วันที่ อังคาร สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

'ข้าราชการ' ยังเป็นปัญหาของไฟใต้


สวนทางปืน / บะห์รูน (ฉ.793)

 ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของนักวิชาการใหญ่หลายท่านในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจ ระหว่างสังคมประเทศด้วยกัน การเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัด หรือการเข้าไปมีบทบาทในความพยายามยุติความรุนแรงนั้น

 หลายฝ่ายหลายคนมักจะพูดตรงกันประการหนึ่ง คือ ไม่อยากยุ่งหรือฉันไม่เกี่ยวในภาระที่จะทำให้เหตุการณ์สงบ ประชาชนอยู่เป็นสุข แต่ฉันยังอยากจะพูด อยากวิจารณ์ ด่ารัฐบาลบ้าง ด่าเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง โดยเฉพาะทหาร ตำรวจ ถือเป็นขี้ปากนักวิจารณ์ได้ดีที่สุดในบรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่สามจังหวัด

 ในห้วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ๆ พรรคพวกผู้เขียนเป็นต้องทะเลาะเบาะแว้งกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นประจำ ยิ่งกับทหาร ยิ่งถือเป็นไม้เบื่อไม้เมา มีเรื่องต้องถกต้องเถียงกันอยู่เนืองๆ ด้วยสาเหตุ

 หนึ่ง - เมื่อมีเพื่อนพ้องน้องพี่ ญาติสนิทมิตรสหาย ถูกเชิญตัวไปพบทหาร พบตำรวจ ตามหมายเรียกตามอำนาจพระราชกำหนดบริหารราชการฉุกเฉิน หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า 'พอรอกอ' คนที่ถูกเรียกตัวตามหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น ในช่วงใหม่ๆ ก็ตกอกตกใจ ตื่นเต้น วางตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ถูกจับหรือเปล่า จะติดคุกมั้ย จะประกันตัวได้มั้ย แต่พอนานวันผ่านไป ชาวบ้านเริ่มคุ้นชิน เห็นระดับของพิษสงเจ้ากฎหมาย พ.ร.ก.แล้ว ทุกคนก็เริ่มกังวลน้อยลง ไม่วุ่นวายใจมากนัก

 เดี๋ยวนี้ถ้าหากใครถูกเรียกตัวตามหมาย พ.ร.ก. ดูเหมือนจะสนใจเบื้องต้นว่าถูกควบคุมตัวที่ไหน และใครเรียกตัวไป หน่วยไหน ทหารหรือตำรวจ และอีกกี่วันจะได้เยี่ยม เพียงรัฐรู้ข้อมูลเท่านี้ ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราๆ ก็สบายใจแล้ว

 ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนต้องคอยกระตุ้นบอกกับฝ่ายรัฐมาโดยตลอดว่า เวลาไปเชิญตัวชาวบ้านชาวช่องแล้ว ช่วยกรุณาบอกสักนิดเถอะว่า พวก 'ฉัน' ที่มาควบคุมตัวชาวบ้านคนนี้ มาจากหน่วยงานไหน? แล้วจะพาไปที่ไหน? ควบคุมตัวที่ไหน? เพราะไม่รู้ว่า 'คุณตำรวจทหาร' จะปากหนักอะไรนักหนา ที่จะบอกให้พ่อแม่พี่น้องหรือลูกเมียเขาได้รู้ก่อนเอาตัวไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่า กระแสอุ้มหายอุ้มฆ่าโดยเจ้าหน้าที่รัฐนั้น มันเป็นประเด็นหนึ่งที่คลางแคลงใจมาตลอด

 ตรงนี้แหละที่พูดเขียนพูดว่า ต้องคอยตรวจสอบถามไถ่เจ้าหน้าที่รัฐอยู่เสมอ ว่านายนั้นนายนี้ถูกเชิญถูกจับ แล้วไปอยู่ที่ไหน หลายครั้งหลายหน ฝ่ายทหารตำรวจก็คงเซ็งๆ กับผู้เขียน บางครั้งกว่าจะรู้ว่าถูกควบคุมตัวที่ไหน ต้องรอวันพรุ่งนี้ถึงจะตอบได้ ไม่รู้ว่าแก้ปัญหากันมากว่าสามปีแล้ว เรื่องเพียงแค่นี้ยังจบไม่ได้อีก จะต้องเป็นปัญหาคาใจไปเรื่อยๆ นานแค่ไหน และผู้เขียนก็ต้องทนหน้าด้าน ถามไถ่ ตามข้อมูลเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไรไม่รู้

