วันที่ อังคาร สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าชาว HR ตอน พี่ HR ฝากบอกน้อง เขียน resume ต้องใส่ใจ, เลือกงานอย่างไรให้ได้งาน


เนื่องจากช่วงนี้บริษัท ผมเปิดรับตำแหน่งหลายตำแหน่งทำให้ได้เห็น Resume ของผู้สมัครที่เข้ามาเยอะ จน ไม่แน่ใจว่า ทำไมบางตำแหน่ง เราต้องการประสบการณ์เยอะหน่อย แต่ก็มีน้อง ๆ ส่ง Resume เข้ามาทั้ง ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์

น้อง- พี่ครับ การที่เราหว่าน resume ไปในบริษัท ต่าง ๆ พี่คิดว่าเป็นผมเสีย หรือ ผลดีมากกว่ากันครับ

HR- ในความคิดของพี่น่าจะเป็นผลเสียมากกว่านะครับ เพราะ ก็เหมือนเราได้รับ Mail ขยะ ได้รับบ่อย ๆ เราก็ ไม่อยากรับ เห็น ปุ๊ป ก็ Delete ทึ้งเลยนะครับ HR ก็เหมือนกัน อย่างพี่ก็เคยเจอ น้อง ๆ ส่งเมล์เข้ามา บางทีตำแหน่งเดียวกัน ส่งมา ทุกวันเลย พี่เห็น ครั้งแรกก็เข้าไปอ่านนะ พอไม่ใช่ก็ลบ มาวันที่สอง ก็เข้าไปดูอีก อ่านแล้วคุ้น ๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่ ก็ลบ แต่พอวันที่ สาม คราวนี้จำแม่น ไม่อ่านก็ลบได้ทันทีเลยหละ

น้อง-ว้า แบบนี้ก็แย่สิครับ เกิดเรามองว่าเราทำได้หละ พี่ เราก็อยากลองไง

HR-พี่ไม่ได้บอกว่า ไม่ให้ส่ง  Resume เข้าไปในงานที่เรามองว่าเราพอจะทำได้ แต่ เราอาจจะต้องมองว่า ตำแหน่งที่เปิดรับนั้น ๆ ตรงกับ คุณ สมบัติเรากี่ % พี่อยากให้เราแบ่งคะแนน ในส่วนต่างๆ เป็น % ถ้าเราคิดว่า ตรงกับเราเกิน 70 % เราก็ค่อยส่งไปนะครับ

น้อง- ยั้งไงหละพี่ ไม่ค่อยเข้าใจเลย

HR-เอางี้ครับ พี่จะเราแบ่ง % เป็นแบบนี้นะ คือ วุฒิการศึกษา เราให้คะแนนตรงนี้ 25 % โดยเราต้องมองวุฒิการศึกษา สาขาที่จบ ของเราตรงกับตำแหน่งที่เปิดรับแค่ไหน ถ้าตรง เราก็ให้คะแนนตรงนี้ 25 % ไปเลย ต่อไปก็
ประสบการณ์ อันนี้ เราต้องให้คะแนน ลดหลั่นลงไป เช่น ถ้าเขาต้องการ ประสบการณ์ อย่างน้อย 3 ปี เราเคยทำตรงนั้นมา 2 ปี ก็เท่ากับว่า เรา ตรงในตำแหน่งนี้ กี่เปอร์เซ็นต์ โดยพี่ให้เราคิดคร่าว ๆ นะ ในส่วนนี้พี่ให้ 30 % เช่นกัน

น้อง- อันนี้ผมนึกภาพไม่ออกครับ ลดหลั่น กันอย่างไรครับ ไม่เข้าใจ

HR- คืองี้ ให้เรา ตั้ง ว่า ถ้าเขาต้องการ 3 ปี เราตรง เราก็ได้ 30 % ไป แต่ถ้าเราไม่ตรง เราก็ เอามาคิดแบบคร่าว ๆ ว่า ถ้าเรามีประสบการณ์ 2 ปี คะแนนตรงนี้ ก็ เหลือ อยู่ที่ 20 %  แต่ถ้าเรามี ประสบการณ์ 1 ปี ก็เหลือ 10 % และถ้าเราไม่มีเลย ก็ เท่ากับ 0 % ในข้อนี้หละครับ คือคิดเอาง่าย ๆ ก็ เอาปี ที่เขาต้องการ ไป หาร คะแนน 30 นะครับ หาร ได้เท่าไหร่ ก็ จะเป็นเปอร์เซ็นต์ ต่อปี ซึ่ง เรามีกี่ปีเราก็ คูณเข้าไป พอเข้าใจไหมครับ

