วันที่ พุธ เมษายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปิดจุดเด่นร่างก.ม.ขอทาน สู่3มาตรการแก้ปัญหายั่งยืน


         ปัญหา “ขอทาน” ในประเทศไทยคงไม่มีใครปฏิเสธว่า เป็นปัญหาที่ไม่ได้รับความสนใจจนถูกปล่อยให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้อย่างไม่น่าเชื่อ กรณีผลกระทบที่เห็นเด่นชัดและรุนแรงที่สุดคือการที่ไทยถูกปรับลดระดับการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ให้มาอยู่ระดับ 3 หรือ เทียร์ 3 ซึ่งหนึ่งในมูลเชื้อปัญหาคือการบังคับขอทานทั้งที่เป็นไทยและคนต่างด้าว

         จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงนำไปสู่การ “จัดระเบียบ” นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาศึกษาบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือบุคคลผู้ที่ทำการขอทาน ควบคู่ไปกับการปราบปรามเพื่อให้บุคคลเหล่านั้นสามารถกลับมาดำรงชีพในสังคมได้

         ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. .... ไปเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากมีมติดังกล่าวก็มีเสียงสนับสนุนจาก “ผู้ปฏิบัติ” ที่คลุกคลีกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางปรับปรุงมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

         นายวิธนะพัฒน์ รัตนาวลีพงษ์ หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานที่ร่วมยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน ฉบับใหม่นี้ เป็นทิศทางการแก้ไขปัญหาขอทานที่ถูกต้อง และหากบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะช่วยทำให้การคัดแยกดำเนินคดีฐานค้ามนุษย์มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย

         เขาเห็นว่า จุดเด่นของร่างกฎหมายฉบับนี้มีด้วยกัน 4 เรื่อง คือ

         หนึ่ง เป็นการปรับแก้กฎหมายที่ล้าหลังให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป

         “เนื้อหาส่วนใหญ่ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เราเห็นด้วย เพราะกฎหมายเดิมใช้มานานและล้าหลัง ไม่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัญหาค้ามนุษย์ ผู้ปกครองดูแลเด็กไม่เหมาะสม”

         สอง บทกำหนดโทษชัดเจนจากเดิมที่ไม่มีบทลงโทษผู้มาขอทาน แต่ให้ส่งไปรับการสงเคราะห์ หากหลบหนีการสงเคราะห์จึงมีโทษปรับ 100 บาทหรือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน แต่ร่างกฎหมายใหม่กำหนดโทษผู้ขอทานไว้ที่จำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

         นอกจากนี้ยังมีบทกำหนดโทษผู้แสวงหาประโยชน์จากการขอทาน โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจะมีโทษหนักขึ้น โดยจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

         สาม เปิดโอกาสส่งเสริมสวัสดิการคนด้อยโอกาส ไม่ได้มุ่งกวาดล้างจับกุมอย่างเดียว เนื่องจากที่มีผ่านมามีขอทานที่ทุพพลภาพ เป็นโรคร้ายแรง  หรือเด็กกำพร้า กลุ่มคนเหล่านี้ควรได้รับการสงเคราะห์จึงไม่เอาโทษ

         สี่ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมขอทานฉบับนี้จะช่วยให้การคัดแยกคดีบังคับขอทานซึ่งเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์นั้นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้่น

         "กรณีแม่พาลูกมาขอทานเมื่อถูกจับกุมจะถูกดำเนินคดีฐานค้ามนุษย์แต่หลายๆ กรณีไม่ใช่การค้ามนุษย์จริงๆ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดการพิสูจน์ทราบเพื่อสกรีนว่าเป็นคดีค้ามนุษย์หรือไม่"

         อย่างไรก็ดี หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ยังมีข้อห่วงใยในประเด็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับ “กลุ่มร้องรำทำเพลง” ซึ่งร่างกฎหมายบัญญัติให้ต้องขออนุญาตจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากมีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้แล้วคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขอทานตามกฎหมายฉบับนี้ต้องกำหนดหลักเกณฑ์การให้อนุญาตให้ชัดเจนว่า จะเป็นการให้อนุญาตต่อครั้ง หรือออกเป็นใบอนุญาต เพื่อให้แต่ละท้องถิ่นยึดเป็นมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อวณิพก คนตาบอด รวมทั้งเด็กนักเรียนที่มาแสดงความสามารถเพื่อหารายได้เสริมในช่วงปิดภาคเรียน หากบังคับใช้กฎหมายไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน โดยเรื่องนี้เห็นว่า ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

         แม้ว่าร่างกฎหมายควบคุมขอทานฉบับใหม่จะทำให้เขาเชื่อว่าจะนำไปสู่ทิศทางการแก้ไขปัญหาขอทานที่ถูกต้องก็ตาม แต่เขาก็เห็นว่ายังมีอีก 3 เรื่องสำคัญๆ ที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาขอทานอย่างยั่งยืน 

         โดยเรื่องแรกคือ “ระบบรับแจ้ง” เขาบอกว่า ทุกวันนี้ระบบนรับแจ้งภาครัฐนั้นล่าช้า เมื่อมีผู้แจ้งเบาะแสขอทานไปยัง 191 ก็จะถูกโยนให้โทรไปที่ 1300 ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่กระทรวงไม่มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กรองรับทำให้ต้องกลับมาใช้บริการตำรวจซึ่งมีอำนาจหน้าที่ 

