วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นั่งพิงอิงพนัก


ตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน  มีใครบ้างคะ  ที่ไม่ต้องวุ่นวายกับการตัดสินใจว่า เช้าวันนี้จะทานอะไร  จะใส่เสื้อผ้าชุดไหนไปทำงาน   การเดินทางไปทำงานของเราจะเป็นอย่างไร  หากไม่เดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ  พาหนะของเราพร้อมใช้หรือไม่

มื้อกลางวันจะทานที่ไหน  ทานอาหารบุฟเฟ่ดีมั๊ย  บุฟเฟ่มีอาหารหลากหลายชนิดให้เลือก  จ่ายมากหน่อยแต่เลือกอร่อยได้ไม่อั้น 

ถ้าเกิดเจ็บป่วยจะซื้อยาหรือหาหมอที่ไหน  อาการปวดหัวเป็นไข้เล็กๆน้อยจะทานยาอะไร

ฯลฯ

เรื่องของอาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  ยารักษาโรค  หรือ  ปัจจัย ๔  รวมไปถึงการเดินทางไปมาด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆเช่นเพื่อเสาะหาอาหารเป็นต้น  ต้องเป็นเรื่องสำคัญที่เราขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน  และเพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราหนีไม่พ้น  เราจึงควรมีการวางใจให้ปฏิบัติต่อปัจจัยที่จำเป็นเหล่านี้อย่างถูกต้อง  เพื่อจะได้ไม่ล้มซวนเซยามที่ไม่ได้อย่างใจ  หรือ  ไม่ระเริงกระโดดโลดเต้นจนอาจพลาดล้มฟาดไปในยามที่ได้เพียงพอหรือมากเกิน

ถ้าเรานั่งเก้าอี้สักตัว  การมีพนักให้หลังได้พักอิงสักด้านก็ช่วยให้ความมั่นใจ  ให้ความสบายแก่เราได้พอสมควรนะคะ  หากมีมากกว่าหนึ่งด้าน  ก็ยิ่งดีใหญ่ 

พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมดุจหลักให้เราพิงหลังถึงสี่ด้านด้วยกัน   ซึ่งก็คือหลักในการพิจารณาหาความเหมาะสมก่อนจะเสพสิ่งต่างๆเพื่อให้การเสพเป็นไปตามความจำเป็น  ไม่นำทุกข์มาให้ภายหลังนั่นเองค่ะ 

โดยตรัสให้เราควรพิจารณาก่อนแล้วค่อย  เสพ  ข่ม  เว้น  หรือ  บรรเทา 

เช่น 

ก่อนจะทานอาหาร  ควรพิจารณาว่าเราทานเพื่ออะไร  ได้ประโยชน์อะไร อาหารที่ซื้อหามามีคุณค่าสมราคาหรือไม่  (พิจารณาแล้วเสพ)

ทานเพียงเพื่อสนุกสนานเฮฮาหรือไม่  เกิดโทษต่อร่างกายหรือไม่  (พิจารณาแล้วเว้น)

แม้จะเป็นอาการที่ชอบแต่ก็ควรประมาณ  ข่มความอยากเพื่อไม่ให้ทานมากเกินไป  ให้อิ่มพอดีโดยที่ไม่ก่อให้เกิดอาการอึดอัด  เป็นความลำบากแก่ร่างกายในภายหลัง  (พิจารณาแล้วข่ม)

หากเป็นอาหารที่ชอบ  แต่ราคาแพงเกินไป  หรือมีคุณค่าทางอาหารน้อย  ควรพิจารณาคุณค่าแท้  คุณค่าเทียมให้มากก่อนการซื้อเพื่อจะได้ค่อยๆคลายความอยากเสพสิ่งที่ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า  (พิจารณาแล้วบรรเทา)

ซึ่งเราควรใช้หลักทั้ง  ๔  นี้ในการเสพปัจจัย  ๔  อยู่เสมอ  ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสมของเสื้อผ้า  การตกแต่งบ้าน  การใช้ยารักษาโรคเพื่อการเป็นอยู่อย่างสุขสบาย  เหมาะสมกับฐานะความเป็นอยู่  ไม่สร้างความทะยานอยากให้เกินพอดี

เนื่องจากเราอยู่ในสังคม  ต้องสื่อสาร  มีความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างที่อาจเกิดผลคือการกระทบกระทั่งกัน  หรือการได้ความรู้  ได้ความสัมพันธ์ที่ดี   ดังนั้นเราจึงควรบ่มเพาะเมตตาในใจเพื่อให้พูด  คิด  กระทำต่อเขาอย่างเป็นมิตร  เกิดความสมานสามัคคี  (พิจารณาแล้วเสพ  คือ  เสพเมตตา  เสพสัมมาวาจา  เป็นต้น)

หากมีปัญหาจากความสัมพันธ์  ก็ควรคิดถึงผลที่จะตามมา  โดยคิดด้วยเมตตาว่าเขาอาจเสียใจหากเราแสดงอาการที่ไม่ดีด้วย  จึงข่มกลั้นไว้  ไม่แสดงความรู้สึกออกไป   พิจารณาให้เห็นโทษของการล่วงละเมิด  เพื่อพยายามไม่ล่วงละเมิดเขาทางกาย  ทางวาจา  เช่น  ทำให้เราระเบิดอารมณ์ได้ง่ายขึ้น  ทำให้การแก้ไขปัญหาทวีความยุ่งยากมากขึ้น   เป็นต้น  (พิจารณาแล้วข่ม)

และหากเห็นว่าการกระทำใดที่อาจเป็นที่ยั่วยุ  เป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิด  เราก็ควรละเว้นการกระทำหรือคำพูดนั้นๆ  (พิจารณาแล้วเว้น)