น้อง- อืม เริ่มเข้าใจบ้างแล้วครับแบบนี้ก็ต้องลองไปทำดูครับ

HR- ใช่ครับ ต่อไป ก็ คือ ระยะทาง ครับ พี่ให้เราเอาระยะทางที่ทำงานกับบ้านเรามาเป็นเกณฑ์ ด้วย คือ 5 % คือ ถ้าใกล้ ก็ได้ 5 % ถ้าไกล ก็ไม่มีคะแนนตรงนี้

น้อง- อืม ผมไม่เคยคิดเลยอะ ระยะทางจะมีผลด้วยเหรอ ครับ เราคิดแต่อยากได้งานมากกว่า นะครับ

HR-ก็ใช่ครับ แต่อย่าลืมว่า ถ้าที่ทำงานไกล ก็มีผลต่อการตัดสินใจของทั้ง สองฝ่าย คือทั้งเรา และ ทาง HR บริษัท นั้น ๆ ก็จะมองว่า โอกาสเสี่ยงต่อความคงทนไหม เพราะ ไกล จะอาจจะอยุ่ไม่ได้นาน อย่างรักแท้ แพ้ระยะทางนะครับ

น้อง – แล้วมีเรื่องอะไรอีกครับ ที่จะเอามาเป็น เกณฑ์ อีกครับ

HR- มีครับ ต่อไปก็คือ เงินเดือน อันนี้ คะแนนจะอยู่ที่ 10 % ซึ่งทั้งเรา และ HR ต่างดูครับ คือ เช่น ถ้าเขากำหนด เงินเดือน ในตำแหน่งนี้ไว้ 15000 บาท แต่ ถ้าเรา ต้องการอยู่ที่ 13500-150000 บาท ก็ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ ครับ แต่ ถ้าเขามีตั้งไว้ที่ 15000 แต่เราขอไปที่ 17000 อันนี้เจาจะดูรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมครับ แต่เรื่องนี้  HR  หลายที่เขาจะปวดหัวมากเลยครับ

น้อง-ทำไมหละครับพี่

HR-เพราะส่วนใหญ่ ตอนนี้ ก็ คือ ทาง HR กำหนด เงินเดือนในตำแหน่งนั้นไว้ คร่าว ๆ แล้ว แต่ผู้สมัคร มักจะมาขอ หรือ เรียกเงินเดือน สูงกว่าที่กำหนดไว้ ซึ่ง ถ้าเราน่าสนใจจริง ๆ เขาก็ยังพอที่จะผ่านไปได้ แต่ปัญหา ตอนนี้ ที่มักเจอคือ ผู้สมัครไม่มีประสบการณ์เลย แต่ขอ สูง เพราะ คิดว่า การศึกษา สูง และ ตรง ตามเกณฑ์ ซึ่งถามว่า บางที่ เขาอาจจะไม่ดูประสบการณ์ ก็ โอเค ครับ แต่บางที่ เขาดูเรื่องประสบการณ์ด้วยอันนี้เลยไม่โอเคไงครับ

น้อง- โห ทำไมเกณฑ์การเลือกนี้มัน ช่างยุ่งยากเสียเหลือเกินนะครับ

HR-ก็แบบนี้หละครับ  HR คัดคนก็ต้องเลือกหน่อย ไม่งั้นอาจจะส่งปัญหาในอนาคตได้เหมือนกันนะ ถ้าเราเลือกผู้สมัครง่ายเกินไป อย่างพี่เคยเจอ พึ่งจบ แต่แต่ส่งใบสมัครมาตำแหน่ง VP เลยนะ เล่นเอางงไปเลย

