วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เบื้องต้น ๓ ของธรรมอันเป็นกุศล (อีกธรรมที่ควรน้อมมาในตน)


ถ้า  ....

- มีใครมาทำร้าย  มาทำให้เราหรือคนในครอบครัวบาดเจ็บ 

- ทรัพย์สินของเราถูกขโมย  ถูกอ้างสิทธิ์  ถูกทำให้เสียหาย

- มีใครมาล่อลวงเราด้วยคำพูดหลอกลวง   คำพูดว่าร้าย  คำนินทา  ที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิด   ทำให้เราเสียหาย 

ทำให้เราเสียใจ 

- มีใครมาล่วงเกินสามี  ภรรยา  ลูกหลาน  ญาติทั้งหลายของเรา

-คนรักประพฤติล่วงใจเรา

- ต้องอยู่ใกล้คนที่เสพของมึนเมาจนอาจขาดสติ

ถ้าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับเรา   เราจะรู้สึกอย่างไร ??

เมื่อถามตนเอง  เราคงได้คำตอบว่าไม่รู้สึกดีกับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ 

เมื่อเอาตนเข้าเปรียบ  เรารู้สึกอย่างไร  ผู้อื่นก็รู้สึกอย่างนั้น  เรารักชีวิต  อยากอยู่  ไม่อยากตาย  คนอื่นก็รักชีวิต  อยากอยู่  ไม่อยากตายอย่างนั้น  เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับเราอย่างไร  ผู้อื่นก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับเขาอย่างนั้นเช่นกัน 

ความรู้สึกเหล่านี้  คือความรู้สึกที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกพราหมณ์และคหบดีในหมู่บ้านเวฬุทวารคามแคว้นโกศลว่า  เป็นสิ่งที่ควรเอาตนเข้าไปเปรียบ  เป็นสิ่งหรือธรรมที่ควรน้อมเข้ามาในตน  ในเวฬุทวาเรยยสูตร (สํ.ม.(แปล) ๑๙ / ๑๐๐๓ / ๕๐๐- ๕๐๕)  เพื่อการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อผู้อื่น  เพื่อความเจริญยิ่งๆขึ้นไปของตน  และศรัทธาที่ไม่หวั่นไหวในพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์

เมื่อได้น้อมความรู้สึกเหล่านี้เข้ามาพิจารณาจนเห็นตามและดำเนินชีวิตตามธรรมที่น้อมเข้ามานั้น   จะทำให้เราสำรวม  เคารพและปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ  ระวังกายวาจา   มีมารยาท  ใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม  เห็นโทษของความผิดแม้เพียงเล็กๆน้อยๆ  เว้นขาดจากการละเมิดผู้อื่น   

ซึ่งธรรมที่น้อมเข้ามาในตนนี้   ต้องประกอบกับการอบรมเมตตาอย่างสม่ำเสมอด้วย   โดยท่านให้อบรมเมตตาตนขึ้นเป็นอันดับแรก  เพราะเมตตาตน   ไม่อยากให้ใจตนคุ้นเคยกับอกุศลธรรม  จึงพยายามอบรมตนอยู่เสมอเมื่อรู้ว่าความดำริอันเป็นอกุศลเกิดขึ้นในใจจึงจะสามารถห้ามใจจากอกุศลธรรม   แล้วจึงจะสามารถแผ่เมตตานั้นไปยังผู้อื่นได้   ซึ่งการแผ่เมตตาไปยังผู้อื่นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่จิตคิดแผ่   แต่ต้องอบรมอย่างจริงๆจังๆ  (http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2014/11/10/entry-1)  และแสดงออกทางกายวาจาด้วยจึงจะเป็นเมตตาที่แท้  ไม่ใช่เป็นเพียงความคิดที่ว่า “น่าเมตตา”  เท่านั้น

