วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถ้าจำเป็นต้องทำบาป ก็อย่าทำบ่อย


กับการกระทำต่างๆในเรื่องเล็กๆน้อยๆ  เช่น

-กดไลค์บทความของเพื่อนทั้งๆที่ไม่ชอบหรือยังไม่ได้อ่าน

-หมอบอกคนไข้ว่ายังมีโอกาสหายสูงอยู่ทั้งๆที่ผลการประเมินบ่งว่าเขาจะอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่เดือน

-ตอบผู้ที่ถามว่าได้ทำเรื่องบางเรื่องว่าทำแล้วหรือยัง  ว่าทำแล้วทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำ 

 

การกระทำเล็กๆน้อยๆเหล่านี้แม้จะ เพื่อแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าเรายังใส่ใจเขาอยู่  เพื่อเป็นการให้กำลังใจเขา  เพื่อต้องการถนอมน้ำใจ  แต่ก็จัดเป็นการทำวจีทุจริตทางกายทวารบ้าง  (เช่น  การกดไลค์ที่เปรียบเสมือนการบอกว่าชอบด้วยการกระทำด้วยมือแทนการพูด)  ทำวจีทุจริตทางวจีทวารบ้าง

อย่างไรก็ดี  การกระทำบางอย่าง  บางครั้ง  บางเรื่อง  ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการวจีทุจริตเช่นการโกหกได้ค่ะ  เพียงแต่หลังจากทำแล้ว  เรามีทิฏฐิหรือความเห็นต่อการกระทำนั้นๆอย่างไร  หากเราไม่สมาทานสิกขาบทอยู่ก็จะไม่รู้สึกว่ากำลังประพฤติผิดศีล  และก็มักจะเกิดความเห็นตามมาแก้ต่างให้ตัวเองว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  แต่ทำเพื่อให้ผู้อื่นอยู่เป็นสุขตามสภาพปัจจุบันของเขา 

ดังเช่นคำตอบของหมอที่ต้องการให้กำลังใจคนไข้  อาจจะเพราะหมอเห็นว่าคนไข้โรคมะเร็งที่ตนดูแลเป็นคนที่ขาดกำลังใจ  จิตใจท้อแท้  เห็นว่าหากบอกความจริงไปก็อาจจะเร่งเวลาของการจากไปก็ได้  จึงไม่กล้าบอกความจริง  เป็นต้น

ในกรณีที่หมอต้องพูดโกหกกับคนไข้  พุทธพจน์ในพระคาถานี้  อธิบายการกระทำของคุณหมอได้เป็นอย่างดีค่ะ

ปาปญฺเจ  ปุริโส  กยิรา, ................... น  นํ  กยิรา  ปุนปฺปุนํ

น  ตมฺหิ  ฉนฺทํ  กยิราถ,  ..................ทุกฺโข  ปาปสฺส  อุจฺจโย ฯ

ถ้าบุคคลพึงทำบาปไซร้

ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อยๆ

ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น

(เพราะว่า)  การสั่งสมขึ้นซึ่งบาปเป็นเหตุนำทุกข์มาให้

การที่หมอเห็นว่าผิดแต่จำใจทำ  กับการที่หมอทำโดยไม่เห็นว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด  นั้น  ต่างกันนะคะ  เพราะอย่างแรก จะทำให้หมอเกิดความพยายามที่จะหาวิธีบอกคนไข้ พยายามให้คนไข้ค่อยๆรับความจริงของชีวิต ให้คนไข้ค่อยๆคลายความกังวล ค่อยๆเห็นตาม จนกระทั่งสามารถบอกความจริงได้ในภายหลัง  ซึ่งถึงแม้คนไข้จะยังไม่เห็นตาม แต่อย่างน้อยก็ได้มีความทรงจำใหม่ๆในเรื่องของสัจธรรมไว้ใคร่ครวญบ้าง    

ส่วนอย่างหลัง  หมออาจจะไม่รับผิดชอบต่อคำพูดของตน  พูดแล้วก็ผ่านเลย  คนไข้ก็อาจจะลาโลกโดยไม่ทันได้ตั้งตัว  ไม่ทำได้ทำบางอย่างที่เขาเห็นว่าควรทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

