วันที่ อังคาร มิถุนายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำข้าวหลามใหญ่ที่สุดในโลก..ที่เบตง


                

บูโล๊ะลือแมย่างไฟ

                 ใกล้จะถึงเดือนรอมฏอน ประจำปี ฮ.ศ.1436 ตามปฏิทินอิสลาม หรือ ปี พ.ศ. 2558 ซึ่งจากที่ผู้อาวุโสคุยกัน ปีนี้น่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายนนี้ ซึ่งก็ถึงเทศกาล ของหวาน ของคาวพิเศษๆในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่จะถูกนำมาจำหน่ายจ่ายแจก ในช่วงละศีลอดยามตะวันตกดินในเดือนรอมฏอน เป็นโอกาสของผู้คนที่จะได้ลิ้มลอง และรับประทาน ทั้งชาวไทยมุสลิมและต่างศาสนิก เพราะพ่อค้าแม่มากกว่าช่วงปกติถึง  5-10 เท่าขายต่างออกมาปรุงอาหารสุดฝีมือเพื่อเอาชนะใจลูกค้า ตั้งแต่เริ่มต้นเดือนรอมฏอน จนกระทั่งจะกลั่นกรองลดหาย เหลือเฉพาะร้านเจ้าแห่งยุทธจักรวงการอาหารจริงๆเมื่อถึงปลายเดือนรอมฏอน

 


ไผ่พันธุ์สมาเลียน

 

                และในวันฮารีรายออิดิลฟิตตรี หรือ รายอปอซอ แต่ละบ้านก็จะจัดเตรียมอาหารมากมายอีกครั้ง เพื่อไว้ต้อนรับแขก ผู้มาเยือนทั้งญาติมิตรและเพื่อนสหาย ขนมหลากชนิด อาหารหลายเมนูก็จะสุดแท้แต่ละบ้านจะเลือกทำเพื่อรับแขก

                แต่สำหรับเมืองเบตง จะมีอาหารอย่างหนึ่ง ที่เป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ไม่เหมือนที่ใด และก็ต้องมีกันเกือบทุกบ้าน มาแต่โบราณกาลมา สิ่งนั้นก็คือ “ปูโล๊ะลือแม “ หรือ “ข้าวหลามบาซูก้า”ตามที่คนรุ่นหลังจะเรียกกัน เพราะขนาดมันใหญ่ ยาวและเหมือนปืนบาซูก้านั่นเอง

 


ม้วนใบตองอ่อน

 

สอดเข้าไปในกระบอก

 

จัดให้มีช่อง 

 

                  จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสในชุมชน ข้าวหลามบาซูก้า หรือ ปูโล๊ะลือแม ต้องใช้ไม้ไผ่พันธุ์สมาเลียนเท่านั้น และเบตง ก็คือแหล่งของไผ่ชนิดดังกล่าว ที่มีขนาดข้อยาว ตัวเนื้อไม้บาง มีกลิ่นหอม น้ำหนักเบานั่นเอง

                 ซึ่งขั้นตอนในการทำปูโล๊ะลือแมก็ยุ่งยากพอสมควร เพราะต้องเข้าป่า ขึ้นเขาไปหาไม้ไผ่ที่มีขนาดพอเหมาะ มีลำต้นตรง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-7เซนติเมตร นำกลับมาเลื่อยเป็นท่อนๆละประมาณ 75-90 เซนติเมตร แล้วแต่จะชอบ

 


ซาวข้าวเหนียว ผี่งให้แห้ง

 

อาจใส่ถั่วดำต้มสุก หรือ เผือก มัน

 

               จากนั้นก็นำมาทำความสะอาด แล้วหยอดใบตองที่ม้วนเป็นบ้องยาวเข้าไปในกระบอกไผ่ โดยไม่ให้ใบกล้วยพับหรือติดขัด และต้องให้ใบตองแนบกับกระบอกไผ่ ไม่เช่นนั้นเวลาย่างข้าวเหนียว ข้าวเหนียวจะติดกระบอกไม้ไผ่ ผ่ายาก ใบตองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ ข้าวหลามไม่ติดกระบอก มันสวย หอม ปอกง่าย น่ารับประทาน             

