วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โมฆคุรุวิถี


โ ม ฆ คุ รุ วิ ถี !
**********

คุรุมิตรที่รัก, ขอภัยหากท่านจะรู้สึกถึงความกระทบกระเทือนใจจากบทความนี้ของฉันอยู่บ้าง เพราะถ้อยคำที่หมายมุ่งพุ่งตรงต่อการทลายขนบอันนิ่งเน่า ขนบซึ่งเรามักให้โอกาสกับความหย่อนยานและเหยาะแหยะเพื่อรักษาหน้าตา หรือเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ภายใต้ความอัปลักษณ์กันมาเนิ่นนานนักแล้ว ความเปลี่ยนแปลงย่อมต้องเกิดแรงสั่นสะเทือน อย่างไรก็ตาม ฉันก็ยังหวังว่า "โจนาธาน" ในจิตวิญญาณมิตรผู้มีอุดมการณ์ของฉันในบ้านเมืองนี้ จะอดทนต่อแรงเสียดทานเพื่อข้ามรัตติกาลในดวงตาไปด้วยปีกของรุ่งอรุณในดวงใจ
...
จากการใช้ชีวิตในเส้นทางสายการศึกษามายาวนาน ทั้งเป็นครูประถมและอาจารย์มหาวิทยาลัย กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังเดินทางพบปะ ให้การอบรมเรียนรู้ ติดตามนิเทศ และช่วยเหลือเกื้อกูล ก็ได้รู้เห็นปัญหาความตกต่ำด้านต่างๆ อันเกิดจากระบบที่พร่ามัว การบริหารจัดการที่พร่าเลือน และการปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ผิดทิศผิดทาง หย่อนยาน และไร้ประสิทธิภาพ มันทำให้ฉันได้พบว่าการจัดการศึกษาที่เคยเป็นความหวังของสังคม ทั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต คุณภาพทางวิชาการ และคุณภาพสังคม กลับมิได้เป็นไปดังที่คาดหวัง มิหนำซ้ำสถานการณ์ท่ามกลางความเป็นไปตาม “รูปแบบที่เปล่ากลวงเนื้อหา” กลับทำให้ฉันรู้สึกเสมือนว่าฉันกำลังล่องลอยอยู่ในสายธารแห่ง “โมฆชน” และหมู่ชนผู้โมฆะ พวกเขาเหล่านั้นมาจากไหนกันละหรือ แต่เดิมฉันมีความเชื่อเพียงว่าโมฆบุตรย่อมมีที่มาจากครอบครัวอันเป็นโมฆะ ซึ่งกอปรด้วยโมฆบิดาและโมฆมารดาเป็นสาเหตุสำคัญ แต่ทว่าวันนี้ ฉันกลับพบสาเหตุสำคัญยิ่งไปกว่านั้นอีกว่าพวกเขาต่างล้วนมีที่มาจากสถาน ศึกษา และระบบการการจัดการศึกษาอันเป็นโมฆะในประเทศของฉันด้วย

1.น่าเศร้านักที่ครูและผู้บริหารการศึกษาทั้งระดับสถานศึกษา สพป. สพม. สนก. สช. สพฐ. สกอ. และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ในประเทศของฉันจัดการศึกษากันโดยมิได้ใส่ใจจริงจังกับการเรียนการสอนที่แม่น ตรงต่อการพัฒนาทักษะผู้เรียน กระทั่งเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จำนวนมาก (การศึกษาไทยวิกฤต พบนักเรียนชั้น ป.3 ประมาณ 6 แสนคน มีปัญหา อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้เลย จำนวน 35,000 คน และอีกประมาณ 2 แสนคน หรือ 1 ใน 3 ของนักเรียนมีปัญหาอ่านไม่คล่อง เขียนไม่คล่อง : ข่าวข้นคนเนชั่น,การศึกษาไทย, ปีการศึกษา 2527) และแก้ปัญหานี้มานับสิบๆ ปีไม่สำเร็จ แม้ว่าจะมีแนวทางที่มีผู้รู้ผู้สามารถแก้ปัญหาได้มาชี้แนะและพิสูจน์ด้วยการ ทำให้ดูอย่างประจักษ์แจ้งเพียงใดแล้วก็ตาม ครูและผู้บริหารการศึกษาในส่วนที่หย่อนคุณภาพและขาดจิตสำนึกก็ยังไม่นำพาการ แก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ ต่างยังคงมีข้ออ้างและข้อแก้ต่างของอุปสรรคมากมาย อีกทั้งหลายแห่งก็ยังไม่ได้ใส่ใจที่จะกระทำอย่างจริงจัง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรียนรู้ปัญหาที่จริงแท้ มิหนำซ้ำยังมัวแต่หมกซ่อนปัญหากันไว้ไม่ต่างกับดินพอกหางหมู ไม่มีใครใส่ใจจะเอะอะมะเทิ่ง ปั้นแต่งข้อมูลรายงานเท็จบ้างจริงบ้าง ตามแต่สถานการณ์เฉพาะหน้า กลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการเอาตัวรอดกันไปวันๆ ขณะยังปล่อยปละละเลยให้เด็กจำนวนไม่น้อยนั่งจมอยู่กับความมืดตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.3 และแม้กระทั่ง ม.6 ก็มากมี