ส่วนการโกหกว่าทำทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำ  อาจจะเพราะเรื่องที่ถูกถาม  เราเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ  ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับใคร  ตรงข้าม  กลับจะถนอมน้ำใจกันเสียอีก  เพราะการที่เราจะทำแล้วหรือทำตามในภายหลังก็ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้  คงรู้อยู่แต่ตนที่ใจเท่านั้น 

การกดไลค์ทั้งๆที่ไม่ชอบก็เช่นกันค่ะ

นอกจากเราไม่ควรจะยินดีในการกระทำที่จำเป็นต้องทำทั้งที่รู้ว่าผิดศีล  ที่จำเป็นต้องทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นโดยไม่มีตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นั้นๆแล้ว  ยังมีอีกคำตรัสว่าเราควร  “มีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย”  ก็คือ  แม้แต่เรื่องที่เป็นความผิดเล็กๆน้อยๆ  ก็ไม่ควรเห็นว่าไม่มีโทษ  แต่ควรพิจารณาหาโทษของเรื่องนั้นๆ  เพื่อป้องกันการเกิดความเคยชิน  จนในที่สุดกลายเป็นเห็นในสิ่งที่ผิดว่าถูก 

เพราะหากเราชินกับการทำผิดเล็กๆน้อย นอกจากจะค่อยๆขยายความเคยชินที่จะทำโดยไม่รู้สึกผิดไปสู่การกระทำผิดนเรื่องใหญ่ๆแล้ว  ยังโน้มเราไปสู่การเห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น  นั่นคือ  ไม่เห็นอโยนิโสมนสิการอันนำไปสู่กิเลสประเภทโมหะของตน  ไม่เห็นความกลัวอันเป็นกิเลสประเภทโทสะของตน  แต่กลับเห็นกิเลสดังกล่าวของตนเป็นความติดใจยินดีอันเป็นกิเลสประเภทราคะของคนอื่น  แล้วทั้งโมหะ  โทสะ  ก็ย้อมเราให้ติดกับการกระทำนั้นๆ  หมุนวนเป็นราคะ  โทสะ  โมหะของเรา   เป็นกิเลสที่ดองอยู่ในสันดาน  (อนุสัย)  ของเราต่อๆไป

วาจา  เป็นสิ่งเบา  เราจึงทำผิดได้ง่ายมากค่ะ  ดังพระคาถาที่ว่า  คนที่ไม่ใส่ใจวาจาสัตย์ มักพูดโกหกโดยไม่กลัวปรโลก   จะไม่ทำบาปเป็นไม่มี  (หรือก็คือ  สามารถทำผิดอะไรก็ได้)

ปรโลก  เรามักหมายถึงโลกหน้า  โลกหลังความตาย   แต่เมื่อดิฉันพิจารณาจากคำตรัสที่ว่าทรงบัญญัติโลกด้วยกายอันกว้างคืบยาววา  อันมีสัญญาและใจครองนี้นี่เอง  และเนื่องจากจิตเกิดดับต่อเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา จึงมองว่า  การไม่กลัวปรโลกน่าจะหมายความรวมถึงการไม่กลัวความเป็นไปในขณะจิตหน้าที่จะเกิดต่อเนื่องจากขณะจิตนี้เป็นลำดับต่อๆไปด้วย 

คือ  การไม่กลัวว่าหากได้ทำเรื่องนั้นๆลงไปแล้วต่อไปใจของเราจะเป็นอย่างไร  จะเคยชินกับการกระทำอย่างไร  กิเลสอะไรจะยิ่งงอกงามจนไหลซ่านออกมาย้อมจิต  (กิเลสที่ไหลออกมาย้อมจิตนี้เรียกว่าอาสวะ)  จนเป็นเหตุให้มีการกระทำทางกาย  วาจา  ใจ  ต่างๆได้ง่ายขึ้น  เร็วขึ้น  ในยามที่ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆอย่างไร  กระทั่ง  สั่งสมความทรงจำอันค่อยๆโน้มไปสู่ทิฏฐิอย่างไร 

ดังนั้น  การมีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย  และไม่ทำบาปบ่อยๆ  จึงเป็นอีกธรรมที่เราควร  น้อมเข้ามาในตน  ค่ะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net