วันที่ พุธ พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คาถารับโลก


ในชีวิตประจำวัน เมื่อพบเจอเรื่องราวมากมายในโลก  เป็นไปได้ยากที่เราจะรู้ตัวว่าควรปฏิบัติตอบอย่างไร  ควรวางตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสมในทันที  ดังนั้นจึงเป็นการดีถ้าเรานำคำสอนของผู้รู้เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นแนวทางในการอบรมตนเพื่อไม่ให้เต้นตามโลกไปมากนัก

การได้น้อมนำเอาคำตรัสที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนมาใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน  นอกจากจะลดความวุ่นวาย เดือดร้อนไปได้มากแล้ว  ยังเป็นการอบรมตนด้วยธรรมเพื่อความเจริญของธรรมต่างๆ  เช่น  ขันติ  เมตตา  โยนิโสมนสิการ  ฯลฯ  และทำให้ได้พบความสุขจากความดับในระดับต้นๆอีกด้วย   

สมมติว่าเราทำบางสิ่งผิดพลาด โดยอาจจะด้วยความไม่ตั้งใจ หรือ ทำผิดไปด้วยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด  หรือ  ทำด้วยความไม่ประมาณตนโดยคิดว่าตนทำได้  แต่กลับกลายเป็นทำในสิ่งที่เกิดความสามารถจนเกิดความผิดพลาดขึ้น  ครั้นมีผู้ตักเตือน  ต่อว่า  แม้จะคิดได้หลังจากที่ได้รับคำเตือนนั้นจนรู้ว่าตนผิดจริง  แต่เพราะธรรมชาติของการมีความเห็นว่าเป็นตนคือไม่อยากให้ใครมาลบหลู่คุณของตน ไม่อยากให้ใครเห็นความผิดตน  เราจึงมักจะขัดใจ  ขัดเคือง  หรืออาจจะมีอาการมากไปกว่านั้น  เช่น   ถือโทษผู้ที่มาว่ากล่าว  และเพราะความโกรธจึงอาจทำให้ลืมย้อนมาพิจารณาตน  

เมื่อรู้ตัวว่าตนโกรธในสิ่งที่ไม่ควรโกรธ  ก็อาจน้อมเอาคำตรัสมาสอนตน ดังเช่นพุทธพจน์ในพระคาถานี้  มาอบรมตน  

นิธีนํว  ปวตฺตารํ .............................ยํ  ปสฺเส  วชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ  เมธาวี .......................ตาทิสํ  ปณฑิตํ  ภเช

ตาทิสํ  ภุชมานสฺส .........................เสยฺโย  โหติ  น  ปาปิโย.

บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญาใด ซึ่งเป็นผู้กล่าวชี้โทษ

ว่าเป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้

พึงคบผู้มีปัญญาเช่นนั้น ซึ่งเป็นบัณฑิต

เพราะว่า เมื่อคบท่านผู้เช่นนั้น มีแต่คุณอย่างประเสริฐ ไม่มีโทษลามก

 

การน้อมพุทธพจน์เข้ามาในใจ  ทำให้กายสงบ  (เช่น  ลมหายใจเป็นปกติ  หน้าไม่แดง  ตัวไม่ร้อน)  ใจสงบจากโทสะลงได้ในระดับหนึ่ง  (หรือก็คือ สมถะ  )เมื่อใจสงบลงแล้วจึงค่อยพิจารณาเพื่อให้เห็นแง่ต่างๆของความจริง  เช่น

- ไม่มีใครอยากไม่เป็นที่รักของผู้อื่น การที่เขายอมแบกรับความรู้สึกว่าโกรธ ยอมรับการไม่เป็นที่รักจากเรา แสดงว่าเขาต้องมีความหวังดีต่อเราอย่างแท้จริง

-เราควรดูว่าเราทำอะไร  หรือ  ไม่ทำอะไร  จึงเกิดเรื่องราวขึ้นได้  แทนการดูว่าใครทำหรือไม่ทำอะไร  อันนอกจากจะเป็นการสอบสวนตนเองเพื่อหาสิ่งที่ควรแก้ไขแล้ว  ยังเป็นการหลีกเลี่ยงการเห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น  ปล่อยให้กิเลสปิดบังดวงตาตนต่อไป 

การพิจารณาอาจใช้เวลา  อาจมากกว่าหนึ่งครั้ง  เมื่อทำบ่อยๆ  เราจะค่อยๆยอมรับความจริงได้และปฏิบัติตนต่อไปอย่างเหมาะสม