2.น่าเศร้านักที่ครู ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรการศึกษา ซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก จำนวนไม่น้อยยังทำแผนการสอนเพียงเพื่อให้ผู้มีอำนาจตรวจ แต่มิได้ใช้แผนนั้นเพื่อการสอนจริง และแม้กระทั่งอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยซึ่งจบปริญญาโท เอก นั้นด้วยเล่า ส่วนใหญ่ก็ยังสอนให้ทำแผนการสอนที่นักศึกษามิได้นำไปใช้จริงในชีวิตการเรียน การสอน ไม่เคยสนใจที่จะวิจัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อีกเพิกเฉยต่อการพัฒนาหลักสูตรการผลิตครูให้เป็นผู้พร้อม ทั้งการออกแบบการสอนและมีทักษะการสอนที่มีคุณภาพจริงแท้ เคยพบว่าอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยเองจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้เขียนแผนการสอน เช่นที่สอนนักศึกษา ต่างรู้ทั้งรู้ว่ากำลังทำในสิ่งที่เป็นมายาภาพ สถานการณ์ความเลวร้ายจึงตกอยู่กับครูผู้เป็นผลผลิตอันไร้คุณภาพนั้น ครูส่วนใหญ่ในประเทศของฉันยังไม่สามารถออกแบบการสอนที่จะสามารถนำพาผู้เรียน ไปสู่สัมฤทธิผลแท้จริงได้ตามมาตรฐานหลักสูตรและ “ตัวชี้วัด” ครูจำนวนไม่น้อยยังคงดำเนินพฤติกรรมการสอนแบบเปิดตำราเรียนหรือหนังสือเรียน สอนไปทีละหน้า ว่าไปทีละบท

3.น่าเศร้านักที่ครูและผู้บริหารการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของผู้บริหาร ระดับ สพป. สพม. สนก. สช. สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ในประเทศของฉัน ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาผู้เรียนเพื่อให้ได้ผล คะแนนจากการประเมินผลและทดสอบที่ดีขึ้น ด้วยวิธีการ “ติวข้อสอบ” กันอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งไม่ต่างกับการตำข้าวสารกรอกหม้อไปวันๆ ราวกับยอมรับสารภาพโดยปริยายแล้วว่าการเรียนการสอนในเวลาปกติไม่ได้มาตรฐาน ตามที่ควรจะเป็น ไม่น่าเชื่อว่าครูและผู้บริหารการศึกษาซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก จะมีวิธีคิดกันได้เพียงแค่นี้ และกระทำเหมือนๆ กันทั้งประเทศ ถึงกับยอมเสียเวลาแห่งภารกิจที่พึงกระทำให้เกิดผลที่ยั่งยืนกว่าไปเพื่อ กิจกรรมอันอับจนเช่นนั้นกันทั้งแผ่นดิน จนพากันลืมไปเสียสิ้นว่าเป้าหมายของการศึกษาศึกษาที่จริงคือ “ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” ต่างหาก การทดสอบทางวิชาการเป็นเพียงความรู้และความคิด ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เท่านั้น เมื่อกระแสหลักของการจัดการศึกษามองข้ามหรือละเลยคุณภาพเชิง “จริยปัญญา” และทักษะชีวิตของผู้เรียนเสียแล้ว การศึกษาก็หาเป็นประโยชน์แท้จริงไม่

