วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปิดวาจา ... ทำดี? หรือไม่ดี?? นะ


เชื่อว่าหลายๆท่านคงเคยได้ยินมานะคะ ว่าหากมีการ “ปิดวาจา” คือไม่มีการพูดคุยกับใครๆเลยในช่วงเวลาที่กำหนดหนึ่งๆ (เช่น 3 วัน เป็นต้น) นั้น มีผลดี เพราะเป็นการฝึกจิตให้สงบบ้าง เป็นการตัด “วัฏฏะ” อันประกอบด้วยกิเลส กรรม วิบากบ้าง ฯลฯ

โดยเหตุผลที่สนับสนุนให้มีการปิดวาจาคือ หากไม่มีการพูดจากัน ก็ไม่ต้องมีเรื่องให้กระทบกระทั่งกัน จิตจึงสงบจากเรื่องรบกวน หรือหากขัดใจแต่ไม่พูดออกมาก็คือไม่มีกรรม เมื่อไม่กรรมก็ไม่มีวิบากให้ต้องรับ

ดิฉันมองว่าเหตุผลนั้นถูกแต่ไม่ทั้งหมดค่ะ

ที่ว่าถูก คือ หากมีการว่ากล่าวเกิดขึ้น เราก็ควรปิดวาจา ไม่ว่ากล่าวตอบ เมื่อไม่ว่ากล่าวตอบ โอกาสเกิดเรื่องใหญ่ตามมาภายหลังก็น้อยลง ที่ว่าไม่ถูกทั้งหมด คือ แม้โอกาสเกิดเรื่องราวตามมาน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส อีกทั้งการไม่พูดกันเลย ยังเป็นทางเสื่อมของปัญญา

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเหตุผลต่างๆคือ

การไม่พูดนั้น ไม่ได้หมายความว่าจิตจะสงบ

เพราะหากมีเรื่องค้างคาอยู่ในใจ เรื่องนั้นก็มักเวียนเข้ามาให้ตริตรึก ให้นึกตามไปได้เรื่อยๆ เรื่องราวที่จบไปแล้วแต่ยังคาใจนั้น จึงราวกับเกิดขึ้นใหม่และโลดแล่นอยู่ตรงหน้าทำให้คิดไปต่างๆนาๆจนเร่าร้อนอยู่ภายในใจ ดังนั้น แม้จะไม่พูดกับใคร เราก็เป็นผู้ที่ไม่สงบได้

จิตจะสงบหรือไม่ จึงไม่ใช่เพราะการไม่พูดค่ะ แต่อยู่ที่การ “หลีกเร้น”

คำว่าหลีกเร้นนี้ เรามักตีความไปว่าหมายถึงการปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังเท่านั้น อันที่จริง หลีกเร้นนี้หมายความรวมไปถึงการคุ้มครองจิตจากอารมณ์ต่างๆที่เข้ามาทางอายตนะต่างๆคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็คือเรายังใช้ชีวิตตามปกติ แต่คุ้มครองจิตจากอารมณ์ที่ได้รับทางอายตนะเหล่านั้น

เราๆทั่วไป บางทีก็หลีกเร้นได้ บางทีก็ไม่ได้ แล้วแต่ว่าเราผูกพันกับเรื่องนั้นๆ บุคคลอันเป็นต้นเรื่องนั้นๆ มากน้อยแค่ไหน ยิ่งผูกพันมากก็ยิ่งหลีกเร้นได้ยาก แต่ถ้าพยายามคุ้มครองจิตจากอารมณ์ต่างๆที่ได้รับทางตา หู เป็นต้นอยู่เรื่อยๆ โอกาสที่จะเกิดเรื่องราวกับใครๆก็น้อย โอกาสที่จิตจะเศร้าหมองก็น้อย จึงเป็นอยู่อย่างเป็นสุขเป็นส่วนใหญ่

ส่วนว่าพระอรหันต์ ท่านได้ชื่อว่าเป็น “ผู้หลีกเร้นแล้ว”

และการที่จิตจะสงบจากเรื่องขุ่นเคือง ก็ด้วยเมตตา เพราะยังมีความเห็นว่าเป็นตนอยู่ เราจึงขุ่นใจได้อยู่ เมื่อยังมีความเห็นว่าเป็นตน ก็ควรเมตตาตนด้วยการไม่ปล่อยใจให้ถูกครอบงำด้วยกิเลสจนเป็นเหตุให้ใจไหลลงสู่ที่ต่ำ เมตตาผู้อื่นที่เขาก็เป็นเช่นเดียวกับเราจึงเป็นเหตุให้ก่อเรื่องราวต่างๆขึ้นได้ และพยายามน้อมลงสู่ความว่างจากความเห็นว่าเป็นตน จนดับความขัดเคืองใจลงได้ จึงชื่อว่าจะสามารถสงบได้จริง

