วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถอนฟันอย่างมีสติสัมปชัญญะ


เคยไหมคะ  ที่คิดว่าจะฝึกสติสัมปชัญญะ  ด้วยการรู้ว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถอย่างไร  จะก้าวเดินอย่างไร  จะเหยียดแขนอย่างไร  จะนั่ง  จะนอน  อย่างไร  และระหว่างการเคลื่อนไหว  ก็จะตั้งใจดูการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียวด้วยความคิดว่าจะทำจิตให้ว่าง

และหากเราศึกษาความหมายของคำว่าสัมปชัญญะให้ถี่ถ้วนขึ้น  บางที  การดูอิริยาบถของเราอาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้เล่ามาในข้างต้นบ้างก็ได้นะคะ 

สติสัมปชัญญะนั้น  เป็นสิ่งที่เราควรนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน  ควรฝึกให้มีขึ้นและให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในชีวิตประจำวัน  ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ในการฝึกตนเพื่อให้คิดว่าจิตตนว่างเท่านั้น

คนไข้คนหนึ่งปวดฟันมาก  จึงมาหาคุณหมอชาย  เมื่อคุณหมอชายได้ตรวจดูแล้ว  เห็นว่าสมควรเอาฟันออกเพราะนอกจากจะฟันจะผุมากแล้ว  เนื้อฟันยังเหลือน้อย การรักษารากฟันแม้จะทำให้สามารถเก็บฟันไว้ได้  แต่อีกไม่นานก็คงต้องเอาฟันอกอยู่ดี  ระยะเวลาที่ยืดการเอาฟันออกไปจึงอาจไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย  จึงหารือกับคนไข้  ซึ่งคนไข้ก็เห็นด้วย (๑)

เมื่อตัดสินว่าต้องเอาฟันออกแล้ว  คุณหมอชายก็ประเมินว่าควรใช้วิธีใดจึงจะเหมาะ  คุณหมอเห็นว่าด้วยกำลังข้อแขนของตน  สามารถถอนฟันออกจากปากคนไข้ได้โดยไม่ยาก  ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นที่คนไข้อาจปวดแผลมากขึ้นในภายหลัง (๒)

แล้วคุณหมอก็จัดการกับฟันซี่นั้นตามวิธีการที่ตนตัดสิน  สองมือจึงวุ่นวาย  สาละวนกับใช้เครื่องมือเพื่อถอนฟัน (๓)

ในขณะที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น  คุณหมอชายก็ไม่ใส่ใจเรื่องอื่น  ใจไม่วอกแวกไปที่อื่น  ตั้งสติจดจ่อกับการทำงาน  ขั้นตอนในการทำงาน  การก้าวหน้าของงานในขณะที่ทำ  จนกระทั่งถอนฟันได้สำเร็จ (๔)

หากนำองค์ประกอบของสัมปชัญญะมาเทียบกับการทำงานของคุณหมอ  ก็อาจเป็นได้อย่างนี้ค่ะ

การพิจารณาประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนการทำงานของคุณหมอตามข้อ (๑) ก็คือ สาตถกสัมปชัญญะ

ซึ่งประโยชน์นี้  เป็นประโยชน์ที่แท้จริง  ที่ไม่นำทุกข์มาให้ภายหลัง  ได้ประโยชน์อันเป็นผลที่มาจากเหตุโดยตรง 

สมมติว่าคุณหมอเห็นว่าการรักษารากฟันสามารถเก็บค่ารักษาจากคนไข้ได้มากกว่าการถอนฟันแล้วตัดสินใจทำงานอย่างแรก  อย่างนั้นไม่เรียกว่าสาตถกสัมปชัญญะ  เพราะผลไม่ตรงกับเหตุ  เพราะเหตุคือการเอาฟันออก  ผลก็คือ  ฟันออกจากปาก  ไม่ใช่ค่ารักษาอันเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง 

ซึ่งสัมปชัญญะนี้จะเกิดขึ้นและสมบูรณ์ได้  ก็ด้วย โยนิโสมนสิการ หรือการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย  ที่ต้องอบรมควบคู่กันไปกับ ศีล ที่มีเมตตาเป็นพื้นฐาน  การเอาตนเข้าเปรียบด้วยเมตตา  และ  สันโดษ ด้วย  