เพราะเหตุนั้นวิถีชีวิตจึงเป็นปกติ   หรือมี   ศีล   และเพราะการพิจารณา   เราจึงรักษาสิกขาบทหรือรักษาศีลด้วยความเข้าใจเหตุผล   ไม่ใช่เป็นการรักษาแบบทำตามๆกันไป   ไม่ใช่ทำเพราะกลัวภัยการลงโทษ   หรือ   ทำเพราะอยากให้ผู้อื่นสรรเสริญ

เพราะการเห็นอย่างนี้    เราจึงเว้นขาดจากการละเมิดผู้อื่นทั้งทางกาย  วาจา   ละทุจริตทางกายวาจา   พร้อมทั้งชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติตาม  และกล่าวสรรเสริญการประพฤติดังกล่าว   การกระทำครบหมดทุกส่วนนี้   ตรัสเรียกว่าเป็น   กายสมาจารและวจีสมาจารบริสุทธิ์ทั้ง  ๓  ส่วน

คุณตุ๊ก   รู้ว่าการลักทรัพย์ผิดสิกขาบท   แต่เธออยากได้เงินมาใช้จ่ายจึงพูดชี้ช่องและเลียบเคียงกับคุณตาเพื่อให้คุณตาเห็นโอกาส   จนคุณตาตัดสินใจขโมยเงินและนำมาแบ่งกันกับคุณตุ๊ก   คุณตุ๊กได้ทรัพย์โดยที่ไม่ได้ขโมยเอง    ไม่ได้ใช้ให้คนอื่นขโมยให้   คุณตุ๊กอาจคิดว่าเธอไม่ผิดศีล   แต่เพราะวจีสมาจารที่บริสุทธิ์ทั้งสามส่วน   เราจึงสามารถอธิบายศีลที่ไม่บริสุทธิ์ของคุณตุ๊กได้

และด้วยการเห็นโทษของความผิดแม้เพียงเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ   หรือก็คือ   การมีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย   จึงคอยตั้งสติกำหนดจับว่าตนคิด   พูด   ทำ   อะไรไปในทางที่ไม่ดีหรือไม่แล้วตามพิจารณาให้คลายจากสิ่งเหล่านั้น   การตามจับมาพิจารณาจึงเป็นฝึกสติในระดับต้นๆที่ค่อยๆชำระใจให้ปราศจากทุจริต   ความเห็นจึงค่อยๆตรงตามสภาวะ   ศีลที่มีจึงค่อยๆเป็นศีลที่ถึงใจ   เมื่อละทุจริตทั้งสาม   สุจริตสามก็เกิดขึ้นแทนที่

ซึ่งสุจริต  ๓  นี้เป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญสติปัฏฐาน    ทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์   (สํ.ม. (แปล) ๑๙ / ๑๘๗ / ๑๒๑) 

ตรัสว่า   เบื้องต้นของกุศลธรรมทั้งหลาย   คือ   การมีศีลบริสุทธิ์   มีความเห็นตรง   และ  การเจริญสติปัฏฐาน 

“เธอจงทำเบื้องต้นในกุศลธรรมทั้งหลายให้หมดจดก่อน   อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย   คือ   ศีลที่บริสุทธิ์ดีและความเห็นที่ตรง   เมื่อใด   ศีลของเธอบริสุทธิ์ดี   และความเห็นจักตรง   เมื่อนั้น   เธออาศัยศีล   ดำรงอยู่ในศีลแล้ว   พึงเจริญสติปัฏฐาน   ๔   ประการ  ......  ภิกษุ   เมื่อใด   เธออาศัยศีล   ดำรงอยู่ในศีลแล้วจักเจริญสติปัฏฐาน  ๔  ประการนี้   โดย   ๓   วิธีอย่างนี้   เมื่อนั้น   เธอพึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายตลอดคืนหรือวันที่จักมาถึง    ไม่มีความเสื่อมเลย”  (สํ.ม. (แปล) ๑๙ / ๓๖๙ / ๒๑๒ – ๒๑๓)

