วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เราควรได้อะไรจากวันวิสาขบูชา


วันที่ 1 มิถุนายน 2558 เป็นวันวิสาขบูชาที่เวียนมาถึง อันเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ที่เป็นวันคล้ายวัน ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประชาชนคนไทยหรือชาติอื่นๆ ที่นับถือศาสนาพุทธ ก็ได้จัดกิจกรรมอันประกอบด้วยพิธีกรรมทางศาสนามากมาย เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระองค์

 

จะขอข้ามไปในเรื่องกิจกรรมทั้งหลาย แต่จะพูดคุยในบางแง่มุมว่า เราควรจะได้อะไรเพิ่มเติมจากวันสำคัญดังกล่าวเพื่อนำมาอบรมพัฒนาการตนเองให้ดียิ่งขึ้น

1.ในเรื่อง ของการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ให้แง่คิดอย่างไรบ้าง

พระองค์เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง ในชมพูทวีปเมื่อสองพันกว่าปี เป็นมนุษย์ที่มีเลือดมีเนื้อ มีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกับเรา ไม่ปล่อยให้การได้เกิดเป็นมนุษย์นี้สูญเปล่า มีการขัดเกลาอบรมตนจนรู้แจ้งในเรื่องการดับทุกข์ทางใจ เป็นพุทธะ ผู้รู้ตื่น ผู้เบิกบาน เมื่อได้อบรมตนดีแล้ว จึงได้สั่งสอนเผยแพร่สิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อชาวโลก ผู้ซึ่งมีความทุกข์ทางใจที่คอยกัดกร่อนตนเอง

ดังนั้น เราทั้งหลายซึ่งมีเลือดมีเนื้อเช่นพระองค์ ควรที่จะเอาแบบอย่าง ด้วยการอบรมตนเองตามที่พระองค์ชี้แนวทางไว้  จนตนเองสามารถเป็นผู้รู้ เป็นพุทธะ เป็นที่พึ่งให้ตนเองได้แล้ว จึงเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคมต่อไป

 

2.ในเรื่องการประสูติ ให้แง่คิดอย่างไรบ้าง

มองข้ามเรื่องปาฏิหาริย์ที่เราเรียนกันมาว่า พระองค์พอถือกำเนิดมาก็เดิน 7 ก้าว  พร้อมทั้งเปล่งอภิสมาวาจาออกมา การอธิบายตามนัยบุคคลาธิษฐานเช่นนี้ เกิดความสงสัยในคนรุ่นใหม่  แม้จะมีปราชญ์บางท่านพยายามอธิบายปาฏิหาริย์นี้ ว่าเป็นกรณีพิเศษ ก็ตาม

แต่ถ้าเรามาพิจารณาในแง่ธรรมาธิษฐาน ก็คือว่าพระองค์เป็นบุคคลที่กล้าคิดสวนกระแสโลก กระแสสังคม ทรงเปลี่ยนแปลงความเชื่อของสังคมสมัยนั้น เปลี่ยนแปลงจากสังคมที่แบ่งชนชั้นที่ประกอบด้วยชั้นวรรณะ  มาเป็นความเสมอภาค เราจะพบว่าบุคคลพิเศษทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นศาสดาในศาสนาอื่นๆหรือนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ที่เราศึกษาประวัติของท่านเหล่านี้ เป็นบุคคลที่กล้าคิดต่างจากคนส่วนใหญ่ และความคิดต่างนี้จะบรรลุได้ต้องลงมือปฏิบัติให้เห็นผลด้วยความพยายามและอดทนอย่างมาก

พระองค์จัดตั้งสังคมในอุดมคติ ที่เรียกว่า สงฆ์ขึ้นมาเป็นแบบอย่าง โดยหลอมรวมทุกชั้นวรรณะเข้าด้วยกันเพื่อพิสูจน์ว่า คนเราไม่ได้ ดีหรือ ชั่ว เพราะชาติกำเนิด แต่คนเราจะดีหรือ ชั่ว อยู่ที่การกระทำของเราเอง

แง่คิดเช่นนี้จึงเป็นการพัฒนาตนเอง ไม่ให้จมอยู่กับสิ่งเดิมๆ กล้าคิดนอกกรอบ กล้าถาม กล้าสงสัย และแสวงหาคำตอบด้วยการพิสูจน์ อาจต้องล้มเหลว ก็ต้องพยายาม ลูกควรเก่งกว่าพ่อแม่ ลูกศิษย์ควรเก่งกว่าอาจารย์ สิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางที่ใช้พัฒนาการ ทั้งทาง กาย ทางใจ รวมทั้งทางวัตถุด้วย

 

