วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

(แนะนำ รีวิว แอ่นสปอย) นิยายแผดเผา ของกร ศิริ วัฒโน


 

นิยายแผดเผา ของกร ศิริวัฒโณ

สำนักพิมพ์บ้านกาลก่อง

พิมพ์ครั้งแรก หนา ๑๖๘ หน้าราคา ๒๑๐ บาท

สั่งซื้อได้ที่ เฟสบุ้ค   กร ศิริวัฒโน

 

 

    ตื่นมาจากหลับตั้งแต่สองทุ่ม ตีสอง ลุกมานั่งอ่านนิยาย แผดเผา ของกร ศิริวัฒโน  เปิดเพลงฝรั่งเพลง ชุดประกอบภาพยนต์ยอดฮิต  คลอเบา ๆ เริ่มต้นอ่านนิยายเรื่องแผดเผาไปเรื่อยเพลินไปจนตีสี่อ่านแบบรวดเดียวจบแล้ว

 เรื่องราวของความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม ระหว่างเพื่อนสองสามคนกับปัญหาของการดำเนินชีวิต แต่สะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้คนที่เกิดและดำรงอยู่ในปัจจุบัน อดคิดไม่ได้ว่า ชีวิตของคนเรานั้นเมื่อจนปัญญา หาทางออกไม่ได้ชีวิตก็เหมือนคนจนกรอบ บางคนน่าสงสารที่จนปัญญาจะหาทางออก ต้องเลือกเส้นทางที่ผิดต่อศีลธรรมผิดกฏหมายเพื่อแก้ปัญหา

     อีกมุมที่สะท้อนให้เห็นก็คือ ชีวิตคนเรานั้นต้องมีการวางแผนตั้งแต่เกิดจนตาย  แม้จะวางแผนมาอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาเหนือคาดหมายให้ต้องแก้ไข นับประสาอะไรกับชีวิตที่ไม่มีการวางแผนอนาคตอย่างชีวิตของผา ที่เอาแต่เล่นพนันประกอบมิจฉาชีพลักขโมยเขากินใช้จ่าย สนุกไปวัน ๆ ทำตัวน่ารังเกียจขาดความน่าเชื่อถือ ในสายตาครอบครัวของเชาว์เพื่อนรักและคนอื่น ๆ จนเมื่อแม่ไม่สบายใจ ตนเองอายุมากขึ้นทุกวัน มีหลานเกิดตามหลังมาแล้ว ยังไม่มีอะไรเป็นโล้เป็นพาย เรียกว่าใช้ชีวิตอย่างคนไม่มีแผนไม่มีทิศทาง ง่ายต่อจุดจบที่ไม่ดีงาม พอเกิดปัญหารุมล้อมมาทุกด้านก็หาทางออกชีวิตที่ถูกต้องไม่ได้ ความดีงามที่สั่งสมไว้ก็สูญหาย ผาก็คิดเหมือนกัน เมื่อเขาเห็นแววตารังเกียจเขาของครอบครัวเพื่อน  เขากำลังหาโอกาสกลับตัวเป็นคนดี(หน้า ๗๙ ช่วงนี้เขียนได้ดีมาก).... “คนที่จะทำความดีนี่ต้องหาโอกาสด้วยหรือ?”

          คำพูดของเพียงพิศยังก้องอยู่ในโสตประสาท เป็นคำพูดที่น่าเกลียดที่สุดและโง่ที่สุด

         เขารู้สึกเหมือนถูกปิดโอกาส ในการที่จะทำความดี ฟังแล้วไม่ผิดกับคำด่าอันแสนจะหยาบคาย

        เป็นคำใส่ร้ายป้ายสีที่น่าชัง ถ้าจะเปรียบความดีเป็นสีขาวและเปรียบความชั่วความเลวเป็นสีดำ

        การนำเอาสีขาวไปป้ายลงบนพื้นสีดำกับการเอาสีดำไปป้ายลงบนพื้นสีขาว มันคงสกปรกพอกันใช่ไหม

       ว่าไปแล้วในโลกนี้เขาแยกแทบไม่ได้ว่าสิ่งใด ส่วนไหนและเวลาใดเป็นความดีหรือความเลวความชั่วช้า

        

 

 