การฟังด้วยใจ (http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/04/25/entry-1) ก็เป็นอีกเหตุที่ช่วยให้จิตสงบลงได้บ้าง

หากขัดใจแต่ไม่พูดออกมาก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีวิบากให้ต้องรับ

เมื่อมีความขุ่นข้องที่อยู่ในใจ ก็คือเรากำลังปล่อยให้กิเลสทั้งสามคือ ราคะ โทสะ โมหะครอบงำจิต เมื่อจิตถูกครอบงำเราก็ย่อมคิดไปในทางเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น หรือ เบียดเบียนทั้งสอง

กรรมคือการกระทำ การกระทำแม้เพียงทางใจ (มโนกรรม) ก็มีผลของกรรมหรือวิบากให้ได้รับแล้วค่ะ อย่างน้อยในขณะที่มีการกระทำคือคิดเบียดเบียนอยู่ ก็ได้รับผลคือความร้อนรุ่มภายในตน ดังที่ตรัสว่า ตนทำบาปเอง ก็เศร้าหมองเอง (บาป มีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า ทางไปสู่ทุคติหรือ ทางไปที่ไม่ดี เช่น คิดไม่ดี ก็พาใจไปสู่ทางไม่ดี)

และเพราะยอมรับอกุศลธรรมไว้ ก็คือมี ”ภพ”ตั้งอยู่ภายในใจ เมื่อใดที่ถูกกระทบในเรื่องเดียวกันก็เป็นหนทางให้เกิดระเบิดออกมา หรือ มี “ชาติ” ตามมาในที่สุด ดังที่ตรัสปฏิจจสมุปบาทว่าเพราะภพเป็นปัจจัยชาติจึงมี

เช่น ผูกโกรธใครบางคนอยู่ หากยอมให้อกุศลธรรมนั้นครอบงำจิต (ก็คือมีภพตั้งอยู่)  เมื่อบังเอิญพบคนคนนั้นเข้าก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึกเร่าร้อนเพราะความโกรธที่เคยเกิดก็กลับมาปรากฏที่จิตอีกราวกับเหตุการณ์ที่จบไปแล้วนั้นมาปรากฏขึ้นใหม่ตรงหน้า แม้จะไม่มีการแสดงออกทางกาย วาจา  แต่ใจก็ร้อนเพราะการเกิด (ชาติ) ขึ้นใหม่ของความโกรธนั้นแล้ว ความเป็นไปต่างๆในใจแม้อาจไม่แสดงออกทางวาจา อาจมีการออกมาทางอากัปกิริยาหรือทางกายได้ เช่น

ตน มองผู้ที่ตนกำลังขัดเคืองใจด้วยสายตาดูหมิ่น เย็นชา

ตน เห็นผู้ที่ตนมีความขัดเคืองอยู่แล้วผิน หรือ สะบัดหน้าหนี  ไม่ยอมมองเขาผู้นั้น

ตน หมองหม่นด้วยคิดไม่ตกหรือด้วยความคำนึงถึงจนเหม่อลอย

ตน ลอบชำเลืองมองผู้ที่ตนมีความขัดเคือง

เหล่านี้เป็นต้น

ผลของการกระทำที่มีต่อตัวเราก็คือ การไม่ซื่อตรงของจิต คือ ไม่ซื่อตรงต่อความดีงาม ต่อความดับของกิเลส และพอกพูน มายา หรือการแกล้งทำ ให้มากยิ่งขึ้น ความคิดในใจพร้อมจะก้าวล่วงออกมาทางกายหรือวาจาได้บ่อยขึ้น เร็วขึ้น และ แรงขึ้น นอกเหนือไปจากผลที่ได้รับจากบุคคลอื่นที่พบเห็นการแสดงออกของเราที่ย่อมต้องมีปฏิกิริยาตอบสนอง เช่น หากเรามีแววตาเหม่อลอยอยู่บ่อยๆ ผู้บังคับบัญชาคงไม่ยินดีมอบหมายงานสำคัญให้ ซึ่งก็ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของเราเอง หรือผู้ที่เราขัดเคืองได้เห็นแววตา หรือ ความเย็นชาที่เราแสดงออกในยามที่เราไม่รู้ตัวเขาก็ย่อมรู้ได้  เราก็อาจได้รับการตอบสนองด้วยความเย็นชาเช่นกัน