น้อง- แล้วเกณฑ์อะไรต่อหละครับ ผมว่าตอนนี้ก็เกือบครบหมดแล้วนะครับ

HR-ยังครับ ต่อไปคือคุณสมบัติอื่น ๆ ของเรา อันนี้พี่ให้ 15 % เลยนะ

น้อง- คืออะไรครับ คุณสมบัติพิเศษ อื่น ๆ

HR-คุณสมบัติพิเศษ หรือ ความสามารถพิเศษเราตรงกับที่บริษัท หรือ HR ต้องการมากน้อยแค่ไหน เช่น ภาษาอังกฤษ อันนี้ สำคัญมาก น้อง ๆ หลายคน ชอบระบุว่า ภาษาอังกฤษดี แต่พอคุย หรือ ทำแบบทดสอบ ก็ ทำไม่ได้ กลายเป็น พอใช้ อันนี้ คะแนนเราจะลด ไปเหมือนกันนะ

น้อง-อ้าว เราจะรู้ได้อย่างไรครับ ว่าเราดี ไม่ดี เพราะ อย่างถ้าคะแนนสอบเราได้ A ก็ถือว่าเราดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ

HR-ไม่ใช่เสียทีเดียวครับ เอาอย่างน้อง ๆ ได้ A  ตอนเรียน แต่เราเรียนแค่ อังกฤษ 2 วิชา หลังจากนั้นก็ไม่ได้เรียนอีก แต่ น้อง ๆ อีกหลายคน เรียน อังกฤษมา ตลอด 4 ปี แต่ได้ แค่ B อย่างพี่ก็จะมองว่า น้องกลุ่มหลังน่าจะได้ ภาษามากกว่า น้องกลุ่มแรกนะครับ เพราะ เขาได้ใช้ภาษาตลอด

น้อง-แต่ก็ไม่แน่นะพี่ เราเรียน 2 วิชา แต่ เราอาจจะได้ใช้ตลอดก็ได้นะ

HR- อันนี้ ก็อยู่ที่เรา นำเสนอครับ เราอาจจะระบุไปใน resume ก็ได้ หรือไม่ก็ Cover Letter ก็ได้ นี่ครับ

น้อง-คุณสมบัติพิเศษ ก็ มีแค่ภาษาหรือครับ

HR-ไม่ครับ ยังมี เรื่อง อื่น ๆ ด้วย เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ ความรู้เฉพาะวิชาชีพ การฝึกอบรม ต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าเป็น คุณสมบัติพิเศษ โดยเราต้องคิดว่า ถ้าตรงมาก ก็ ได้ไปเลย 15 % แต่ ถ้าตรงน้อยก็ให้คะแนน ตามสัดส่วนของเราไปครับ

น้อง – ครับ พอเข้าใจบ้าง แล้วอะไรต่อครับ

HR-ต่อไป คือ ชื่อตำแหน่ง ครับ อันนี้ 5 % ชื่อตำแหน่ง เราต้องดูว่า เหมาะสมกับเรา หรือ ตรงกับเราเพียงใด อย่างถ้า เขาต้องการ Sales Manager ประสบการณ์ 5 ปีทางด้านงานขาย เราไม่เคยทำงาน อย่างตรงนี้ก็ถือว่าเราไม่ได้ เลย คะแนนส่วนนี้ก็หายไป