4.น่าเศร้านักที่ครูและผู้บริหารการศึกษาซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ในประเทศของฉันภายใต้ความรับรู้ของ สพป. สพม. สนก. สช. สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการ ยังทำเอกสารข้อมูลประกันคุณภาพการศึกษาเพียงแค่ให้ สมศ.ตรวจประเมิน และไม่น่าเชื่อว่าบรรดา สมศ. จำนวนไม่น้อยซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาตรวจประเมินแค่เอกสารข้อมูล วัตถุพยาน และร่องรอยของการ “ได้ทำ” หรือ “ได้สอน” แล้วประเมินให้โรงเรียน “ผ่าน” มาตรฐาน ทั้งที่คุณภาพเชิงสัมฤทธิผลตามมาตรฐานหลักสูตรของผู้เรียนหลายแห่งยังมิได้ ผ่านมาตรฐานจริง อาจมีผู้ประเมินของ สมศ.ที่มีคุณภาพอยู่บ้าง แต่ยังไม่เป็นกระแสสร้างสรรค์ให้เป็นที่ปรากฏเท่าไรนัก ครูส่วนใหญ่ยังพูดเป็นเสียงอึงคะนึงไปในทางเดียวกันว่ายังต้อง “ทำเอกสารไว้ให้ สมศ.ตรวจ” ถ้า สมศ.ดีจริงก็ไยไม่เดินข้ามการตรวจข้อมูลเอกสารนั้นไปเสีย แล้วสร้างเครื่องมือวัดประเมินคุณภาพที่ตัวครูและที่ตัวเด็กโดยตรง ทำนองเดียวกันถ้าผู้บริหารและครูมีคุณภาพจริงก็ไยไม่ท้าให้ สมศ.ประเมินมาตรฐานที่ตัวครูและตัวเด็กเป็นสำคัญ จะต้องเสียเสียเวลามาทำข้อมูลเอกสารหลอกกันไปหลอกกันมาอยู่ทำไม

5.น่าเศร้านักที่ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ศน. และบุคลากรทางการศึกษาในระดับเขตพื้นที่และสำนักการศึกษา ซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ซึ่งมีตำแหน่งรับผิดชอบบริหาร กำกับดูแล และพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยังมัวแต่สร้างโครงการ กิจกรรม และงานยิบย่อยที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรมากมายนักลงไปให้โรงเรียนต้องเสียเวลา ทั้งงานข้อมูล รายงาน และการดำเนินงานเพียงแค่ให้ “ได้ทำ” อาทิ โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ โครงการสหกรณ์โรงเรียน โครงการเศรษฐกิจพอเพียง โครงการสมาร์ตสคูล โครงการโรงเรียนรักการอ่าน โครงการโตไปไม่โกง (โครงการ “โตไปไม่โกง” นี้เฉพาะ สนก.กทม.) และโครงการอื่นๆ อีกมาก ทั้งที่เนื้อหาของทุกโครงการเหล่านั้น ล้วนมีอยู่ในมาตรฐานหลักสูตรและ “ตัวชี้วัด” อย่างครบถ้วนแล้ว เพียงแต่ให้จัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานหลักสูตรและ “ตัวชี้วัด” ให้สัมฤทธิผลแค่นั้นเอง ผู้เรียนก็จะผ่านการเรียนรู้ มีประสบการณ์ และมีทักษะชีวิตด้านต่างๆ ตามที่พึงประสงค์ของทุกโครงการแล้ว แต่ก็ยังเปล่าเปลืองเวลากระทำกิจกรรมอันซ้ำซ้อนเช่นที่กล่าวนั้นกันอยู่ เหมือนสิ้นไร้หนทางที่จะกระทำการอื่นใดที่ดีไปกว่านั้นอีกแล้ว สยบยอมต่อความเคยชิน แม้บางครั้งจะถูกปลุกให้ตื่นให้รู้ตัวและเห็นทางเลือกที่ดีกว่า ก็ยังจำนนที่จะเป็นอยู่เช่นนั้น อ้างแต่ว่าหน่วยงานข้างบนมีนโยบายลงมาอย่างนั้นอย่างนี้ แม้ข้ออ้างที่ว่านั้นจะมีมูลความจริงอยู่บ้างก็ตาม แต่หากไตร่ตรองดูให้ถี่ถ้วนก็จะเข้าใจได้ว่าไม่มีนโยบายใดๆ ที่ต้องการเพียงรายงานเอกสารข้อมูลที่ไปไม่ถึงสัมฤทธิผลแท้จริง แม้ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายข้างบนมืดบอด ผู้ปฏิบัติที่สว่างด้วยปัญญาไยจะต้องไหลตามความมืดนั้น ประเทศของเรายังคงรอคอยผู้ที่สามารถแปรรูปนโยบายให้แม่นตรงต่อการบริหาร จัดการที่มีคุณภาพและสามารถจัดการเรียนการสอนที่จะเกิดสัมฤทธิผลแท้จริงตาม มาตรฐานหลักสูตรและ “ตัวชี้วัด” นั่นต่างหากคือประเด็นสำคัญ

