วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขอบคุณกัปตัน...สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด


 

          นับจากวันนี้ พรีเมียร์ลีกซีซันนี้เหลืออีก 1 แมทช์
          แต่สำหรับ"เดอะค็อป" แฟนบอลทีมลิเวอร์พูล กล่าวได้ว่า ซีซันนี้จบไปตั้งแต่สุดสัปดาห์(16พฤษภาคม) เมื่อลิเวอร์พูลลงสนามในแอนฟิลด์นัดสุดท้ายกับคริสตัล พาเลซ
          ความจริงแล้ว มันก็เป็นเพียงเกมธรรมดานัดที่ 37 ของพรีเมียร์ลีกเหมือนทุกๆปี แต่สำหรับนัดนี้ มันกลับเป็น"เกมพิเศษ" เพราะจะเป็น"นัดสุดท้าย" ที่นักเตะคนหนึ่งจะลงสนาม"ในบ้าน"ให้กับทีม และหากเป็นนักเตะคนใดคนหนึ่ง ก็คงเป็นเรื่องปกติอีกนั่นแหละ เพราะทุกวันนี้ แต่ละปีทุกสโมสรก็จะมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นเสมอ
          แต่สำหรับลิเวอร์พูล นัดที่ 37 ปีนี้ไม่ใช่เกมธรรมดา เพราะเป็นนัดสุดท้ายของนักเตะที่ชื่อ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด


 

          ผมรู้จักสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ..ตอนไหน
          ในฐานะ"เดอะค็อป" ผมบอกได้เลยว่าผม"รัก"นักเตะลิเวอร์พูลทุกคน แต่นักเตะลิเวอร์พูลทุกคนไม่ได้เป็น"คนโปรด"ของผม และการติดตามเชียร์"หงส์แดง"มานานกว่า 30 ปี มีนักเตะเข้ามาในทีมนับร้อยคน แต่ก็มีนักเตะ"คนโปรด"มากพอที่จะใช้นิ้วมือนับได้ครบ
          "กัปตัน"คนนี้เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น
          ผม"รู้จัก"เขาเป็นครั้งแรกในปี 2001 ที่ลิเวอร์พูลคว้า 3 แชมป์ คือ ลีกคัพ, ยูฟ่าคัพ และ เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 3 โดย"จำได้"ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรปที่ทีมคว้าแชมป์ เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้ทำประตูในนัดชิงที่ลิเวอร์พูลชนะ อลาเบส จากสเปน 5-4 แบบพลิกไปพลิกมา
          ในตอนนั้น เจอร์ราร์ดยังสวมเสื้อหมายเลข 17 และไม่ใช่"ตัวหลัก"ของสโมสร แต่เป็นหนึ่งในนักเตะที่เริ่มถูกจับตามอง เพราะสามารถเล่นได้สารพัดตำแหน่ง ทั้งแบ็คขวาและมิดฟิลด์ฝั่งขวา โดย"แกนหลัก"ของแผงมิดฟิลด์ในซีซันนั้น คือ เจมี่ เรดแนปป์ กัปตันทีม ดีทมาร์ ฮามันน์ ห้องเครื่องชาวเยอรมัน แพททริก แบร์เกอร์ ดาวเตะสาธารณรัฐเชก วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ มิดฟิลด์เชิงสูงจากเชก และ แดนนี่ เมอร์ฟี่ กองกลางทีมชาติอังกฤษ
          แถมยังมี แกร์รี่ แม็คอลิสเตอร์ ดาวเตะสก๊อตแลนด์ อิกอร์ บิสคาน จากโครเอเชีย นิค บาร์มบี้ นักเตะทีมชาติอังกฤษ
          "หมายเลข8"ของสโมสรตอนนั้นคือ อีมิล เฮสกีย์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษ
         แต่ก็ถือเป็นปี"แจ้งเกิด"ของเขา เพราะมี 2 นักเตะที่"เจ็บบ่อย" นั่นคือกัปตันทีม เรดเดอร์ เจมี่ เรดแนปป์ และ เวการ์ด เฮกเก้ม ที่ส่งผลให้นักเตะหมายเลข 17 ได้ลงสนามหลายครั้ง และคว้ารางวัล นักเตะดาวรุ่งประจำปีของอังกฤษมาครอง


          ปี 2001-2002 มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในสโมสร
          การเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างหนึ่งที่"ช็อค" เดอะค็อป คือการปล่อยตัว"ก๊อด" ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ออกจากสโมสร โดยได้"มิลาน บารอส"ศูนย์หน้าชาวเชกมาแทนที่ รวมทั้งการปล่อยตัว"ผู้พันแซนเดอร์" แซนเดอร์ เวสเตอร์เฟล นายทวารชาวดัทช์ออกจากทีม พร้อมดึง เจอร์ซี ดูเด็ก นายทวารโนเนมมาจากเฟเยนูดมาแทนที่
         เจอร์ราร์ด ก็ยังไม่ได้เป็นตัวหลักของทีม แถมได้ลงสนามน้อยกว่าปีก่อนด้วยซ้ำเพราะอาการเจ็บบ่อยจากการเข้าบอลหนักตามสไตล์
         นอกจากนั้น น่าเสียดายที่ปลายซีซั่นเขาได้รับบาดเจ็บจนไม่ได้ร่วมทีมชาติอังกฤษไปเตะฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้
          กระทั่งปี 2003-04 เขาจึงก้าวขึ้นมาเป็น"ตัวหลัก"ของสโมสร และถูกตั้งเป็น"กัปตัน" โดย เชราร์ อุลลิเยร์ ตั้งให้เขาทำหน้าที่แทน ซามี ฮูเปีย กัปตันทีมคนก่อนชาวฟินแลนด์

