วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แด่ฝันด้วยปลายแส้ ในความคลั่งอันด่ำดื่ม กับ Whiplash


 

 


..... ครั้งแรกที่เห็นชื่อหนัง Whiplash ภาคภาษาไทย ที่ตั้งไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “ตีให้ลั่น เพราะฝันยังไม่จบ”  ผมก็คิด

ไปก่อนเลยว่า   นี่น่าจะเป็นหนังประเภทสร้างแรงบันดาลใจ ที่มีกลิ่นอายของความอบอุ่นฟุ้งกระจายอยู่ตลอดเรื่องแน่ๆ

จะมีอะไรดีไปกว่าการใช้เวลาว่างกับหนังที่ดูแล้วชื่นใจซักเรื่อง ในวันหยุดสบายๆ อย่างนี้อีกล่ะ


..... แต่ผิดคาด ...


..... ดูไปได้ไม่เท่าไหร่ผมก็ชักเริ่มเอะใจ ว่าไอ้ที่คิดว่าจะได้รับ หนังเรื่องนี้คงจะไม่มีให้ซะแล้ว


..... ถ้าจะลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพขึ้นมาอีกนิด อารมณ์น่าจะประมาณว่า ตั้งใจสั่งต้มจืดมาซดน้ำให้ลื่นคอ  พ่อครัว

ดันผ่าทำต้มยำมาเสิร์ฟให้แทนซะอย่างนั้น แต่ยังโชคดีอยู่นิดตรงที่ว่า   ต้มยำเสิร์ฟผิดหม้อนี้รสชาติมันเผ็ดร้อนจัดจ้าน

เกินห้ามใจ ถึงจะต้องซดไปซับเหงื่อไป แต่ก็อดกระดกหม้อขอดเอาน้ำซุปช้อนสุดท้ายขึ้นมาซดให้ฉ่ำใจไม่ได้

 

 


 

 

..... ถึงจะไม่ใช่อย่างที่คิดว่าเป็น แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า Whiplash เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลได้อย่างทรงพลัง

เรื่องหนึ่ง     เพียงแค่แรงบันดาลใจในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้อาศัยความอ่อนละมุนของสัมพันธภาพระหว่างตัวละครเป็นสิ่ง

เพาะสร้างขึ้นมา เหมือนอย่างเช่นหนังแนวนี้เรื่องอื่นๆ  หากแต่เลือกที่จะขับเคลื่อนท่วงทำนองชีวิตด้วยความดุดันของ

อารมณ์ที่พลุ่งพล่าน จากการสันดาปของ  “ความฝัน”  ที่ถูก  “ความคาดหวัง”  กระหน่ำโบยอย่างบ้าคลั่ง   จากตัว

ละคร 2 ตัว ที่คลื่นความฝันบังเอิญโน้มเข้ามาสัมผัสกันบนจุดหนึ่งของเส้นรอบชีวิต

 

 


 

 

..... Andrew Neiman (แสดงโดย Miles Teller)  เด็กหนุ่มวัย 19 ปี  ผู้รักการตีกลองมาตั้งแต่เด็ก    โดยมีพ่อผู้

ที่รักเขาประหนึ่งแก้วตาดวงใจคอยให้การสนับสนุน  เขาจึงพกพาความฝันที่อยากทะยานขึ้นเป็นมือกลองวงดนตรีแจ๊ส

ที่ทุกคนจดจำ เข้าสู่สถาบันดนตรีที่ดีที่สุดของประเทศ   เพื่อที่จะได้เรียนกับครูที่เขาเชื่อว่าดีที่สุด และพาเขาบินไปถึง

ปลายทางได้


..... ความฝันที่เมื่อเขาไปถึง ทุกคนจะยอมรับในความสามารถของเขา .. รวมทั้งพ่อของเขาเองด้วย

 

 


 

 

..... Terence Fletcher (แสดงโดย J.K. Simmons)     ครูที่ทุกคนให้การยอมรับว่าเป็นมือ 1 ของสถาบันดนตรี

Shaffer  ผู้ซึ่งผู้เข้ารับการศึกษาทุกคนในสถาบันนี้  ขนขวายทุ่มเทความพยายามให้ได้เข้ามาอยู่ในวงดนตรีที่เขาดูแล