    ผาพยายามกลับตัวเป็นคนดีเพื่อแม่ เขาพยายามเลิกเป็นคนลักขโมยเขากิน เลิกเล่นพนันมาทำอาชีพสุจริตแต่เขามีความรู้น้อย ไม่มีงานที่ไหนให้ทำ  คนมีความรู้ต่ำ มีทางเลือกไม่มากนัก ทำได้เพียงใช้แรงงาน เขาอยากหาเงินมารักษาแม่ที่ป่วยต้องผ่าตัด แต่ดูเหมือนว่าอาชีพสุจริตจะไม่พอรับมือกับปัญหาที่กำลังรุมเร้าอยู่

นึกถึงการแก้ปัญหาของผา คนที่เจอแต่ปัญหามาตลอดชีวิต มักมีแนวโน้มจะมองโลกในแง่ร้าย แสงแห่งความดีงามในจิตใจเริ่มหรี่ลง เหมือนคำที่ผานึกถึง....(หน้า๗๙)

           ....จากส่วนลึกในจิตใจแล้ว ผาอยากเป็นคนดีใจจะขาด  มันอยู่ในจิตสำนึกของเขาตลอดเวลา

          แต่ความยากจนเป็นศัตรูที่ร้ายกาจของการเป็นคนดี ยุคนี้คนที่สามารถเป็นคนดีได้ดีที่สุดคือคนมีเงิน

          เงินทำให้คนเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เป็นคนดีถ้าไม่มีเงินไม่มีชื่อเสียง

         ไม่มีใครยอมรับ  บางทีกลับหาว่าเป็นคนเชยแสนเชยไปเสียอีกแปลกไหม ยุคนี้เงินสามารถเปลี่ยนโฉม

        ความชั่วอันแท้จริง เป็นความดีศรีสง่าได้ในพริบตา คนดีเดี๋ยวนี้จึงยากจนกันเป็นบ้า.. 

 

 (หน้า๙๕).....ความจนเหมือนสมบัติอันล้ำค่า ที่ลูกหลานต้องรับมาและสืบทอดกันไป น้อยคนนักที่จะแก้คำสาปนี้ได้....

ผาเป็นคนไม่อดทนต่อความสุจริตมาตั้งแต่ต้น พอตกอยู่ในบ่วงปัญหาจึงไม่มีแรงพอจะทนต่อความดีงามต่อไป

 อีกมุมหนึ่งที่ทำให้ได้คิดหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้คือ ชีวิตคนจะเปลี่ยนแปลงได้ด้วยปัญญา รู้จักหาทางออก บนเส้นทางชีวิตที่มีศีลธรรม การศึกษานั่นแหละที่ให้ทางออก เพราะผามันได้เรียนหนังสือน้อย ทางออกชีวิตจึงมีให้เลือกไม่มาก คนจนปัญญาเสียแล้วจะหาทางออกอะไรได้นอกจากเส้นทางที่ผิดศีลธรรมและผิดกฎหมายที่ใคร ๆ ก็พากันดูถูกและไม่ชอบใจ      

การเป็นคนชั่วนั้นง่าย แต่เป็นคนดีนั้นยากสำหรับคนที่คุ้นเคยกับการทำความผิดมาก่อน และขาดความอดทนต่ออาชีพสุจริต เพราะผาคุ้นกับทางออกง่าย ๆ มาตลอด นั่นคือการทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนสุดท้ายก็พลาด   ตัวละครอย่างผานั้นพยายามเป็นคนดีอย่างที่เพื่อนอยากให้เป็น แต่คนดีต้องการกำลังใจ เพื่อจะทำความดีต่อไปในภาวะปัญหาชีวิตบีบคั้น คนเรามีเพื่อนไว้เพื่อการณ์นั้นมิใช่หรือ ไว้เป็นกำลังใจกัน ไว้เป็นที่พึ่งพา ปรึกษาหารือยามเข้าตาจน หากยามที่ต้องการกำลังใจแล้วมิได้รับกำลังใจหล่อเลี้ยง ความดีที่กำลังงอกงามก็พลันสูญหาย เหมือนต้นไม้ขาดน้ำในยามแล้ง ความดีย่อมเหี่ยวแห้งตาย... (หน้า๑๕๕)... “กูถามจริง มึงอยากให้กูเป็นคนดีใช่ไหม” ผาพูดเสียงดัง

                              “ใช่” เชาว์พยักหน้า

                             “กูเชื่อมึง กูกำลังเป็นคนดีที่มึงต้องการ กูไม่อยากทำชั่วอีกต่อไป แต่ขณะนี้กูกำลังลำบาก

                         มาขอพึ่งมึงสักครั้ง ขอเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ สาบานได้ ไม่ได้เชียวหรือวะเพื่อน”

                         ผาเลิกคิ้วถามอย่างมีอารมณ์..