...
ฉันกำลังแสวงหา "มิตรผู้ไม่โมฆะ" ท่ามกลางสถานการณ์อันเป็น “โมฆะ” ดังที่กล่าวมา...หากครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาท่านใดมิได้เป็นเช่นที่กล่าวในสาระสำคัญของบทความนี้ ก็ขอขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง ฉันเชื่อว่าประเทศของเราจะยังมีครูที่ดี ผู้บริหารที่ดี และบุคลากรทางการศึกษาที่ดีอีกจำมิน้อยเช่นกัน ที่รอคอยการเกาะเกี่ยวอุดมการณ์สรรค์สร้างเส้นทางแห่งการศึกษาสายนี้ แต่ท่านที่มีคุณภาพทั้งหลายจะต้องลุกขึ้นมาก้าวนำ กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ช่วยกันทัดทานในสิ่งที่รู้ว่าไม่ใช่และไม่เป็นประโยชน์ ร่วมกันผลักเคลื่อนระบบและองคาพยพการศึกษาให้พัฒนาไปสู่ทิศทางที่แม่นตรง ร่วมกันเถิด แต่หากท่านตื่นรู้แล้วก็ยังเพิกเฉย และยังร่วมกระทำผิดซ้ำซากกับบุคคลผู้ไร้คุณภาพ ไร้คุณธรรม และไร้จิตสำนึกเหล่านั้นอยู่ ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นผู้บริหารระดับใดก็ตาม ท่านก็จะถูกกลืนไปกับเกลียวคลื่นแห่ง “โมฆวิถี” เหล่านั้น!

โอ้...เมื่อครู “ผู้สอนคน” ในประเทศของฉันเป็นเช่นนี้ ก็มิต้องพูดถึงมวลมหาประชากร (ส่วนใหญ่) ที่เป็นผลผลิตของ "โมฆสิกขา" กันอีกแล้วว่าพวกเขาจะเป็นไปเช่นไรกันบ้าง

ทางออกจากปัญหาต่างๆ อันเป็น "โมฆคุรุวิถี" ข้างต้น ฉันปรารถนาให้รัฐบาลแห่งประเทศของฉันปฏิวัติการศึกษาอย่างจริงจัง ๓ ประการสำคัญ คือ
(๑) ปฏิวัติโครงสร้างและระบบให้สามารถจัดการศึกษาอย่างแม่นตรงต่อคุณภาพและมาตรฐานหลักสูตรจริงแท้
(๒) ปฏิวัติหลักสูตรให้แม่นตรงต่อการจัดการศึกษาเพื่อชีวิตและความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
(๓) ปฏิวัติคุณภาพบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับให้เป็นต้นแบบมืออาชีพและจริยปัญญา

ผศ.ศิวกานท์ ปทุมสูติ
๒.๕.๒๕๕๘

โดย ธมกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net