หรือ หากถูกต่อว่าด้วยเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ใคร่มีเหตุผล  จนเราก็แทบจะทนกลั้นอยู่ไม่ไหว ไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราโง่  เราแพ้ เราสู้เขาไม่ได้  ก็อาจใช้คาถานี้มาสอนใจ

อุภินฺนมตฺถํ  จรติ .............................อตฺตโน จ  ปรสฺส  จ    

ปรํ  สงฺกุปิตํ  ญตฺวา ........................ย  สโต  อุปสมฺมติ

อุภินฺนํ  ติกิจฺฉนฺตานํ .......................อตฺตโน  จ  ปรสฺส  จ

ชนา  มญฺนฺติ  พาโลติ ....................เย  ธมฺมสฺส  อโกวิทาติ.

ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธ เป็นผู้มีสติ สงบใจไว้ได้

ผู้นั้น ชื่อว่าประพฤติประโยชน์ของคนทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น

เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น

ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมเข้าใจว่าเขาเป็นคนโง่

หรือ

ทนฺโต  เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ ....................โยติวากฺยนฺติติกขติ.

บุคคลผู้อดกลั้นคำล่วงเกินได้ ฝึกตนแล้ว ประเสริฐในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย

การอดกลั้น (ขันติ) นี้  จิตต้องถูกอบรมด้วยเมตตาควบคู่กันไปด้วยจึงจะสำเร็จ  เมตตาตนที่ไม่อยากปล่อยจิตให้คิดฟุ้งซ่านอันเป็นการยอมให้กิเลสต่างๆนำไป  เมตตาตนที่อาจไม่รู้จริงจึงแสดงออกอย่างไม่เหมาะสมจนถูกตำหนิได้  เมตตาความไม่รู้ของผู้อื่น  จึงทำให้เขาแสดงออกเพราะความไม่รู้ของเขา  แต่เพราะการอดกลั้นทำให้ใจร้อนรน จึงต้องมีการคิดปรุงแต่งให้ความโกรธดับ ให้ใจผ่องแผ้วด้วยความดับของกิเลสอย่างนั้นๆอย่างแท้จริง  โดยการน้อมลงสู่ความว่าง  (โสรัจจะ) ไม่ใช่ดับกิเลสหนึ่งด้วยอีกกิเลสหนึ่ง

คุณตุ๊กถูกคุณตาบอกเลิกลาเพราะคุณตาพบรักใหม่  คุณตุ๊กเสียใจมาก  แต่ต่อมาก็ปลุกปลอบใจตนว่า  ตนพรั่งพร้อมทั้งรูป  ทรัพย์  ความสามารถ  ขนาดนี้  จะหาคนรักใหม่ให้ดีกว่าคุณตาสักกี่คนก็ได้  เมื่อคิดปลอบใจได้  คุณตุ๊กจึงใช้ชีวิตรื่นเริงกับการหาอะไรทำ  การเที่ยวเตร่  แต่งกาย  และไม่เสียใจอีกต่อไป 

ความคิดของคุณตุ๊กแม้จะทำให้ความโกรธดับแต่กลับไม่จัดเข้าเป็นโสรัจจะ  เพราะความโกรธไม่ได้ถูกละด้วยการรู้เห็นตามที่เป็นจริงจนดับได้  เพียงแต่จมลงสู่ก้นบึ้งใจ  ไม่ปรากฏออกมาให้เห็น  จึงเป็นเพียงการดับความโกรธ  (โทสะ)  ด้วยความหลง  (โมหะ)  แล้วก็ย้อมติด  (ราคะ)  กับความโกรธและความหลงนั้นต่อๆไป 

และเพราะไม่ได้หมั่นพิจารณาหาความจริง  ปัญหาที่มีจึงไม่มีการหยิบมาพิจารณา จึงไม่เห็นเหตุผลที่แท้จริง  ไม่ได้นำอดีตมาทบทวนหาทางแก้ไขเพื่อความสุขในปัจจุบันและอนาคต    (โยนิโสมนสิการ)  จึงติดข้องอยู่ในราคะ  โทสะ  โมหะ  อยู่อย่างนั้น

ซึ่งการพยายามลดการติดข้องอยู่ในราคะ  โทสะ  โมหะ 

การพยายามกำหนดรู้ความสำคัญตนแล้วนำไปเปรียบกับคนอื่นว่าตนดีกว่า  ด้อยกว่า  หรือเสมอกันนี้ ( สํ.ส.(แปล)๑๕/๒๐/๑๘-๒๔) ก็เป็นอีกธรรมที่  “ควรน้อมมาในตน”  ค่ะ 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net