อ่านแล้วนึกถึงตัวเอง ชีวิตทุกคนล้วนมีปัญหากันทั้งนั้น ผมเคยเจอปัญหาเรื่องยืมเงิน แต่เพราะฉลาดหาทางออก ผมเคยยืมเพื่อนทุกคนละร้อยบาท(๑๒ คน ได้ ๑,๒๐๐ บาท พอจ่ายค่าเช่าบ้านพอดี)ยืมเงินเพื่อนจ่ายค่าเช่าบ้าน รู้ว่าเพื่อนไม่มีเหมือนกัน เพื่อนลำบากใจ จะยืมคนเดียวทั้ง ๑,๒๐๐ บาทก็เหมือนเอาปัญหาไปทับถมให้เพื่อน  คนเขาก็กลัวว่าจะไม่ได้คืน ก็ไม่มีใครอยากให้ ถ้าอยากแก้ปัญหา ก็เอาเท่าที่มันช่วยได้นั่นแหละ แต่หลายคนรวมกันมันก็แก้ปัญหาไปได้ คนเรามีเพื่อนไว้เพื่อการนี้มิใช่หรือ ถ้าผมเป็นผา เพื่อนให้ ๒ พัน ผมก็เอาแล้ว เพราะเพื่อนก็เจอปัญหามาเหมือนกัน เอาไว้ก่อนเท่าที่เขาช่วยได้ ที่เหลือค่อยไปหามาผสมเอา นั่นเรียกว่าการระดมทุน แต่ผามันไม่ รู้จักหาทางออกแบบนี้  มันเลยไปหาทางที่มันคุ้นเคย จนสุดท้ายชีวิตจบไม่สวย จบแบบยังไม่พ้นปัญหาเลย เหมือนคำถามของชีวิตวันข้างหน้าที่ยังคงทิ้งไว้ในสายลม

     โดยรวมถือว่านิยายแผดเผาอ่านรื่น ม้วนเดียวจบ เดินเรื่องไม่อืดอาด เนื้อหาแน่นอ่านเพลินไม่หนักหัว อดคิดไม่ได้ว่า มันเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวนะเนี่ย ตัวละครก็ไม่ได้มากมายอะไร เนื้อหามุ่งประเด็นเหมือนเรื่องสั้นที่พยายามหารายละเอียดมาปะติดปะต่อเพื่อให้เนื้อหาลงตัว  โดยรวมถือว่าเป็นนิยายที่เขียนได้ลงตัวมากครับ อ่านไปอดนึกถึงเรื่อง เพื่อนยาก ของจอห์น สไตน์เบ็ค นักเขียนโนเบลชาวอเมริกันไม่ได้ และบางช่วงนึกถึงชีวิตไอ้ฟักในคำพิพากษา ของชาติ กอบจิตติ  นี่เป็นเรื่องราวของสามัญชนคนธรรมดาในโลก เป็นความจริงที่ยังคงเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคม ความสัมพันธ์อันกระอักกระอ่วนใจระหว่างเพื่อนแบบนี้ อย่าว่าแต่สังคมคนจนเลย อันที่จริงก็เกิดกับคนทุกชนชั้นนั่นแหละ ถ้าจะมีคำถามว่าคนทั่วไปมองเห็นไหม อาจมีคนมองเห็น แต่ใครละจะหยิบเอามาเขียนได้อย่าง กร ศิริวัฒโณ

     อ่านจบแล้วโดยส่วนตัวค่อนข้างประทับใจกับนิยายเรื่องนี้ จัดว่าเข้าขั้นเขียนดี ไม่แปลกถ้าในอนาคตนิยายเรื่อง แผดเผา นี้จะได้รับรางวัลทางวรรณกรรมรางวัลใดรางวัลหนึ่ง ผมละอดแปลกใจไม่ได้ที่สำนักพิมพ์ใหญ่ไม่หยิบเอาไปพิมพ์และโฆษณาให้คนหันมาอ่านกัน แนะนำให้ติดต่อนักเขียนและซื้อหามาอ่านกันครับ จะได้พบว่าในบรรดากองหนังสือมากมาย ยังมีหนังสือวรรณกรรมดี ๆ ให้อ่านอยู่ เล่มนี้จัดเป็นหนึ่งในนั้น

พันธุ์ สังหยด 

(๒๕๕๘)

 

โดย พันธุ์สังหยด

 

กลับไปที่ www.oknation.net