหน้าเข้าสู่การมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยที่สามารถตรวจสอบได้แต่อย่างใด และศาลทหารนั้นไม่ควรถูกนำมาใช้ในการพิจารณาคดีกับพลเรือน ในฐานะมิตรและหุ้นส่วนของประเทศไทยพวกเขาเห็นว่า หลักนิติธรรม การปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ควรเป็นฐานในกระบวนการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนก็ออกมาชี้ว่า คำสั่งข้อหนึ่งได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด และได้กำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น คำสั่งนี้มีเนื้อหาที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนมากยิ่งขึ้นกว่ากฎอัยการศึก และรัฐบาล พวกเขามีความห่วงใยร่วมกันว่า การออกคำสั่งในข้อดังกล่าวเป็นการให้ดุลพินิจกับเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างกว้างขวาง หากไม่มีหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติที่ชัดเจน

ขณะที่ คสช.และรัฐบาลเอง ต้องการลดแรงเสียดทานจากประชาคมโลกต่อการยึดอำนาจการปกครอง โดยการประกาศยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกที่มีอายุกว่า 100 ปี โดยหันมาใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแทน มองในด้านหนึ่งก็มีความพยายามกำหนดคำสั่งออกมาเป็นเรื่องๆ ทั้งสิ้น 14 ข้อ แต่ 14 ข้อนั้นกลับเป็นเรื่องการใช้อำนาจ Absolute และ unlimited แทนในความเห็นของสื่อต่างประเทศ

ประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ การมีคำสั่งให้ทหารที่มีชั้นยศร้อยตรีขึ้นไปของทั้ง 3 เหล่าทัพ เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเหมือนกันทั่วประเทศ มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัว มาให้ถ้อยคำ ส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมอบอำนาจให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเป็น "พนักงานสอบสวน" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย

การที่ทหารกลายเป็นพนักงานสอบสวน ย่อมขัดต่อหลักการคานอำนาจตามหลักนิติธรรม ที่ควรแยกอำนาจสืบสวนและสอบสวนออกจากกัน ดังที่เกิดปัญหาเสมอมาในกระบวนการยุติธรรมไทย หลังจากให้อำนาจสืบสวนสอบสวนเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเดียว ในขณะที่ในหลายประเทศมอบหน้าที่เหล่านั้นให้อัยการ หรือหน่วยงานเฉพาะ

รัฐบาลอาจจะคิดว่าพยายามจะใช้อำนาจให้น้อย ที่สุด แต่การเขียนอำนาจไว้ให้มากที่สุดตามคำสั่งดังกล่าวย่อมทำให้ประชาคมโลกห่วงใยไม่มากก็น้อย เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยมีกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงฉบับใดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเป็นพนักงานสอบสวนมาก่อน

ตอนนี้เหมือนสังคมไทยอยู่ในยุคสงคราม พลเรือนต้องขึ้นศาลทหาร เจ้าหน้าที่ทหารยังกลายมาเป็นพนักงานสอบสวนอีก ซึ่งก็คือการแก้ปัญหาแบบทหาร หรือการเมืองแบบ Military Officer นั่นเอง

จะว่าไปแล้ว ที่ผ่านมาประเทศไทยพยายามแก้ปัญหาความสัมพันธ์ทางอำนาจที่รวมศูนย์เกินไปมาตั้งแต่ปี 2535 แต่ผ่านไปผ่านมาเรากลับพบว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็พยายามออกกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมาโดยตลอดในการแก้ไขปัญหาสังคม เราจึงยังไม่เห็นกฎหมายที่ให้อำนาจประชาชนจริงๆ เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ



ย้อนกลับไปภายหลังจากเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 นั้น เรามีการทบทวนบทเรียนครั้งใหญ่ของประเทศไทย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียของประชาชนอีก มีการออกแบบการเรียนการสอนด้านสิทธิมนุษยชนในหลักสูตรทางการทหาร และสภากลาโหมมีมติว่า การใช้กำลังทางทหารเพื่อสลายการชุมนุมของประชาชนไม่สามารถใช้ได้ หากไม่มีคำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงโดยกองทัพ

แต่ทว่าพอถึงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมีการตราพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ขึ้น เพื่อให้อำนาจผู้นำรัฐบาลพลเรือนหรือนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ตามกฎหมายที่ให้อำนาจในการประกาศใช้ได้ครอบจักรวาล ต่างจากกฎอัยการศึกที่เป็นเครื่องมือของกองทัพที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเพียงเล็กน้อย

และต่อมาประเทศไทยก็มีพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรขึ้นในปี 2551 ที่ยกอำนาจการปกครองส่วนภูมิภาคให้แก่กองทัพ ทหารมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบังคับบัญชาข้าราชการได้ตามกฎหมายความมั่นคง ซึ่งทำให้ประเทศไทยเป็นรัฐทหารผสมพลเรือนนับตั้งแต่นั้นมา

จริงๆ แล้ว กฎหมายเหล่านี้จะต้องถูกยกเลิก เพราะเป็นปัญหาและอุปสรรคเสียเอง การปฏิรูปประเทศไทยแทบเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวทั้งหมดเสียก่อน เพราะการแก้ไขปัญหาทางอำนาจที่แท้จริงคือการกระจายอำนาจ การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จไม่มีทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้

นอกจากนี้ การออกคำสั่ง 14 ตามมาตรา 44 นี้ กลับไปขัดแย้งกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ฉบับเดียวกันเสียเองอีก เพราะมาตรา 4 ระบุว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ"

เพราะคำสั่งทั้ง 14 ข้อดังกล่าว ดูเหมือนจะขัดและแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยให้สัตยาบันรับรองผ่านรัฐสภา และยังเป็นภาคีมีผลบังคับใช้อยู่ตั้งแต่ปี 2540

รอดูกันต่อไปครับ ว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจพิเศษแก้ไขปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่!

 


[ชื่อเดิม การเมืองแบบ Military Officer? คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2558]

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net