                หลังจากใส่ใบตองเสร็จ เราก็กรอกข้าวเหนียวแห้งที่ผ่านการล้างด้วยน้ำเย็น และสะเด็ดเรียบร้อย โดยกรอกเข้าช่องกลางใบตองในกระบอกไม้ไผ่จนเกือบเต็มกระบอก บางคนอาจจะติดหวาน ก็ผสมถั่วดำต้มสุก เผือกมันเข้าไปด้วย  หลังจากนั้น ก็กรอกกะทิสดที่ปรุงรสออกเค็มนิดๆ (หากจะไว้รับประทานกับแกงมัสมั่น) โดยกรอกให้ท่วมข้าวเหนียวนิดหน่อย เหมือนหุงข้าวทำนองนั้น

 


กรอกใส่กระบอก

 

เยาวชน คนรุ่นใหม่ สนใจ กรรมวิธีทำ

 

                หลังจากนั้นก็เอาไปย่างไฟ โดยการปักหลักสองข้างแล้วนำไม้หรือเหล็กพาดกลางทำเป็นราว เพื่อใช้พิงย่างกระบอกข้าวหลามที่เรียงเป็นแถวยาว ก่อไฟย่างข้าวหลามห่างกระบอกข้าวหลามประมาณ 30 เซนติเมตร และดูไฟใหดี อย่าให้ไฟแรงหรือไฟอ่อนเกินไป เพราะถ้าไฟแรงเกินไปข้าวหลามก็ไหม้ ถ้าไฟอ่อนเกินไปข้าวหลามก็จะดิบ

 


กรอกกระทิ เพื่อความมันและเค็มอร่อย

 

 

เรียงให้ชันเมื่อเตรียมย่าง

 

                โดยเมื่อเริ่มย่างข้าวหลาม ให้เรียงตั้งพาดกระบอกกับราวในแนวตั้งมากที่สุด เกือบ 90องศา แต่เมื่อข้าวหลามเริ่มเดือดได้ที่ ก็ให้ปรับเรียงใหม่ ตั้งเอียงประมาณ 60 องศา และเมื่อข้าวหลามตรงกลางสุกดีแล้ว ก็ให้เอียงประมาณ 45 องศาเพื่อย่างในส่วนปากกระบอกข้าวหลามให้สุก ใช้เวลาย่างก็ประมาณ 4-5 ชั่วโมง จึงจะใช้ได้ ดังนั้นการย่างข้าวหลามครั้งหนึ่งจำนวนกระบอกยิ่งมาก ยิ่งคุ้มค่ากับการเสียเวลา

 


จะต้องดูไฟใฟ้พอดี

 

 อาจย่างไก่ไปด้วย ไปพร้อมๆกัน

 

เมื่อใกล้สุก ก็เอียงเป็น 60 องศ และ 45 องศา ตามลำดับ


                 เมื่อข้าวหลามสุกดีแล้ว ชาวบ้านก็จะเอาไปพักให้เย็น เวลาขนถ่ายก็ควรเอาปากกระบอกชี้ขึ้นฟ้า เพราะมิเช่นนั้น ข้าวหลามอาจจะไหลหลุดออกมาทั้งกระบอกได้ เพราะใบตองกับกระทิทำให้ข้าวหลามลื่นไม่ติดกระบอก  และสามารถปลอกมารับประทานได้ทันทีเมือ่สุก แต่ส่วนใหญ่จะทำให้เสร็จก่อนวันฮารีรายอ 1 วัน เพราะรสชาติ และความหอมหวานก็จะพอดี โดยเฉพาะเมื่อนำมาเฉือนชิ้นบางๆชิ้นละ 3-5 เซ็นติเมตรเอามาจิ้มกับแกงมัสมั่นเนื้อ ไก่ แพะ หรือจะเป็นนมข้นหวาน สังขยา ละก็ รับรอง เมื่อถึงเดือนรอมฏอน คุณจะหวนคิดถึง เบตง คิดถึง“ปูโล๊ะลือแม” หรือ “ข้าวหลามบาซูก้า” ของดเมืองเบตงแน่นอน ..  ภาพ ไผ่แก้วเบตง/ศณีรา รายงาน.

  

นำมารับประทานกับแกงไก่ แกงมัสมั่น แกงกระทิ อร่อยเหอะ

 

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net