แต่ในขณะที่เราทั้งเสพทั้งข่มทั้งเว้นนี้  จิตใจเราย่อมอึดอัดขัดข้อง  ก็ต้องพยายามหาเหตุผลอันเป็นต้นเหตุที่จะทำให้เข้าใจเขา  เข้าใจตัวเรา  เข้าใจสถานการณ์  เพื่อพยายามลดความขัดข้องในใจ  ลดความความขัดแย้ง  อันเป็นการบรรเทาธรรมอันเป็นอกุศล  (พิจารณาแล้วบรรเทา)

หรือหากเราโกรธใครจนอยากทำร้ายเขา   เนื่องจากรู้ว่าการโกรธ  การผูกโกรธ  การพยาบาท  เป็นอกุศลธรรม  เราอยากจะนำออกจากใจ  จึงต้องแสวงหาหลายๆปัจจัยมาเสพหรือมาประกอบการพิจารณาเพื่อให้คลาย  เช่น  การฟังธรรมที่ช่วยน้อมนำจิตให้อ่อนโยนลง  การมีกัลยาณมิตรเพื่อช่วยให้ข้อคิด  ช่วยให้คำปรึกษาหาแง่มุมที่หลากหลายเพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น  การอบรมเมตตา   การใช้โยนิโสมนสิการเพื่อหาเหตุผลในแง่ต่างๆ  เช่น  การพยายามหาความดีของเขา  การโจทย์ตัวเองว่าเราทำ  หรือ  ไม่ทำอะไร  จึงกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้  สถานการณ์โดยรอบเป็นอย่างไร  เป็นต้น  รวมไปถึงการ ข่ม  เว้น  บรรเทา  ไปพร้อมๆกัน

ซึ่งการพิจารณาแล้วข่มกลั้นความรู้สึก  ไม่แสดงออกนี้ก็คือขันติในระดับต้น  (อธิวาสนขันติ)   ที่ต้องคู่กับโสรัจจะ  หรือก็คือการพิจารณาให้ใจผ่องแผ้ว  อันนำไปสู่เป็นขันติในระดับสูง  (ตีติกขาขันติ)  คือทนทานได้โดยไม่ต้องกลั้นอีกต่อไปเพราะรู้เท่าทันทั่วถึงแล้ว  ใจผ่องแผ้วแล้ว  สมดังที่ตรัสว่า  ขนฺตี  ปรมํ  ตโป  ตีติกฺขา  ขันติคือความทนทานเป็นธรรมเผากิเลสอย่างยิ่ง  (ส่องบาทแห่งพระคาถา  ขันตี  ปรมํ  ตโป  ตีติกขา http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/02/02/entry-1)

การพิจารณาแล้ว เสพ  ข่ม  เว้น  บรรเทา  นี้  เป็นองค์ประกอบของหลักธรรมที่เป็นดุจพนักอิง  หรือ  อปัสเสนธรรม  (อะ-ปัด-เส-นะ-ทำ)  ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า  อุปนิสัย  ๔   (ธรรมเป็นที่พึ่งพิง  หรือ  ธรรมเป็นที่อุดหนุน)   เป็นธรรมที่หากเราได้  น้อมเข้ามาในตน  นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน  จะช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท  เสพบริโภคสิ่งของด้วยคุณค่าแท้ไม่ใช่ด้วยคุณค่าเทียม  ทำให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงการพัฒนาตนให้ยิ่งๆขึ้นไป  รวมไปถึงการสนับสนุนการมีสติสัมปชัญญะ  อินทรีย์สังวร  การทำให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น  ที่เกิดขึ้นแล้วก็ให้งอกงาม  ทำอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้คงไม่เกิด  และที่เกิดขึ้นแล้วให้บรรเทาเบาบางจนถึงกับสิ้นไป  

ท่านมักแสดงอุปนิสัย  ๔  ด้วยการเสพจีวร   บิณฑบาต   เสนาสนะบ้าง  คิลานเภสัช  (ยาสำหรับภิกษุผู้ป่วยไข้)บ้าง  เว้นสถานที่อันไม่ควรไปหรือที่เป็นอโคจรบ้าง  เว้นคนพาลบ้าง  เลยชวนให้เข้าใจว่าหลักธรรมนี้เป็นเรื่องของพระ  แต่อันที่จริง  เป็นหลักที่ใช้ได้ทั้งฆราวาสทั้งพระ  และใช้ได้ทั้งเพื่อประโยชน์ที่จะได้ในปัจจุบัน  จนถึงขั้นเพื่อการหมดสิ้นอาสวะเลยค่ะ

การข่มเรื่องราวภายในใจตนรวมไปถึงการข่มอาการเจ็บป่วยทางกายนี้ จัดเป็น  การข่มภายใน   ส่วนการข่มความรู้สึกต่ออากาศร้อน  เย็น  ฝน  หนาว  จัดเป็น  การข่มภายนอก 

อย่างอากาศร้อน  เราก็ต้องเป็นอยู่กับอากาศร้อนด้วยหลักอปัสเสนธรรมเหมือนกันค่ะ  เช่น  เสพเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี   ใช้ผาเนื้อบาง  หลีกเลี่ยงผ้าเนื้อหนาเช่นผ้ากำมะหยี่  หรือผ้าสีเข้มที่ดูดความร้อนได้มากกว่าผ้าสีอ่อน  บรรเทาความร้อนด้วยการใช้พัดบ้าง  อาบน้ำบ้าง  แป้งเย็นบ้าง

แต่การข่มสภาวะภายนอก  เราคงไปข่มอากาศไม่ให้ร้อนไม่ได้ 

คงต้องข่มที่ใจ  ไม่ให้ร้อนตามอากาศ  อย่างเดียวเลยค่ะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net