วันที่ อังคาร มิถุนายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไฉน "อองซานซูจี" จึงไม่มีความเห็นเรื่องโรฮิงญา?


ประชุม 17 ชาติที่กรุงเทพฯเมื่อวันศุกร์ว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียจบลงด้วยแถลงการณ์ที่ไม่มีคำว่า “โรฮิงญา” เพราะตัวแทนพม่าเสียงกร้าว บอกว่าใครอย่าชี้นิ้วมาที่พม่าว่าเป็น “ต้นตอ” ของปัญหาเป็นอันขาด

ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ท่านทะไล ลามะแห่งทิเบตให้สัมภาษณ์เรียกร้องให้อองซานซูจีซึ่งก็ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเหมือนกันให้หาทางช่วยเหลือชาวโรฮิงญาที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่จนเป็นเหตุที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องประชุมเพื่อหาทางแก้ปัญหานี้

องค์ทะไล ลามะให้สัมภาษณ์สื่อออสเตรเลียว่าท่านได้พบกับอองซานซูจีสองครั้งก่อนหน้านี้ ครั้งแรกที่ลอนดอน และอีกครั้งหนึ่งที่สาธารณรัฐเชค

อาตมาได้ยกเรื่องนี้คุยกับอองซานซูจี เธอบอกว่าประเด็นนี้มีปัญหา และมีความสลับซับซ้อน แต่อาจมาก็บอกเธอว่าถึงอย่างไรก็รู้สึกว่าเธอควรจะทำอะไรได้บ้าง

อองซานซูจีถูกวิจารณ์เรื่องนี้มายาวนานพอสมควร ถึงวันนี้เธอก็ยังไม่ได้แสดงจุดยืนออกมาอย่างชัดแจ้งนัก

คำว่า “ปัญหาซับซ้อน” ของเธอมีมาตั้งแต่เรื่องความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมโดยเฉพาะที่รัฐยะไข่ซึ่งเคยมีการปะทะกันรุนแรงระหว่างสองฝ่าย จนมีการเสียเลือดเสียเนื้อกันยืดเยื้อ และยังเป็นปัญหาที่คาราคาซังถึงวันนี้

เมื่อชาวโรฮิงญาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหายะไข่ อองซานซูจีจึงถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เธอไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด

ทำให้หน่วยงานเอ็นจีโอบางแห่งวิพากษ์ว่าเธอกลัวจะเสียคะแนนในหมู่ชาวพุทธในการเลือกตั้งหรืออย่างไร

คนใกล้ชิดบอกว่าเธอกลัวว่าหากเธอพูดอะไรเกี่ยวกับความขัดแย้งทางศาสนาในพม่า อาจจะทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายยิ่งเพิ่มดีกรีขึ้น แทนที่จะช่วยแก้ปัญหา อาจกระพือไฟแห่งความขัดแย้งหนักหน่วงยิ่งขึ้นก็ได้

หนีไม่พ้นว่าจะต้องมีคนมองว่าอองซานซูจีกลัวจะเสียฐานเสียงชาวพุทธในการเลือกตั้งครั้งหน้าจึงไม่ยกประเด็นโรฮิงญาขึ้นมาแสดงความเห็นให้ปรากฏต่อสาธารณชน

อีกทั้งกรรมการบริหารพรรค NLD ของเธอก็ดูเหมือนจะยืนอยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลของประธานาธิบดีเต็งเส่งในการไม่ยอมรับการมีอยู่ของ “โรฮิงญา” ในพม่า โดยโบ้ยว่าเป็นชาว “บังกาลี” จากบังคลาเทศ

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคฝ่ายค้านไม่มีจุดยืนแตกต่างไปจากรัฐบาลในประเด็นนี้จนกลายเป็นคำถามในเวทีสากลรวมถึงในการประชุมที่กรุงเทพฯเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

อองซานซูจีเคยให้สัมภาษณ์ Financial Times ว่า “เรายึดถือหลักการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนตามคำประกาศของสหประชาชาติ เราได้พยายามอย่างเต็มที่ในการเสริมสร้างความปรองดองระหว่างชนกลุ่มน้อยในประเทศ เพื่อไม่ให้ช่องว่างกว้างขึ้นไปมากกว่านี้”

เธอเคยตอบคำถามนี้ในการให้สัมภาษณ์ Globe and Mail ของแคนาดาว่า

คนที่วิพากษ์ฉันว่าไม่ประณามข้างนั้นข้างนี้ยังไม่เคยบอกฉันว่าพวกเขาหวังจะได้ผลอะไรจากการประณามของฉัน คุณก็แค่พูดให้ฟังดูดี เหมือนมีมาตรฐานศีลธรรมสูงเท่านั้น อย่างนี้ไม่ค่อยจะรับผิดชอบเท่าไหร่...”

การประชุมรอบนี้สามารถกดดันให้หลายประเทศยอมยื่นมือช่วยเหลือโรฮิงญา แต่ส่วนใหญ่ช่วยเป็นเงินมากกว่าที่จะรับชาวโรฮิงญาที่ยังรอคอยประเทศที่จะยอมให้เข้าไปตั้งถิ่นฐานใหม่เพราะพม่าไม่ยอมรับว่ามีปัญหานี้แต่อย่างไร

คำแถลงการณ์กว้าง ๆ บอกว่าจะแก้ปัญหาที่ “ต้นตอ” แต่ทั้งพม่าและบังคลาเทศไม่ยอมรับว่าประเทศของตนเป็นแหล่งกำเนิดของปัญหาแต่อย่างไร

วิเคราะห์จากเนื้อหาแล้ว การประชุมที่กรุงเทพฯสรุปได้เป็นสามแนวทาง ข้อแรกคือการช่วยเหลือปัจจุบันทันด่วนสำหรับชาวอพยพที่ลอยคออยู่ในทะเลขณะนี้ ข้อสองคือการป้องกันการอพยพและการค้ามนุษย์ ข้อสามคือการ “แก้ปัญหาที่ต้นตอ

จะบอกว่าการประชุมไร้ผลเสียเลยทีเดียวก็คงไม่ได้ แต่ครั้นจะถือว่าเป็นการพบปะที่แก้ปัญหาแล้วก็ไม่ถูกเช่นกัน

รัฐบาลไทยไม่ยอมให้ชาวโรฮิงญาขึ้นฝั่งเหมือนจุดยืนของเกือบทุกประเทศ แต่ก็ส่งเรือหลวงอ่างทองออกไปช่วยเหลือผู้ลอยอยู่ในเรือที่ต้องการน้ำท่าและยารักษาโรค ไม่ยอมใช้คำว่า “พักพิง” มีแต่ "ศูนย์ควบคุม" ชั่วคราวเท่านั้น

ซึ่งก็แปลว่าปัญหานี้ยังไม่จบง่าย ๆ จำต้องมีการแสดงความรับผิดชอบร่วมกันไม่ว่าจะเป็นต้นทาง, กลางทางหรือปลายทาง

เพราะเมื่อไม่มีใครยอมรับว่าเป็นปัญหาของตัวเอง, เรื่องนี้ก็กลายเป็นปัญหาของทุกคน

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net