         “โยนกันไปมาเลยทำให้ล่าช้าต่อการช่วยเหลือเด็กขอทาน ที่สำคัญคนในสังคมเห็นสื่อรณรงค์แล้วแต่แจ้งไปก็ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นจึงเกิดความเบื่อหน่าย”  

         ต่อมาคือ “ปัญหาแนวชายแดน” เขาเผยว่า ตามพื้นที่แนวชายแดนเมื่อขอทานถูกส่งกลับประเทศแล้วปรากฏว่ามีขอทานลักลอบกลับมาขอทานซ้ำ แสดงว่าการเดินทางเข้าออกตามพื้นที่ชายแดนนั้นทำได้ง่ายจึงควรแก้ปัญหาจุดนี้ พร้อมกับบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบนำขอทานเข้ามา

         สุดท้าย “รัฐสวัสดิการ” เขามองว่า การจัดสวัสดิการให้กับ “คนจนเมือง” ยังมีน้อยเกินไป เงินอุดหนุนที่รัฐให้ต่อกรณีคือ 2,000 บาท และเป็นการใช้สิทธิครั้งเดียวจบ ซึ่งไม่เพียงพอให้พวกเขาหลุดจากวงจรเหล่านี้ 

         เขาเสนอว่า รัฐควรส่งเสริมการฝึกอาชีพ แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่การส่งเสริมอย่างเดียว ต้องมีมาตรการรองรับอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น การสนับสนุนเงินทุน ช่องทางจำหน่ายสินค้า หรือพื้นที่ให้พวกเขาซึ่งได้รับการฝึกอาชีพมาแล้วมีโอกาสประกอบอาชีพทำกิน ไม่ใช่ฝึกอาชีพแล้วมีแต่ความรู้หลังจากนั้นก็เดินออกมาตัวเปล่า สุดท้ายก็กลับไปเป็นขอทานเหมือนเดิม

         "กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติก็จริงแต่สุดท้ายถ้าไม่ได้ถูกนำไปใช้ก็เป็นเพียงตัวอักษร ถึงจะบัญญัติให้คุ้มครองแต่ก็ได้ทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับความช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง" 

--------------------

พม.เผยสาระสำคัญ
ร่างพรบ.ควบคุมขอทาน

         กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้สรุปสาระสำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. .... ทั้ง 7 ข้อ ได้แก่ 1.กำหนดให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมการขอทานพุทธศักราช 2484

         2.กำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมการขอทาน ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่กำหนด และให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการและให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด

         3. กำหนดห้ามมิให้บุคคลใดทำการขอทาน และกำหนดให้การกระทำดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการ ขอทาน คือ การขอทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยวาจา ข้อความ หรือแสดงกิริยาอาการใด ๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ ทั้งนี้ โดยมิได้มีการตอบแทนด้วยการทำงานอย่างใด หรือด้วยทรัพย์สินใดแต่ไม่รวมถึงการขอกันญาติมิตร หรือการเรี่ยไรตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไรและการกระทำใดเพื่อให้ผู้อื่นเกิดความสงสารและมอบทรัพย์สินให้ โดยมิได้มีการตอบแทนด้วยการทำงานอย่างใดหรือด้วยทรัพย์สินใด

         4. กำหนดให้การเล่นดนตรีหรือการแสดงความสามารถอื่นใดในที่สาธารณะโดยขอรับทรัพย์สิน ตามแต่ผู้ชมหรือผู้ฟังจะสมัครใจให้ มิให้ถือว่าเป็นการขอทานแต่ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น

         5. กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งตัวผู้ที่ทำการขอทานเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ คนวิกลจริต คนพิการหรือทุพพลภาพ ผู้เจ็บป่วยซึ่งไม่สามารถประกอบอาชีพได้ คนไม่มีญาติมิตรอุปการะเลี้ยงดูและไม่มีการเลี้ยงชีพ อย่างอื่น หรือผู้ซึ่งอยู่ในสภาวะยากลำบากไปรับการสงเคราะห์ในสถานสงเคราะห์และให้พ้นความผิด

         6.กำหนดให้สถานสงเคราะห์พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายเฉพาะกับผู้ที่ทำการขอทานซึ่งเป็นบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะบังคับอยู่แล้ว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นและสมควร เพื่อประโยชน์ของผู้ทำการขอทาน สถานสงเคราะห์จะไม่ดำเนินการตามกฎหมายและรับตัวผู้ที่ทำการขอทานนั้นไว้ในความดูแล

         7.กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ทำการขอทาน ผู้ที่ถูกส่งตัวไปยังสถานสงเคราะห์ซึ่งไม่ไปหรือหลบจากสถานสงเคราะห์ ผู้ที่ช่วยเหลือผู้ที่ถูกส่งตัวไปยังสถานสงเคราะห์หรือผู้ที่อยู่สถานสงเคราะห์ให้หลบหนี และผู้ใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือกระทำด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้อื่นขอทาน หรือนำบุคคลอื่นมาใช้ประโยชน์ในการขอทานของตน

..........ll..........

ที่มา : นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 เม.ย.58

โดย LittleLee

 

กลับไปที่ www.oknation.net