คุณตา   สวดมนต์ไหว้พระ   ทำสมาธิทุกเช้า    เธอคอยตั้งสติติดตามอิริยาบถให้รู้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่เสมอๆ   ต่อมา   เธอพบอดีตคนรักที่ปัจจุบันเขาแต่งงานแล้ว   ด้วยความเผลอ   ทั้งสองจึงมีใจให้กัน   คุณตาจึงทุกข์ใจมากเพราะรู้ว่าการรักคนมีเจ้าของเป็นการเบียดเบียนตนให้ตกต่ำ   อาจเบียดเบียนผู้อื่นให้เสียใจ  อีกทั้งยังอาจนำเธอไปสู่การประพฤติผิดในกามอันเป็นการเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย   เธอจึงจมอยู่กับความทุกข์ใจเพราะการที่ไม่สามารถห้ามใจตนเองได้ และไม่อยากห้ามใจตนจนต้องสูญเสียความรัก

อันที่จริง   หากเธอได้น้อมธรรมที่ควรน้อมเข้ามาในตน    เอาความรู้สึกของตนเข้าเปรียบอยู่เสมอๆ   ว่าหากเธอมีคนรัก   เธอไม่อยากให้ใครล่วงละเมิดอย่างไร    คนอื่นก็อย่างนั้น   เธออาจระลึกถึงความผิดได้ตั้งแต่เริ่มแรกที่ได้รู้ใจตนเอง  และขวนขวายหาเหตุผลนำอกุศลธรรมออกจากตน

เพราะเราอาจไม่มีสติรู้ทันอกุศลธรรมอยู่ตลอดเวลา   หากเธออบรมสติและเมตตาอยู่เสมอๆ    ในยามที่เธอมีสติจนรู้ใจตน   เธอก็คงเมตตาตนที่กำลังหลงผิด  จนสร้างความคุ้นชินกับอกุศลธรรมต่างๆ เช่น โลภอยากได้ คิดฟุ้งซ่านไปด้วยตัณหา ทำทางไปต่ำให้แก่ตน จนอาจหาทางออก

และคงเมตตาผู้อื่นที่อาจต้องเสียใจเพราะการหลงผิดของเธอ   

และเมื่อรู้ว่ามีดำริผิดในใจ   ด้วยการน้อมตนเข้าเปรียบและด้วยการอบรมเมตตา   เธอก็คงตั้งใจสำรวมกาย  วาจา  ใจ  ให้พาใจตนออกจากการเบียดเบียน   ไม่ให้ประพฤติผิดไปจากกฎข้อบังคับของสังคม

ธรรมที่น้อมเข้ามาในตนจึงเป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติของเราๆที่ยังมีความเห็นว่าเป็นตนอยู่  เมื่อปฏิบัติจนเป็นศีลก็จะก่อให้เกิดศีลที่มาจากใจ   ก่อให้เกิด   หิริ   โอตตัปปะ   จาคะ   ปัญญา   อันทำให้ความเห็นค่อยๆเป็น ความเห็นที่ค่อยๆตรงตามสภาวะ  คือ   เห็นอกุศลว่าเป็นอกุศล   เห็นกุศลว่าเป็นกุศล   เห็นเหตุแห่งทุกข์ว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์   ไม่กลับเห็นว่าเป็นเหตุแห่งสุข   เป็นการทำให้บุคคลที่ยังยึดมั่นในความเห็นว่าเป็นตน   ทำตนให้เป็นตัวตนที่ดี     ทำดำริตนให้เป็น วิสิงหาวิตก   หรือ   ดำริในการไม่เบียดเบียน   และอาศัยสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการเจริญสติปัฏฐาน   ๔  

ส่วนการเจริญสติปัฏฐาน   ๔   จะทำให้ค่อยๆคลายความเห็นว่าเป็นตน   ให้เห็นว่าตัวตนที่ดีหรือก็คือร่างกายและใจที่ยึดว่าเป็นของเรานี้   เป็นเพียงสภาวะของกาย   เวทนา  จิต   ธรรม   อันเป็นสภาพเกิดดับที่ปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ

ดังนั้นการเจริญสติปัฏฐานจะอาจไม่เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่   หากไม่มีการน้อมเอาธรรมที่ควรน้อมเข้ามาในตนเป็นอันดับแรก  

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net