 ฉะนั้น ถ้ามีผู้อ่านท่านใดเป็นทหารตำรวจ ก็ขอรบกวนบอกต่อๆ กันหน่อย ชาวบ้านเขาไม่ว่าอะไรเท่าไรหรอก ที่จะเอาตัวลูกหลานเขาไป แต่ก็ช่วยบอกด้วยว่าจะพาไปนอนที่ไหน ส่วนจะมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกับการก่อเหตุร้ายหรือมั้ยนั้น ก็ค่อยว่ากันไปอีกเรื่อง ผิดถูกยังไงก็ว่ากันตามกฎหมาย แต่สิทธิพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ ก็ดูแลให้เต็มที่ด้วยซักหน่อย

 สอง - การแก้ปัญหาทั้งหลายนั้น การอบรม บ่มเพาะเพื่อหวังผลว่าคงจะช่วยให้เกิดอะไรๆ ที่ดีๆ ได้บ้าง ช่วงต้นๆ ของเหตุการณ์ เคยใช้การอบรมแบบไหน? วิทยากรเป็นใคร? พอมาถึงวันนี้ ร่วมสามปี รูปแบบเนื้อหาก็ยังคงแบบเดิมๆ อาจจะมีบ้างที่คนดำเนินการ คนรับผิดชอบ เปลี่ยนหน้าไปบ้าง แต่ในตัวเนื้อหาก็ยังคงเดิมๆ อยู่ ผู้เขียนคงพอวิเคราะห์ได้บ้างว่า กรอบคิดของฝ่ายรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงใช้ 'สัญชาตญาณ' มากกว่า 'ความรู้ความเข้าใจ' และยังคงๆๆๆ อะไรต่อมิอะไรอีกเยอะ

 กระทั่งผู้เขียนคิดว่าฝ่ายรัฐคงหมดหนทางแก้ หรือมองไม่เห็นช่องทางแล้ว แต่เพื่อความสบายใจของตนเอง จึงอนุมานว่าทุกอย่างดีขึ้น หรือดีวันดีคืน ซึ่งก็เป็นจริงดังนั้นอยู่บ้างบางส่วน เช่น ด้านการทำความเข้าใจต่อรัฐมีมากขึ้น การได้รับข้อมูลข่าวสารจากชาวบ้านก็มากขึ้น กระทั่งสามารถบอกได้ว่าในหลายๆ ปฏิบัติการที่ประสพผลสำเร็จ ก็เพราะการได้รับข่าวสารความช่วยเหลือ ่วยให้เกิดจากชาวบ้านร้านตลาดนั้นเอง แต่ในบางด้าน ก็ยังไม่ก้าวหน้า ความไม่ก้าวหน้าในที่นี้ คือความก้าวหน้าในแนวทาง หรือกรอบคิดต่อการมองปัญหา หรือการมองเห็นรากของปัญหา ตลอดจนวิธีการจะจัดทำเป็นกระบวนการแก้ปัญหา หรือจะเรียกว่ายังขาดข้อสรุปในทางยุทธศาสตร์อยู่ จึงไม่สามารถกำหนดวิธีการได้ หรือยุทธวิธีได้ แต่ผู้เขียนขอเว้นการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ก่อน เพียงยกมาประกอบข้อเท็จจริงที่โยงใยเกี่ยวข้องกับการอบรม เพราะในเมื่อยังไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน งานอบรมก็ไม่มีเป้าหมาย เพราะการอบรมบุคคลคนหนึ่ง น่าจะมีเป้าหมายว่าเมื่อเขาหรือเธอคนนั้นผ่านการอบรมครั้งนี้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น? มีดัชนีชี้วัดอะไรบ้างที่จะเป็นตัวพิสูจน์ข้อบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายนั้นๆ
 ผู้เขียนเห็นว่า งานการอบรมบ่มเพาะนั้นมีความสำคัญเช่นกัน และคิดว่ามีชัยชนะบางด้านที่จะต้องใช้การอบรม เช่น ชัยชนะในทางจิตวิทยามวลชนทุกด้าน สามารถรุกทางการเมืองได้ด้วยการอบรมนี้แหละ แต่สำคัญที่ว่าจะอบรมเรื่องอะไรบ้างที่จะทำให้ชนะทางการเมืองได้

