วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระเบิดสุราษฎร์ฯ-โรฮิงญา-บึ้มยะลาไฟใต้โยงใยการเมือง



              มองเผินๆ เหตุลอบวางระเบิดป่วนเกือบ 30 จุดกลางเมืองยะลาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา อาจจะเป็นการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบตามธรรมดา แต่แท้จริงแล้วเหตุระเบิดครั้งนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงมิติของปัญหาอื่นๆ ด้วย ทั้งเรื่องของกลุ่มการเมืองในพื้นที่ และภัยแทรกซ้อน โดยเฉพาะเรื่องการ "ค้ามนุษย์" ที่กำลังกวาดล้างกันอย่างหนัก
    
              พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นผู้เปิดประเด็นร้อนระหว่างการลงพื้นที่ จ.ยะลา ว่า พื้นที่ จ.ยะลา โดยเฉพาะเขตเมืองว่างเว้นจากการก่อเหตุมานาน ความมั่นใจในพื้นที่จึงทำให้เกิดช่องว่าง
    
              "ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่โยงใยอยู่ ทั้งเรื่องภัยแทรกซ้อน ยาเสพติด อาชญากรรม จากการละเมิดสิทธิมนุษยชน การค้ามนุษย์ เป็นเรื่องผลประโยชน์ที่ผู้กระทำผิดกฎหมายจ้องที่จะทำ ตลอดจนความแตกต่างในเรื่องอุดมการณ์ที่ยังมีความเชื่อเก่าๆ มีความไม่เข้าใจเกี่ยวกับภัยแทรกซ้อน ปัญหาผลประโยชน์ในพื้นที่
    
              เรื่องการค้ามนุษย์ การเมือง อุดมการณ์ความเชื่อเก่าๆ มีความเกี่ยวพันเกื้อกูลกัน ฉะนั้นใครที่บอกว่าจะช่วยเพราะรักชาติ แต่กลับไปกระทำหรือมีความเกี่ยวพันส่งเสริมให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงมีผู้สนับสนุน เป็นสิ่งที่ไม่ดี ถามว่าแล้วแบบนี้จะรักชาติได้อย่างไร" พล.อ.อุดมเดช กล่าว
    
              ขณะที่การข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเผยว่า กลุ่มที่ก่อเหตุครั้งนี้เรียกตัวเองว่า "กลุ่มยังเติร์ก" ซึ่งเป็น "กลุ่มคนรุ่นใหม่" โดยมี "ขบวนการบีอาร์เอ็น" สั่งการอยู่เบื้องหลัง แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ฟันธงว่าเป็นฝีมือของกลุ่มนี้ 100% และยังไม่ได้ตัดประเด็นว่าจะเชื่อมโยงกับกลุ่มค้ามนุษย์หรือไม่
    
              เจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่รายหนึ่งให้ข้อมูลว่า กลุ่มขบวนการมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยเอาจุดอ่อนของเจ้าหน้าที่รัฐมาปฏิบัติการ แม้ว่าในเขตเมืองที่เป็นเขตเศรษฐกิจจะมีการป้องกันไว้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการตั้งด่านตรวจรถยนต์เข้า-ออกอย่างเป็นระบบ
    
              "การดูแลของเจ้าหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างเข้มงวดมาก แต่ผู้ก่อเหตุได้ปะปนมากับประชาชนในเมือง โดยที่ไม่ต้องใช้รถยนต์มาก่อเหตุคาร์บอมบ์เหมือนเดิม เพราะที่ผ่านมากล้องวงจรปิดสามารถบันทึกการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุได้เป็นอย่างดีทำให้แกนนำกลุ่มปรับแผนด้วยการฝึกคนรุ่นใหม่ และให้เข้ามาอยู่ในเมือง”
    
              กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ได้ถูกส่งมาจาก "นอกพื้นที่" เป็นส่วนใหญ่ โดยเข้ามาเช่าบ้านในพื้นที่ จ.ยะลา เพื่อให้เกิดความชำนาญพื้นที่
    
              ส่วนรูปแบบในการก่อเหตุจะใช้ระเบิดที่มีขนาดเล็กกว่าที่เคยใช้ ซึ่งแต่เดิมต้องใส่ถังแก๊ส หรือถังดับเพลิงแล้วใส่ส่วนผสมของปุ๋ยยูเรีย แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เป็น "ระเบิดซีโฟร์" ขนาดเล็ก มีการตั้งเวลา ทำให้การตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดทำได้ยาก
    
              กลุ่มขบวนการได้ฝึกคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทดแทนตลอดเวลา โดยเน้นไปที่กลุ่มเยาวชนอายุ "ไม่เกิน 20 ปี" และมีการทบทวนจุดอ่อนของปฏิบัติการครั้งที่ผ่านมาอยู่ตลอดเพื่อปรับแผนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
    