เหตุผลที่มาจากความดำริและการสรรเสริญของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ทรงสนับสนุนการไม่พูดจากันค่ะ ในพุทธกาล ครั้งหนึ่ง ภิกษุกลุ่มหนึ่งกราบทูลพระพุทธองค์ว่า ในพรรษาที่ผ่านมา พวกท่านไม่มีการพูดกันเลย จึงไม่มีการกระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด พระพุทธเจ้าจึงตรัสตำหนิว่าพวกท่านเป็นอยู่อย่างปศุสัตว์

สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญคือ “สากัจฉา” หรือ การสนทนาธรรมเป็นอย่างมากค่ะ (น่าจะเพราะนอกจากจะเป็นการช่วยให้เกิดความเข้าใจในธรรมมากขึ้น ทรงจำได้นานขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีในหมู่คณะนะคะ) เพราะสากัจฉาเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ

อีกทั้งพระองค์ไม่ได้สนับสนุนการไม่พูดจากัน แต่ทรงสรรเสริญการพูดเสียงเบา คือ คุยกันด้วยความเรียบร้อย ไม่เอะอะโวยวาย ดังจะเห็นจากเมื่อเหล่านักบวชในลัทธิอื่น เมื่อเห็นพระองค์เสด็จมาใกล้ศาลาที่เป็นที่กล่าวและแสดงธรรม พวกเขาจะบอกกันเองว่า พระสมณโคดมดำเนินมาโน่นแล้ว พระสมณะนั้นทรงสรรเสริญเสียงเบา หากพวกเราคุยกันด้วยเสียงเบาๆ บางทีพระองค์อาจจะเสด็จเข้าในศาลานี้และแสดงธรรมแก่พวกเราก็ได้

และพระองค์ยังทรงแยกเรื่องที่พูดคุยกันเป็น กถาวัตถุ หรือ เรื่องที่ควรพูดคุย และ ติรัจฉานกถา หรือ เรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดคุยกันเพราะเป็นเรื่องขวางทางนิพพาน

ส่วนการพูดนั้น ตรัสสอนว่าเราไม่ควรพูดตอบด้วยคำหยาบหากมีการว่ากล่าวเกิดขึ้น เพราะจะนำไปสู่โทษทัณฑ์ต่างๆและความทุกข์ และหากเราอดกลั้นไม่ว่าตอบได้ วางใจเหมือนการไม่ถูกอะไรกระทบได้ เราก็จะบรรลุนิพพานหรือความดับของกิเลสในเรื่องนั้นๆ ดังพระคาถานี้

มาโวจ  ผรุสํ  กญฺจิ.......................วุตฺตา  ปฏิวเทยฺยุ  ตํ

ทุกฺขา  หิ  สารมภกถา,……….......…ปฏิทณฺฑา  ผุเสยฺยุ  ตํ,

สเจ  เนเรสิ  อตฺตานํ.....................กํโส  อุปหโต  ยถา

เอส  ปตฺโตสิ  นิพพานํ..................สารมฺโภ  เต  น  วิชฺชติฯ

เธออย่าได้กล่าวคำหยาบกะใครๆ  ชนที่เธอกล่าวคำหยาบด้วยพึงกล่าวตอบเธอ

เพราะว่าวาจาแข่งดีนำมาซึ่งทุกข์ โทษทัณฑ์ต่างๆพึงถูกต้องเธอ

ถ้าเธอไม่หวั่นไหว ทำตนเหมือนกังสดาลที่เขานำออกแล้ว

เธอนั่นบรรลุแล้วซึ่งนิพพาน ความแข่งดีย่อมไม่มีแก่เธอ

(นิพพาน ในที่นี้หมายถึงความดับของเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ นิพพานที่เห็นได้ในปัจจุบัน ไม่ใช่ปรินิพพาน)

ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้ ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับการปิดวาจาค่ะ

แล้วท่านผู้อ่านมีความรู้สึกต่อเรื่องนี้อย่างไรคะ

..............................................

ตรงนี้คนละส่วนกับการปิดวาจาค่ะ แต่ก็ใกล้เคียงกัน จึงอยากเพิ่มเติมไว้

คือ หากเรามีเรื่องราวกระทบกระทั่งกับใคร คงเป็นการดีนะคะที่จะได้พูดคุยกันถึงสาเหตุที่แท้จริงเพื่อนำไปสู่การแก้ไขทั้งในเรื่องของปัญหาและความสัมพันธ์

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net