น้อง-แต่เราก็ อยากได้ งาน นะครับ บางทีเราคิดว่าทำได้ ก็เลยส่งไป

HR-งานที่เขาต้องการประสบการณ์ส่วนใหญ่มักจะมี ความกดดันสูง และ มีอะไรหลายอย่างที่ต้องมีคนที่มีประสบการณ์มาระยะหนึ่งจึงสามารถแก้ไขปัญหาได้ดี อย่างชื่อตำแหน่ง ก็จะบอกถึงวุฒิภาวะเราด้วย เพราะถ้าเราเด็ก อ่อนประสบการณ์ เราเกิดได้รับเลือกเข้าไป ทำงาน อันนี้สมมตินะ เราอาจจะต้องเจอ Senior Sales หรือ Sales เก่าเขา เข้ามาลองของเราก็ได้ อย่างเหตุการณ์นี้ ก็เคยเกิดขึ้นกับพี่ตอนที่เพิ่งจบใหม่ๆ พี่ได้ เข้าไปทำงานเป็น Showroom Manager ปรากฏว่าทำงานได้ 4 เดือนก็ต้องลาออก เพราะ เจอแรงกดดันของ เพื่อนร่วมงาน  ลูกน้อง และเจ้าของ  ซึ่งการที่จะให้พวกเขายอมรับเรามันยากกว่า การที่เราต้องทำงานเสียอีกนะ เพราะ เราคิดว่าเราทำให้ ลูกค้า happy น่าจะพอ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับต้องทำให้ ทุกคนในองค์กร happy ด้วยซึ่งมันไม่ง่ายเลย

น้อง- ครับ ผมพอเข้าใจ แล้ว มีเกณฑ์อะไรอีกครับ ที่จะมาพิจารณา

HR-ต่อไป ก็คือ Resume & Cover Letter  เราเองนะหละ อันนี้สำคัญมาก ข้อนี้ พี่ให้ 10 % การเขียน Resume ก็คือการบ่งบอกถึงตัวเรามากที่สุด อย่างที่พี่เคยบอกพวกเราไป ก่อนหน้านี้ ในวิธีการเขียน Resume ให้น่าสนใจ หลาย ๆ คนเก่ง แต่เขียน resume ไม่เป็น ทำให้เขาพลาดโอกาสที่ดีไปพอสมควรเลย อย่างพี่ที่เคยเห็น นะครับ คนจบมาจาก มหาลัยเดียวกัน ทำงาน และ มีประสบการณ์ ต่าง ๆ คล้าย ๆ กัน แต่ คนหนึ่งเขาถูกบริษัท เรียกเข้าสัมภาษณ์ วันละ เกือบ 2-3 บริษัท แต่อีกคน กลับ ถูกเรียกแค่ สัปดาห์ละ 1 บริษัท มากที่สุด ถามว่าเพราะอะไร ก็เพราะ การเขียน Resume นี่หละ ซึ่ง ต่อมาคนหลังเขาได้ปรับเปลี่ยนการเขียน Resume ปรากฏว่าเขาได้รับการตอบรับจากบริษัท จนเขาเลือกไม่ถูกเลยว่า จะไปสัมภาษณ์ที่ไหนดี

น้อง-แต่ เราก็ใช้เว๊บไซค์ สมัครงาน ซึ่งเป็น รูปแบบของเว๊บ นั้น ๆ อยู่แล้วนี่ครับ

HR- ใช่ครับ รูปแบบหละเหมือนกัน แต่การเขียนของแต่ละคนก็ยังไม่เหมือนกันอยู่ดีครับ เราต้องพยายามเขียน Resume ให้น่าสนใจ ที่สุด และ เราอาจจะต้อง เขียน Resume ให้ตรงกับเว๊บที่เราไปสมัครด้วย เช่น ถ้าเป็นเว๊บไซค์สมัครงานที่ได้รับการยอมรับ ในบริษัท ต่างชาติ หรือ บริษัทใหญ่ ๆ เราก็อาจจะต้องเขียน Resume เป็นภาษาอังกฤษ เช่น www.jobsdb.com. , www.nationejobs.com., www.jobtopgun.com
อย่างนี้เราควรเขียน Resume เป็นภาษาอังกฤษครับ

น้อง-อ้อ พอเข้าใจแล้วครับ และ ที่เหลือ อีก 5 % คืออะไรครับ

HR- อันสุดท้ายคือ การคุยและ ตอบคำถามทาง โทรศัพท์ ครับ หลายคนคิดว่า ไม่มีอะไร และ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องแต่พี่บอกเลยว่า เกี่ยว  เพราะ น้ำเสียง การสนทนา การตอบคำถามบางครั้ง ก็ทำให้ HR ตัดสินใจได้เลยว่าใช่ หรือไม่นะครับ

