วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อะไรนะ กฎหมายไซเบอร์!


 

ผมเข้าใจไปเองว่า มนุษยชาติเริ่มก้าวหน้ากว่าสรรพสัตว์อื่นก็ตอนที่บังเอิญก่อกองไฟขึ้นได้เอง พวกเขาเปลี่ยนวิถีชีวิตและอาหาร สร้างบ้านที่อบอุ่น และกินเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จนเจริญเติบโตเป็นสัตว์สังคมมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันมนุษย์มีเซลล์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของชีวิตอยู่มากกว่า 100 ล้านล้านเซลล์ในแต่ละคน ซึ่งถ่ายทอดต่อๆ กันมาจากทุกสรรพสิ่งจนอาจกล่าวได้ว่า ส่วนหนึ่งของโลกได้หลอมรวมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา แม้กระทั่งอากาศมนุษย์ก็ยังหายใจมาจากออกซิเจนที่ผลิตโดยต้นไม้

เมื่อกลายเป็นนักล่าบนห่วงโซ่อาหารชั้นบนสุด แต่ภายหลังจากความชาญฉลาดเข้าครอบงำสมองมนุษย์ให้รับรู้โลกมากกว่าสัตว์อื่นใด พวกเขาก็หันมาเข่นฆ่ากันเองเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ สร้างประเพณีวัฒนธรรมร่วมสมัยแต่ละยุค เพื่อถ่ายทอดอารยธรรมที่สร้างขึ้น จากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในสังคมและวิถีชีวิตประจำวัน

หลังจากที่มนุษย์ตั้งตนเป็นใหญ่ พวกเขาก็แสดงอิทธิฤทธิ์เผาผลาญทุกอย่างบนโลกเพื่อผลประโยชน์ของตนเองมาโดยตลอด สิ่งมีชีวิตอื่นไม่มากก็น้อยสูญพันธุ์ไปเพราะน้ำมือพวกเขา

เราล่าสัตว์อื่นมาเป็นอาหารและเครื่องประดับ จัดการโค่นล้มต้นไม้ ใบหญ้า ถางป่าสร้างเมืองคอนกรีตขึ้นแทนที่สาธารณะ จนคำว่า "สาธารณะ" ของมนุษย์ถูกจำกัดขึ้นให้มีความหมายเพียงส่วนรวมของพวกเขา แต่ไม่ได้หมายถึงสาธารณะที่รวมสรรพสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ร่วมเพื่อภาวะอิงอาศัยกัน

มนุษย์เดินทางรอนแรมสร้างอาณาจักรของตนเองมานานแสนนาน ใช้ทรัพยากรบนโลกมากมายจนสร้างเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อความสะดวกสบายของพวกเขา จนกระทั่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมพลิกผันความสัมพันธ์ทางการผลิตของผู้คน จนเรามีเครื่องจักรใช้ทำงานแทนแรงงานมนุษย์มากมาย

อารยธรรมมนุษยชาติก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วไปสู่วิถีชีวิตใหม่อีกครั้ง เมื่อพวกเขาค้นพบคอมพิวเตอร์และการสื่อสารในโลกอินเทอร์เน็ต จนกระทั่งค้นพบแคปซูลความรู้ที่เหมือนมาจากกระเป๋าโดราเอมอนอันกว้างใหญ่เท่าจักรวาลที่มีชื่อว่า Google ทั้งยังยกระดับความสัมพันธ์ของมนุษย์แบบใหม่เท่าความเร็วแสง เมื่อ Facebook ทำให้คนทั้งโลกสามารถรู้จักกันและกันได้ในเวลารวดเร็ว โดยไร้การเดินทางของเสียงและปฏิสัมพันธ์แบบเก่า

ผมเข้าใจไปเองว่า จุดเปลี่ยนของมนุษยชาติยุคใหม่ก็คืออินเทอร์เน็ต WiFi ที่เราสามารถสื่อสารกันผ่านคลื่นความถี่ต่างๆ ที่เรามองไม่เห็นในช่องอากาศ ผ่านระบบภาษาใหม่ของมนุษย์คือ ภาษาโพรโทคอล (protocol) ที่ใช้ผ่านระบบคอมพิวเตอร์พร้อมกันทั่วโลก

หากคนโบราณตื่นมาพบเข้าหลังหลับใหลนิทรามายาวนาน นอกจากจะเห็นดวงไฟถูกจับขังอยู่ในกรงครอบแล้ว พวกเขาคงตกใจที่เราสามารถสื่อสารผ่านเครื่องมือเล็กๆ ที่สามารถบันทึกเสียงของผู้คนส่งไปในอากาศถึงผู้อื่นได้แม้ระยะทางจะยาวไกลปานใด นอกจากนั้นยังสามารถบันทึกภาพและสิ่งแวดล้อม ถ่ายโอนไปในอากาศส่งให้ผู้อื่นที่อยู่คนละดินแดนได้ กระทั่งบันทึกทั้งเสียงและภาพเป็นวิดีโอส่งผ่านรูหนอนที่เล็กกว่าอะตอมในช่องว่างแห่งอากาศ ไปยังปลายทางอันห่างไกลได้อย่างรวดเร็วจนเหลือเชื่อ พร้อมกับตั้งคำถามว่า พวกเขาเคลื่อนย้ายมวลสารเหล่านี้ได้อย่างไรกัน? คนรุ่นเราโทรจิตหากันได้แล้วหรือ?