โดยตัวเฟลทเชอร์เองก็มีความฝันเป็นปมซ่อนอยู่ในใจเช่นกัน      กับความพยายามที่จะสร้างนักดนตแจ๊สระดับตำนาน

ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งเขาเชื่อว่ามีแต่การเติม “ความเจ็บปวด” เพิ่มเข้าไปในพรสวรรค์และพรแสวงเท่านั้น ที่จะทำให้คนเรา

ก้าวข้ามขึ้นไปเหนือกว่าสิ่งที่คิดว่าตัวเองทำได้ เขาจึงเขวี้ยงมันให้กับทุกคนที่หลุดเข้ามาในโลกของเขา หากคนๆ นั้น

มีแววที่จะทำให้ฝันของเขาเป็นจริงขึ้นมาได้


..... สำหรับเฟลทเชอร์ ... ไม่มีคำไหนอันตรายไปกว่าคำว่า “ทำดีแล้ว” อีกแล้ว

 

 


 

 

..... บนฝันที่ร่วมทาง หากแตกต่างในความคาดหวังถึงสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างต้องการได้รับ การพบกันของตัวละครหลักทั้ง

สอง จึงมักเป็นฉากที่พาผู้ชมท่องทะยานไปในความกดดันบนเส้นอารมณ์ที่ขึงตึง สุดโต่ง เกือบทั้งสิ้น    การเข้าใจปม

ของตัวละคร จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนี้ หรือทำแบบนั้น   ซึ่งหนังไม่ได้บอกออก

มาตรงๆ    หากแต่ซ่อนเอาไว้ในการแสดงและบทสนทนาหลายช่วงหลายตอน       คล้ายตัวจิ๊กซอว์ที่รอให้ผู้ชมนำมา

ประกอบเพื่อเติมเต็มภาพที่สมบูรณ์ของตัวละครกันเอาเอง ก่อนที่จะขยำรวมมาไว้ในจุด “ปะทุ” ท้ายเรื่อง    ซึ่งผมยก

ดีกรีขยี้หัวใจให้อยู่ในระดับที่ Dead Poets Society เคยทำไว้กับผม


..... มันคือ 10 นาทีสุดท้ายที่สะกดลมหายใจและความรู้สึกของผู้ชม ให้หลอมละลายไปกับอารมณ์ตัวละคร


..... เป็นฉากสุดท้ายที่เมื่อจบลง คล้ายมีควันเบาบางถูกทิ้งไว้ในความมืด  โดยที่หนังเองก็ไม่ได้บอกอะไรเลยว่า มันมี

อยู่จริงหรือเปล่า หรือมันคืออะไรกันแน่

 

 


 

 

..... ใครบางคนเปรยออกมาให้ผมได้ยินตอนหนังจบว่า .. “นี่มันคนบ้ามากกว่าจะใช่คนที่เป็นครูนะ”

..... ซึ่งก็อาจจะจริง ... ถ้าเราเลือกจับจ้องไปที่การกระทำ

..... แต่ถ้าเราเปลี่ยนมามองที่ “ผลลัพธ์” แทนล่ะ ... ผู้ที่ได้รับมันไป จะเรียกคนแบบนั้นว่าคนบ้า หรือครู ???

 

 

..... “ถึงอย่างนั้นมันก็สุดโต่งเกินไป” ... ใครบางคนยังคงเปรยเพิ่มเติมออกมา

..... และก็อาจจะจริงอีก ... ถ้าจะว่าตามทัศนคติ และบรรทัดฐานทางสังคม ณ ปัจจุบัน

..... แต่ถ้าลองมองความ “สุดโต่ง” ในแง่ที่เป็นพลวัตทางสังคม ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และแน่นอนเลยล่ะ

..... เราใช่ กำลังปฏิเสธความสุดโต่งอย่างหนึ่ง เพื่อหันมายอมรับความสุดโต่งอีกอย่างหนึ่งหรือเปล่า ???

..... ทุกวันนี้แม้แต่โรงเรียนเล็กๆ สังกัดเทศบาล ก็ยังจัดงานฉลองการจบการศึกษาให้เด็กที่จบอนุบาลกันเลยนี่นะ

 

 

..... ไม่มีใครบางคนเปรยอะไรออกมาอีก ในขณะที่ผมเปิดหนังเรื่องนี้ดูอีกรอบ …..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CARAVAN : WHIPLASH OST

โดย พรายพิลาศ

 

กลับไปที่ www.oknation.net