              "เขาไม่ได้ต้องการวางระเบิดเพื่อให้ได้รับชัยชนะ แต่ต้องการทำให้เกิดความรุนแรงในทุกรูปแบบ เพราะต้องการให้เจ้าหน้าที่เสียเวลามาดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะได้ไม่ต้องหันมาสนใจเครือข่าย หรือยุทธศาสตร์ที่กลุ่มขบวนการเคยปฏิบัติกันมา”
    
              ในส่วนการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นทื่ เจ้าหน้าที่ยังเฝ้าระวังพื้นที่ที่เหลือใน จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี เบื้องต้นได้กำหนดมาตรการแบ่งเป็น พื้นที่ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก พร้อมกำหนดแผนการปฏิบัติการ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนปกติ ขั้นตอนเกิดเหตุ และขั้นตอนปฏิบัติหลังเกิดเหตุ
    
              สำหรับพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา ได้กำหนดพื้นที่ชั้นในเป็น "เขตควบคุมความปลอดภัยพิเศษ" (Safety Zone) จำนวน 2 เขต ทั้งนี้ "ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจังหวัด" จะต้องบูรณาการกำลังตามแผนการรักษาความปลอดภัยให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมทั้งเส้นทางทั้งในเขตเมือง และนอกเมือง
    
              ขณะที่ "งานการข่าว" ต้องเน้นการปฏิบัติการ "เชิงรุก" ให้มากขึ้น รวมทั้งนำมาตรการ "การข่าวเชิงลึก" มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับพื้นที่ เร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว และต้องเพิ่มมาตรการระมัดระวังในทุกมิติ
    
              นอกจากนี้ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จะต้องทบทวน "แผนปฏิบัติการเผชิญเหตุ" การเพิ่มความระมัดระวังพื้นที่ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปฏิบัติการด้านการข่าว การประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานราชการในพื้นที่ การใช้เครือข่ายภาคประชาชน รวมถึงมาตรการตรวจค้นของจุดตรวจ และด่านตรวจสกัดกั้น
    
              แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดทิ้งประเด็นที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ "ชาวโรฮิงญา" ที่มีการกวาดล้างครั้งใหญ่ ซึ่งทุกประเด็นมีการเชื่อมโยงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดที่ห้างสรรพสินค้า จ.สุราษฎร์ธานี หรือการจับกุมขบวนการค้ามนุษย์ ก่อนที่จะมาเกิดเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด
    
              เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้วยว่า "ในอดีตกลุ่มขบวนการภัยแทรกซ้อนในพื้นที่ เช่น กลุ่มค้ายาเสพติด และน้ำมันเถื่อน มักจ้างให้กลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงเพื่อดึงกำลังของเจ้าหน้าที่ให้มาดูแลพื้นที่ที่เกิดเหตุ ซึ่งจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ขบวนการภัยแทรกซ้อนทำผิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น"
    
              เมื่อเร็วๆ นี้เจ้าหน้าที่ยังพบหลักฐานจากการตรวจค้นของตำรวจ ซึ่งได้ตรวจค้นบ้านเป้าหมายหลังหนึ่งในเขต อ.เมือง จ.ระนอง ที่พบหลักฐาน "ใบโอนเงิน" ระบุชื่อของนายทหารยศ "พลตรี" รายหนึ่ง โดยในใบโอนเงินมีการเขียนชื่อ และนามสกุล จำนวน 4 ใบ โดยมีใบหนึ่งระบุชื่อยศทางทหารนำหน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบความชัดเจนอยู่
    
              พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีนายทหารเข้าไปพัวพันกับขบวนการค้ามนุษย์ว่า ยังไม่มีการแจ้งมาจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมากองทัพบกได้มีการปรับย้ายกำลังพลของกองทัพบกตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการหมุนเวียนตำแหน่ง แต่ไม่ได้เป็นความผิดของทหารที่รับผิดชอบในพื้นที่
    
              พล.อ.อุดมเดช กล่าวอีกว่า จริงๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดปกติอะไร จุดใดก็ตามที่ผู้บังคับบัญชาในระดับต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกองทัพบกได้จำเป็นจะต้องมีการหมุนเวียนให้ผู้ที่มีความสามารถมากขึ้นมาดูแล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานของกองทัพ
    
              "ทั้งนี้ อาจจะไม่ใช่ความผิดโดยตรง แต่อาจจะอยู่ในข่ายเป็นผู้รู้จักมักคุ้น หากอยู่ในพื้นที่ก็จำเป็นต้องมีการหมุนเวียนออกจากพื้นที่ไป" พล.อ.อุดมเดช กล่าว
    
              คดีนี้ต้องติดตามกันต่อไปว่า นายทหารที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยจะมีส่วนเกี่ยวพันจริงหรือไม่ แต่จากข้อมูลของรมช.กลาโหม และผบ.ทบ. รวมทั้งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างกลุ่มการเมือง กลุ่มผู้เห็นต่าง และกลุ่มขบวนการภัยแทรกซ้อน ซึ่งในที่นี้ก็คือขบวนการค้ามนุษย์ ที่มีส่วนในการโหมไฟใต้ด้วยกันทั้งสิ้น

โดย คมชัดลึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net