3.เรื่องตรัสรู้ ให้แง่คิดอย่างไรบ้าง

ให้แง่คิดว่า เมื่อเราสนใจปัญหาใด ขอให้มีความเพียรในการที่จะแก้ไขปัญหานั้น อาจต้องลองผิดลองถูก ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ถือว่าสิ่งที่ผิดพลาดนั้นเป็นเครื่องเตือนใจและเป็นแบบฝึกหัด ให้รู้ว่าทำแบบนั้นมันไม่ประสบผล ยามที่ประสบผลก็ไม่เก็บงำไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตน กลับเผยแพร่โดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นไปเพื่อคนหมู่มาก

ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้  ก็ได้ลองผิดลองถูก โดยไม่เกี่ยงงอนในเรื่องการขวนขวายหาความรู้ นำสิ่งที่รู้มาปฏิบัติเพื่อให้เห็นจริง ทางใดที่ค้นพบว่าไม่ใช่ ก็พร้อมละทิ้งไปเช่น ทางพ้นทุกข์ทางใจ ที่สุดโต่งสองทาง คือเสพกามสุขอย่างลุ่มหลงสุดโต่งทางหนึ่ง กับการทรมานตนเองจนสุดโต่งอีกทางหนึ่ง ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ก็มีมานานก่อนที่พระองค์จะประสูติ  เมื่อทางเหล่านี้ไม่ใช่ทางพระองค์ก็เพียรหาวิธีการอื่นๆต่อไป

สิ่งหนึ่งที่เป็น ลักษณะของผู้ที่จะประสบความสำเร็จ ก็คือ การเฝ้าครุ่นคิดสืบสาว หาเหตุ หาผล มีใจฝักใฝ่ในการสืบค้นเพื่อแก้ปัญหา พระองค์เป็นผู้พยายามค้นหาเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องทุกข์ในจิตใจคน

ในทางโลก ก็มีบุคคลสำคัญมากมาย ที่พยายามแก้ปัญหาทางโลก ด้วยหลักการเดียวกัน

ลูกแอปเปิลที่หล่นมาตรงหน้า เซอร์ ไอแซค นิวตัน ทำให้ท่านค้นพบแรงดึงดูดโลก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่อยู่ดีๆท่านเซอร์เกิดปิ๊งออกมาตอนนั้น  แต่เพราะว่า ท่านครุ่นคิดเรื่องนี้ตลอดเวลา เรียกว่ากัดไม่ปล่อย การที่ใจที่จดจ่อเรื่องใดอยู่ จึงทำให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ ที่ผ่านเข้ามา กลายเป็นคำตอบขึ้นมาได้ ทำไมแอปเปิลหล่นอยู่หลายร้อยหลายพันปีก่อนหน้านี้ ไม่มีใครคิดถึงเรื่องแรงดึงดูด

อาร์คีมีดิส หย่อนตัวลงในอ่างน้ำ พอน้ำล้นออกมา เขาดีใจจนร้องว่า ยูเรก้า เพราะเขาค้นพบวิธีการหาปริมาตรเพื่อพิสูจน์มงกุฏทองคำของกษัตริย์ นี่ไม่ใช่บังเอิญเช่นกัน แต่เพราะเขาใจจดจ่ออยู่กับการแก้ไขปัญหานี้ ทุกลมหายใจ

เอดิสัน ที่ผลิตหลอดไฟฟ้า ก็ผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาก็ไม่ถอย เฝ้าครุ่นคิดหาวิธีจนประสบผลสำเร็จ

 

4.เรื่องปรินิพพาน ให้แง่คิดอย่างไรบ้าง

ขอยกปัจฉิมโอวาท ก่อนที่พระองค์จะดับขันธปรินิพพาน  พระองค์ตรัสเตือนว่า

“ภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา  เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและคนอื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ในแง่ของการปรินิพพาน เป็นการเตือนใจว่า คนเราจะดีจะชั่ว จะยิ่งใหญ่ จะต้อยต่ำ เพียงใด สุดท้ายก็หนีความตายไม่พ้น คำว่า สังขาร ที่นอกเหนือจะแปลว่า ร่างกาย ที่ต้องชำรุดเสียหาย และต้องตกตายตามกัน ยังหมายถึงสิ่งปรุงแต่งทั้งทางวัตถุ และทางจิตใจ การปรุงแต่งทางจิตใจนี้ มีความสำคัญ เพราะทุกขณะที่เราลืมตาตื่นอยู่ จิตใจเราปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ปรุงแต่ง ทั้งส่วนบุญ และส่วนบาป รวมทั้งการปรุงแต่งใน ฌานสมาบัติ วาระสุดท้ายที่พระองค์ทรงเตือนก็คือ การเข้าฌานของพระองค์ตั้งแต่ รูปฌาณที่1 ถึงรูปฌาณที่4   จากนั้นพระองค์เข้าต่อไปยัง อรูปฌาน จนถึงอรูปฌานสูงสุด  แล้วถอยกลับออกมา จนถึงรูปฌาน ที่1ใหม่  แล้วย้อนขึ้นไปจนถึง รูปฌาน4 ซึ่งเป็นรูปฌานสูงสุด แล้วดับขันธ์ตรงนั้น