น้อง-พี่ครับ ของสรุปคร่าว อีกทีได้ไหมครับ จะได้จด

HR-ได้ครับ  การให้คะแนนตนเอง ก่อนการส่งใบสมัคร เพื่อ ให้เรามีโอกาสได้งานมากขึ้น หรือดูว่างานนั้น ๆ เรามีโอกาสมากน้อยเพียงใดก่อนส่งมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1. วุฒิการศึกษา คะแนน 25 %
2. ประสบการณ์ คะแนน 30 %
3. ระยะทาง คะแนน 10 %
4. คุณสมบัติอื่น ๆ และ ความสามารถพิเศษ คะแนน 15 %
5. ชื่อตำแหน่ง คะแนน 5 %
6. การเขียน cover letter และ Resume คะแนน 10 %
7. การตอบคำถามทางโทรศัพท์ และ อื่น ๆ คะแนน 5 %
รวมกันเป็น 100 % พอดี ซึ่งถ้าเราส่งไป ยังบริษัท ที่เรามองว่า เกณฑ์เราผ่านมากกว่า 70 % พี่บอกได้เลยว่า โอกาสที่เราจะถูกเรียกสัมภาษณ์ มีสูงอย่างแน่นอนครับ

น้อง-แล้วมีอะไร อีกไหมครับ

HR-อันนี้พี่ฝากนะ การหว่านส่ง Resume  ไม่ใช่ว่าจะทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น แต่กลับทำให้เราเสียโอกาสมากขึ้น และ ยิ่งเราส่งไปมาก เราคาดหวังมาก แต่กลับไม่มีการยอมรับ หรือ ตอบรับ เราก็จะยิ่งท้อ และ หมดกำลังใจ การที่เราส่งน้อย หรือ เลือกส่ง แต่มีผลตอบรับที่ดี กลับทำให้เรามีกำลังใจ และ มีโอกาสมากยิ่งขึ้น อย่างพี่ ถ้าพี่จะส่ง resume พี่จะต้องดูเสมอว่า ใช่ หรือ ไม่ก่อน โดยการเอาเกณฑ์ที่พี่บอกน้องๆ นี่หละ มาพิจารณา ซึ่ง เชื่อไหมว่าสมัยที่พี่จบใหม่ ๆ พี่มีประสบการณ์น้อย แต่พี่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์ วันละ อย่างน้อย 2 แห่ง ตลอด 2สัปดาห์ และ ผ่านการพิจารณา เรียกเข้าทำงาน ถึง 8 บริษัท ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งๆ ที่พี่ จบด้วยเกรดเฉลี่ย แค่ 2 ต้น ๆ เท่านั้น และเชื่อไหมว่า งานที่พี่ได้ และ ทำอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ในสายอาชีพที่พีสำเร็จการศึกษาเลย

น้อง-โหหหหหหหหหหหห จริง อะพี่

HR- ใช่ครับ แต่สิ่งที่พี่บอกก็เป็นเพียงแค่แนวทาง ทุกอย่างอยู่ที่เรา อ้อ อีกอย่างที่พี่อยากจะฝากเอาไว้คือคือ การเขียน Cover letter ให้ระวังที่มาของตำแหน่งนั้น ๆ ด้วยหลายคน Copy แล้วลืมแก้ ปรากฏว่า บริษัทนี้ ประกาศรับสมัครตำแหน่งงานในหนังสือพิมพ์ แต่เราดันไปเขียนว่า เจอใน เว๊ปไซค์ อันนี้  HR อาจจะมองได้ว่าเราเป็นคนไม่รอบคอบก็ได้ หรือบางคน สมัครตำแหน่งงานใช่ แต่ ชื่อบริษัท ไม่ใช่ก็มีนะ  ......อย่างไรพี่ก็ขอให้น้อง ๆ ทุกคน ได้งานที่มุ่งหวัง สมใจกันทุกคน มีปัญหาอะไร พี่ยินดีให้คำปรึกษานะครับ

น้อง- ขอบคุณครับ

ขอให้ได้งานกัน ทุกคนนะครับ เอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้เสมอครับ

โดย มัจฉาวารี

 

กลับไปที่ www.oknation.net