ระหว่างทางไป มากไปกว่านี้ จะเกิดอะไรขึ้น หากในอนาคตเราสามารถส่งทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในอากาศที่เทียบเท่าความเร็วแสง โดยไม่ต้องผ่านสัญญาณตัวกลาง ไม่ต้องผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือ Fiber Optic ใดๆ ที่เป็นเทคโนโลยีความเร็วสูงในปัจจุบัน ซึ่งเร็วกว่าเทคโนโลยี ADSL และ 3G ของประเทศสารขัณฑ์อยู่หลายเท่าตัว

เมื่อถึงวันนั้นเท่ากับว่ามนุษยชาติฝากทุกอย่างไว้ใน Cloud หรือก้อนเมฆ ทุกสรรพสิ่งที่เห็นและเป็นไปล้วนเชื่อมต่อถึงกันและกันอย่างแยกไม่ออก เรามาจากส่วนรวมและส่วนรวมเป็นเราทั้งหมด อาจแตกต่างเพียงรหัสเข้าถึง และผู้มีรหัสเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นทั้งหมดย่อมอยู่เหนือโลก


ไม่แน่ว่าดวงตาทิพย์ในภาพยนตร์เรื่อง Fast 7 หรือ Eagle Eye อาจจะเป็นไปได้ในเร็ววันนี้ เมื่อซูเปอร์คอมพิวเตอร์เทียนเหอ หรือไททัน อาจที่จะประมวลผลจากอินเทอร์เน็ตทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เพราะใช้ภาษาเดียวกัน

สุดท้ายแล้ว เราไม่เคยอยู่โดดเดี่ยวมาตั้งแต่แรก ผู้ที่ควบคุมเทคโนโลยีอาจเป็นผู้ได้ชัยชนะในสงครามเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ปัจจุบันเริ่มใช้เงินตราแลกเปลี่ยนสกุลดิจิตอล และเครื่อง Print 3 มิติ กำลังทำงานได้ทุกระบบแม้แต่โคลนนิ่งรูปกายและลายมือของมนุษย์ แต่ศาสดาผู้ตรัสรู้หนทางย่อมเห็นทางแห่งนิพพาน เมื่อพบว่าทุกอย่างในโลกนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพียงแต่เราแค่แยกชีวิตเป็นเซลล์ออกมาเพื่อใช้ชีวิตเฉพาะของเราเท่านั้น

ผมอาจเข้าใจไปเองว่า เส้นทางของมนุษย์กำลังกลืนกินตัวเองจนคุณค่าน้อยลง ทุกวันนี้คนเขาสร้างโลกเสมือนขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ตมากมาย ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ทำให้ทุนนิยมอยู่รอดด้วยสินค้าไฮเทค เราต่างจดจำกันและกันด้วยเลขหมายปลายทาง 10 หลัก เพื่อไว้ติดต่อสื่อสารกันแทนชื่อเสียงเรียงนามแบบเดิม และแทนที่ด้วยการตั้งค่าตัวตนในโลกเสมือนด้วยค่า IP Address แทนเลือดเนื้อร่างกาย

ไม่มากก็น้อย เดี๋ยวนี้ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเป็นสัตว์สังคมในโลกจริงน้อยลง และเป็นปัจเจกชนมากขึ้น พวกเขาใช้ชีวิตน้อยลงนอกบ้านและยาวนานมากขึ้นในโลกเสมือน หลายคนนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน บางวันยังต้องกินข้าวกินปลาอยู่หน้าจอ

ในโลกเสมือนมนุษย์สามารถสื่อสารได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก ส่งความรู้สึกได้โดยไม่ต้องแสดงออก อีโมและแป้นพิมพ์ล้วนทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ตลอดเวลา

แต่น่าแปลกไม่น้อย ผมค่อนข้างสงสัยว่าโลกจริงกับโลกเสมือนในอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างไร ที่ผ่านมานั้นเราใช้ชีวิตอยู่ในโลกจริง สื่อสาร พบปะ พูดคุย ใช้แรงงาน ทุกอย่างผลที่ได้ล้วนผ่านการกระทำเป็นข้อเท็จจริงที่เข้าใจได้ เราทำอะไรผิด-ถูกล้วนจับต้องได้จากผลของมันโดยไม่อาจขัดขืน ผลพวงล้วนเป็นสัจธรรมเหมือนที่ศาสดาได้ตรัสรู้ไว้

แต่ทุกวันนี้ การกระทำของเราในโลกเสมือน ทำไมต้องได้รับผลกระทบในโลกจริง? นอกจากเรามีกฎหมายในโลกจริงแล้ว ก็ยังมีกฎหมายคอมพิวเตอร์ และเรากำลังจะมีกฎหมายไซเบอร์ในโลกเสมือนด้วย! เผลอๆ ใครทำผิดในโลกเสมือนถูกจับในโลกจริงได้ไม่รู้ตัว!

ผมและพลเมืองเน็ตหลายคนตกใจ ทำไมวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงหน้าบ้านของเราในโลกจริง แล้วอ้างว่า IP Address ในโลกเสมือนมันทำผิดกฎหมาย แล้วทำไมท่านไม่ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสมือนไปจับมันในโลกคอมพิวเตอร์หรือใน Matrix ล่ะ [ไม่เกี่ยวกับผมในโลกจริงเสียหน่อย]

Remove และ Ban มันได้เลย!.



คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2558
[ยังไม่จบ ติดตามตอนต่อไป]


โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net