ทำไมพระองค์ไม่ดับขันธ์ ที่อรูปฌานสูงสุด ซึ่งพ้นจากเวทนา สัญญาทั้งหลาย ไม่ต้องเจ็บปวดทรมาน ทั้งนี้ พระองค์ต้องการเตือนว่า ไม่ควรยึดติดสิ่งใดๆ ทั้งสิ่งที่หยาบและสิ่งที่ละเอียด ตั้งแต่สิ่งที่เป็นวัตถุ ที่เป็นทรัพย์หยาบ ที่เป็นอาหารของจิตที่เข้ายึดเข้าถือครอง แม้กระทั่งชื่อเสียง ก็ต้องละคลาย มิฉะนั้นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่เป็นเครื่องปรุงแต่ง อันเรียกรวมว่าสังขารนี้ ที่จิตเข้าไปทรงอยู่ทั้งรูปธรรม นามธรรม ย่อมเป็นที่มาแห่งทุกข์

 พระองค์ได้เตือนให้ อบรมตนให้ดี เมื่ออบรมตนดีแล้ว อย่าได้ลืมเผื่อแผ่ผู้อื่นด้วย ดังที่พระองค์เสด็จจาริกแสดงธรรมตลอด 45 ปี แม้จะชราภาพแล้วก็ตาม เพราะเหล่านี้คือหน้าที่ ที่คนๆหนึ่งที่เกิดมา ใช้ชีวิตในสังคม ทุกคนที่รายล้อมตนอยู่ ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว ทุกคนต่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ในการช่วยเหลือต่อกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

การดำเนินชีวิต ต้องประกอบด้วย สติ ไม่ประมาท  คำว่าประมาทนี้ ไม่ได้หมายถึง ความประมาทในความหมายทั่วไป  แต่เป็นความหมายว่า อย่าเมาทั่ว  เมาใน ราคะ เมาในโทสะ เมาในโมหะ

เมื่อเมาในสิ่งเหล่านี้ ชีวิตเราจึงตกเป็นทาสของกิเลส จะทำอะไร จะพูดอะไร ก็เป็นไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา สุดแท้แต่จะพาไป ชีวิตจึงต้องวุ่นวายสับสน  หาต้นหาปลายไม่เจอ

มีการกล่าวกันว่า หลังพระองค์ดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว มีเสียงสะท้อนจากพระอินทร์ว่า

“สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงแท้หนอ เกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา  การดับสังขารทั้งหลายได้เป็นความสุข”

เสียงนี้กลายเป็นคาถาที่นิยมใช้สวดตอนชักผ้าบังสุกุล เวลามีงานศพ เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ดังนี้

“อนิจจา  วะตะ  สังขารา  อุปปาทะวะยะธัมมิโน

อุปปัชชิตวา  นิรุชฌันติ  เตสัง  วูปะสะโม  สุโข”

การดับสังขาร แปลว่า การดับกิเลสตัณหาได้ เมื่อดับกิเลสได้หมดสิ้น ก็หยั่งลงนิพพาน จึงเป็นความสุขอย่างยิ่ง  ไม่ใช่แปลกันว่า ตายไปแล้ว ก็สบายไป  เหมือนหลายๆคนที่ไปงานศพ ฟังคาถาบังสุกุลแล้วไปคิดเองว่า เออ คนตายแล้ว หมดห่วง สบายไปแล้ว ที่ไหนได้ ที่ตายไปจะไปเกิดเป็นอะไรก็ไปตามแรงกรรมที่ตนสร้างเอาไว้ อาจแย่กว่าเดิมหรือ ดีกว่าเดิม ก็สุดที่จะคาดเดา จนกว่าจะอบรมจิตใจตนเองจนเข้าสู่ อริยะบุคคล ถึงจะปิดทางเข้าสู่ อบายภูมิโดยสิ้นเชิงได้

สรุปคือว่า ถ้าเรารู้จักหยิบฉวย สาระในวันสำคัญเช่นนี้ มาสำรวจตนเอง ปรับปรุงวิธีการดำเนินชีวิตให้เจริญงอกงาม ย่อมเป็นคุณประโยชน์ สมกับที่เวียนมาอีกปีในปีนี้ ที่ตรงกับ วันที่1 มิถุนายน 2558

ถือเป็นกำไรที่ได้นอกเหนือจากการไปทำบุญตักบาตร และเวียนเทียน ด้วยครับ

  

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net