 ตัวอย่างง่ายๆ ที่สามารถเห็นผลชัดเจน เช่น ทางฟากฝั่งขบวนการฯ ดำเนินงานการเมืองว่า ลูกหลานชาวมลายูปาตานีไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกเจ้าหน้าที่รัฐรังแก หรือใส่ความเมื่อถูกจับกุม ในประเด็นเหล่านี้ หากฝ่ายรัฐเลือกใช้ให้เป็นหัวข้อหนึ่งในการทำความเข้าใจกับมวลชน อบรมอย่างเป็นกระบวนการ คือ พูดง่ายว่าเมื่อเป้าหมายต้องการแก้ทางมวยของฝ่ายตรงข้าม คือ ต่อต้านข่าวลือข่าวลวงและงานการเมืองฝ่ายขบวนการฯ ในประเด็นความยุติธรรมนี้ ที่นี้หัวข้อการอบรมก็ควรจะทำความกระจ่างข้อครหาที่มีอยู่ เช่น การให้ผู้รับการอบรมรู้ถึง

 1) ขั้นตอนการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้อง ด้วยขั้นตอนวิธีการเช่นไร?

 2) มีงานพยานหลักฐานที่แม่นยำด้วยวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีวิธีการทำงานอย่างไร?

 3) มีกระบวนการเก็บหลักฐานที่สามารถเชื่อถืออย่างไร?

 4) มีกระบวนการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำผิดกฎผิดระเบียบผิดนโยบายอย่างไรบ้าง? มีตัวอย่างที่พอยกเป็นตัวอย่างได้อะไรบ้าง?

 5) รัฐได้ช่วยเหลือ หรือที่เรียกว่าเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ณ์ไม่สงบอะไรบ้าง?
จำนวนเท่าไรแล้ว? มีใครรับผิดชอบบ้าง มีหน่วยงานใดดูแล และที่สำคัญ มีกระบวนการทำงานเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไร? และที่สำคัญ ใครรับผิดชอบ และอยู่ตรงไหน? และจะติดต่อใครได้บ้าง?

 4-5 หัวข้อเหล่านี้ ถ้าสามารถขยายการรับรู้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะเกิดผลดีต่อการต่อต้านข่าวลือข่าวลวงเรื่องความยุติธรรมของฝ่ายตรงข้ามได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะบุคคลที่สมควรถูกอบรมในหัวข้อเหล่านี้มากที่สุดก็คือ ข้าราชการที่อยู่ในพื้นที่ ทุกหน่วย ทุกส่วน เพราะทุกวันนี้ผู้เขียนเองหรือชาวบ้านทั่วไป หงุดหงิดสุดๆ คือ 'คนของราชการ' ไม่มีความเอาใจใส่ต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านเท่าที่ควรเลย

 ผู้เขียนยกตัวอย่างหัวข้อต่างๆ ที่น่าจะทำการอบรมข้าราชการของตนเองให้ได้รู้ได้เข้าใจ เพื่อหวังผลในการต่อต้านฝ่ายตรงข้าม โดยที่ไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตอะไร เพียงแต่ในฐานะที่เป็นข้าราชการกินเงินเดือนรัฐ เงินเดือนประชาชน ก็น่าที่จะกระตือรือร้นในการสนใจปัญหาในชุมชนตัวเองบ้าง และมีส่วนช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง เพราะหากฝ่ายรัฐทำความรู้ความเข้าใจเหล่านี้ให้ชัดเจนแก่ 'คนของรัฐ' เท่ากับมีกระบอกเสียงต่อต้านฝ่ายตรงข้ามโดยปริยายเช่นกัน และอย่างยิ่งสำหรับข้าราชการมุสลิมที่อยู่ในพื้นที่และอยู่ในชุมชน

 อย่าเอาแต่อบรมเยาวชนหรือกลุ่มเสี่ยงตามที่เรียกกันฝ่ายเดียว คิดหาหนทางอบรมบ่มเพาะข้าราชการเพื่อให้เกิดประโยชน์บ้างจะดียิ่ง ชาวบ้านชาวช่องเขาเบื่อการถูกเกณท์ไปอบรมเต็มทีแล้ว

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net