เมื่อคุณหมอประเมินการทำงานด้วยวิธีต่างๆ วิธีการใดประเมินแล้วสามารถทำงานให้สำเร็จได้ตามข้อ (๒) โดยสบายแก่กำลังใจ  กำลังกายตน  นั้นคือ  สัปปายสัมปชัญญะ

ขณะที่กำลังถอนฟัน  คุณหมอมีสติระลึกรู้ถึงสองมือที่วุ่นวาย  ยื่น  เหยียด หดกลับ  (ก็คือการคู้เข้า  เหยียดออก)  หยิบเครื่องมือชิ้นนั้น  งัด  แงะ  ดึง  อย่างนั้นอย่างนี้ตามข้อ  (๓)  สามารถเทียบได้กับ  โคจรสัมปชัญญะ

การแจ่มแจ้ง  ไม่หลงลืมในขณะที่คู้เข้าเหยียดออก  ไม่หลงลืมขั้นตอนในการทำงาน   การระมัดระวังอันตรายหรือข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน  ประโยชน์ของการเหยียดคู้  การประมาณกำลังตน  การจดจ่อกับการทำงานโดยไม่ส่งใจไปที่อื่นตามข้อ  (๔)  ก็อาจเทียบได้กับ  อสัมโมหสัมปชัญญะ

สำหรับการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา  วัตถุประสงค์ของการมีสติสัมปชัญญะ  คือการนำไปสู่การมีอินทรีย์สังวรที่บริบูรณ์  (อวิชชาสูตร  -  องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๖๑/๑๓๔ – ๑๓๗)  กับ  การได้ความสงบของใจและปัญญาที่ยิ่งๆขึ้นไป  (สมถสูตร  -  องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๕๔/๑๑๖-๑๑๗) เพราะฝึกสติสัมปชัญญะควบคู่ไปกับการอบรมตนด้วยศีล  โยนิโสมนสิการ  สันโดษ  จนเกิดปัญญาจึงเป็นเหตุให้ประพฤติสุจริต  และเพราะการ "เที่ยวไป"  หรือมีชีวิต เป็นอยู่ ด้วยความประพฤติสุจริตทั้งทางกาย  วาจา  ใจ  นี้เอง  เป็นเหตุให้การปฏิบัติสติปัฏฐานสมบูรณ์ 

โดยที่สาตถกสัมปชัญญะ  คือการเห็นประโยชน์ของการฝึกกรรมฐาน  สัปปายสัมปชัญยะ  คือการเลือกกรรมฐานที่สบาย  เหมาะกับจิต  โคจรสัมปชัญญะ  คือการกำหนดใจอยู่กับกรรมฐานที่ตนเห็นประโยชน์แล้วและเลือกใช้รวมถึงการไปมาโดยไม่แวะเวียนไปทางไหนนอกจากเส้นทางที่จะเอื้อต่อการเจริญกรรมฐานเท่านั้น  ส่วน  อสัมโมหะสัมปชัญญะ นั้น  หมายถึงการไม่หลงลืมการพิจารณาด้วยขันธ์  อายตนะ  ธาตุ  และ  ปัจจัย  จนเกิดความเห็นว่าเป็นตน

ดังนั้น  หากเราคิดแต่เพียงการเฝ้าดูอิริยาบถว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างไร  โดยไม่พิจารณาถึงองค์ประกอบของสัมปชัญญะดังกล่าว  ไม่รู้เหตุที่มา  ผลที่ไป  ไม่รู้ประโยชน์อย่างแท้จริง  ไม่เป็นไปเพื่อการมีอินทรีย์สังวร  หรือ  สุจริต  ๓  เราก็อาจจะเพียงปฏิบัติตามที่ได้ยินมาแบบทำตามๆกันไป  จนอาจกลายเป็นการปฏิบัติด้วยความงมงายได้

สติสัมปชัญญะนี้  จึงเป็นอีกธรรมที่ควรน้อมเข้ามาในตนค่ะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net