          กระทั่งปี 2004 เมื่อเริ่มซีซั่น ชีวิตของเจอร์ราร์ดก็เปลี่ยนไป
          เมื่อจบฤดูกาล 2004 นักเตะดังหงส์แดงหลายคนเดินออกจากสโมสร และ"ราฟาเอล เบนิเตซ" เดินทางจากสเปนมารับตำแหน่งกุนซือ
          และ"กัปตัน"ก็เลือกสวมเสื้อหมายเลข 8 เมื่อเฮสกีย์จากสโมสรไป ท่ามกลางความวิตกของแฟนบอลที่กัปตันทีมสวมเสื้อหมายเลขนี้ เพราะกล่าวกันว่า"หมายเลข8"เป็นหมายเลขอาถรรพ์ที่นักเตะลิเวอร์พูลแทบทุกคนที่สวมเสื้อหมายเลขนี้"ล้มเหลว"ทุกคน นับแต่พอล สจ๊วต มาจนถึงอีมิล เฮสกีย์
          แต่คงไม่ใช่"กัปตัน" เพราะปีนี้ถือเป็นปีที่"กัปตัน"ประสบความสำเร็จสูงสุด เมื่อนำหงส์แดงผงาดเป็นแชมป์ยุโรป ด้วยชัยชนะเหนือเอซี มิลาน ในรอบชิงที่อิสตันบูล ทั้งที่ตามอยู่ 0-3 เมื่อจบครึ่งแรก และ"กัปตัน" คือคนจุดประกายความหวังด้วยการโหม่งตีไข่แตกไล่มา 1-3 ก่อนจะจบด้วยผล 3-3 และลิเวอร์พูลคว้าแชมป์หลังดวลจุดโทษ
ปีถัดมา กัปตันก็พาทีมเป็นแชมป์เอฟเอคัพเหนือเวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยเจอร์ราร์ดยิงประตูตีเสมอในระยะไกล 35 หลาที่ถูกยกเป็นหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดประตูหนึ่งในรอบชิงเอฟเอคัพ
          2 ปีต่อมา คือปี 2007 ลิเวอร์พูลเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับเอซี มิลาน อีกครั้งและพ่ายไป 1-2 แต่ก็แทบจะไม่มีใครจำได้ อย่างที่"บิล แชงคลีย์" อดีตกุนซือลิเวอร์พูลเ เคยกล่าวว่า ถ้าคุณเป็นที่ 1 คุณก็เป็นที่ 1 แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นที่ 1 คุณไม่ได้เป็นอะไรเลย และเชื่อเถอะ เดอะค็อปหลายคนยังจำไม่ได้ว่าลิเวอร์พูลแพ้มิลานในรอบชิงฯยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2007
          และปี 2012 คือการคว้าแชมป์ครั้งสุดท้ายบนเกาะอังกฤษ เมื่อกัปตันนำทีมชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในรอบชิงคาร์ลิ่งคัพ แต่ได้แค่"รองแชมป์"เอฟเอคัพ เมื่อนำทีมแพ้เชลซีในรอบชิง


 

          หลายคนบอกว่า"ไม่มีสิ่งมหัศจรรย์"สำหรับเจอร์ราร์ด
          นั่นเป็นเพราะ 26 ปีในแอนฟิลด์ เขาไม่ได้สัมผัสและชูถ้วยพรีเมียร์ลีก แถมนัดส่งท้ายในแอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลก็พ่ายคริสตัล พาเลซ 1-3 แถมในวันเกิด 30 พฤษภาคมปีนี้ ลิเวอร์พูลก็อดชิงเอฟเอคัพ
          แต่สำหรับ"เดอะค็อป" การมี"กัปตัน"ก็คือหนึ่งใน"สิ่งมหัศจรรย์"ของสโมสร และมีหลายครั้งหลายหนที่เขาทำประตูมหัศจรรย์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นประตูมหัศจรรย์ให้ทีมเอาชนะ โอลิมเปียกอส 3-1 และผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างปาฏิหาริย์ในปีที่คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก เพราะหากชนะแค่ 2-1 ลิเวอร์พูลก็ตกรอบ หรือการยิงประตูตีไข่แตกตามมา 1-3 ในรอบชิงจนคว้าแชมป์
          แม้แต่ประตูตีเสมอเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ..นั่นก็คือประตูมหัศจรรย์
          อย่าลืมว่า สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย 4 รายการใหญ่ คือ ยูฟ่าคัพ กับ อลาเบส, ลีกคัพ กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก กับ เอซี มิลาน และ เอฟเอคัพ กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
          นี่คือกัปตันมหัศจรรย์ ที่จะไม่มีอีกแล้ว
          ขอบคุณกัปตัน สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์มากมายในชุดสีแดง
          You'll Never Walk Alone!!!

ขอบคุณภาพทั้งหมดจากอินเตอร์เน็ต

โดย ลูกเสือหมายเลข9

 

กลับไปที่ www.oknation.net