วันที่ พุธ มิถุนายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สำเนียง...เหน่อ


พูดเหน่อ.. แบบไหนถึงเรียกว่า เหน่อ ถ้าพิจารณาในวันนี้ คำว่า "พูดเหน่อ" มักจะหมายถึง "พูดสุพรรณ" "พูดกาญจน์" หรือ"พูดเพชร" เสียมากกว่า ทั้งที่ ทางภาค เหนือ อิสาน ใต้ ก็มีวิธีการพูดต่างกัน อย่างนี้ ก็ต้องเหน่อทั้งประเทศ ยกเว้น พูดกรุงเทพฯ แล้วแบบไหนที่เรียกว่า พูดกรุงเทพฯ ล่ะ 

อันที่จริงความต่างของลักษณะคำพูดที่เรียกรวมๆ ว่า "เหน่อ"นั้น มันหมายถึง "สำเนียง" ท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ที่ใช้กัน การจะบอกว่า จังหวัดนั้น "เหน่อ" ภาคนี้ "เหน่อ" คงต้องพิจารณาเรื่องราวกันต่อ

ลองพิจารณาว่า ในอดีตเมื่องหลวงไม่ไช่ที่กรุงเทพมหานคร จะมีภาษาพูด มีสำเนียงก็จะต่างกันไป เช่น สมัยอยุธยา ก็จะมีสำเนียงเหน่อ แบบอยุธยา-สุพรรณบรี เป็นต้น ภาษาที่นำมาจารึกไม่ว่าในศิลาจารึกพ่อขุนราม หรือในโครงกาพย์กลอนโบราณจะมีสำเนียงการอ่านต่างกันไป อย่างนี้เรียกว่า "สำเนียงหลวง"  แต่เวลาเขียนหรือพิมพ์ให้อ่านก็จะใช้ภาษาราชการ ที่ใช้ในยุคสมัยรัตนโกสินทร์ ที่มีสำเนียงเหน่อ แบบกรุงเทพ-ธนบุรี

เริ่มต้นก็ทำให้งงแล้วสิ เข้าเรื่องเลยละกัน 

ได้เคยมีการจำแนกเสียงพูดของคนในภูมิภาคไว้ โดยรวมเรียกว่า"ภาษาถิ่น" แยกเป็น ภาษากลาง,ภาษาถิ่นใต้,ภาษาถิ่นเหนือ,ภาษาถิ่นอิสาน และแต่ละกลุ่มก็แบ่งแยกย่อยตามสำเนียงไปอีก

ภาษากลางจะใช้เป็นภาษาทางการ เป็นภาษาราชการ ขึ้นอยู่กับยุคสมัยใด เช่นวันนี้ เรามีกรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวง ภาษาที่ใช้เขียนเป็นตัวอักษร ก็จะใช้ภาษาจากสำเนียงหลวง ซึ่งก็คือ สำเนียงกรุงเทพ และสำเนียงธนบุรี มาเป็นหลักในการสะกดคำ

เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น จะยกตัวอย่างการแยกสำเนียงมาให้เห็นกัน

สำเนียงภาษาถิ่นของภาษากลางสามารถแบ่งได้ 7 สำเนียงใหญ่ คือ: 

1.สำเนียงกรุงเทพ

สำเนียงกรุงเทพ พบได้หลักๆ ในกรุงเทพฝั่งพระนคร, จังหวัดนนทบุรี, จังหวัดชลบุรี และตามอำเภอเมืองต่างๆ  สำเนียงกรุงเทพเป็นสำเนียงทางการของภาษาไทย เป็นสำเนียงหลักสำหรับผู้ที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ในการพูดภาษาไทยซึ่งปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่สามารถสื่อสารสำเนียงนี้ได้ดีเท่ากับเจ้าของสำเนียง เพราะการขยายตัวของสื่อ, สิ่งพิมพ์, รายการโทรทัศน์, วิทยุ, สื่อออนไลน์ และอื่นๆ

เป็นสำเนียงทางการของภาษาไทย เดิมทีเป็นการผสมผสานกันระหว่างสำเนียงอยุธยาและชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นหลังที่พูดไทยแทนกลุ่มภาษาจีน

ลักษณะเด่นคือมีการออกเสียงที่ชัดเจนและแข็งกระด้างซึ่งได้รับอิทธิพลจากภาษาแต้จิ๋ว การออกเสียงพยัญชนะ สระ การผันวรรณยุกต์ที่ในภาษาไทยมาตรฐาน มาจากสำเนียงถิ่นนี้ใน ขณะที่ภาษาไทยสำเนียงอื่นส่วนใหญ่ไม่สามารถผันได้ครบเสียง จะมี แค่ สูงหรือต่ำ เท่านั้น

คำศัพท์ที่ใช้ในสำเนียงกรุงเทพจำนวนมากได้รับมาจากกลุ่มภาษาจีนเช่นคำว่า เฮ็ง, อาหมวย, อาซิ่ม ซึ่งมาจากภาษาแต้จิ๋ว และจากภาษาจีน เช่น ถู(涂), ชิ่ว(去 อ่านว่า”ชู่”) และคำว่า ทาย(猜 อ่านว่า “ชาย”) เป็นต้น 

เนื่องจากสำเนียงกรุงเทพได้รับอิทธิพลมาจากภาษาจีนดังนั้นตัวอักษร “ร” มักออกเสียงเหมารวมเป็น “ล” หรือคำควบกล่ำบางคำถูกละทิ้งไปด้วยเช่น รู้ เป็น ลู้, เรื่อง เป็น เลื่อง หรือ ประเทศ เป็น ปะเทศ เป็นต้นสร้างความลำบากให้แก่ต่างชาติที่ต้องการเรียนภาษาไทย แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่พูดสำเนียงถิ่นนี้ก็สามารถออกอักขระภาษาไทยตามมาตรฐานได้อย่างถูกต้องเพียงแต่มักเผลอไม่ค่อยออกเสียง

2.สำเนียงอยุธยา

สำเนียงอยุธยาพบได้หลักๆในจังหวัดอยุธยา จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดอื่นๆในภาคกลางส่วนใหญ่ พบได้ในการแสดงโขนแบบโบราณซึ่งไม่ต้องการความแข็งกระด้างแบบสำเนียงกรุงเทพ หรือภาพยนตร์ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาเช่นสุริโยไท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นต้น พระบรมวงศานุวงศ์ส่วนใหญ่จะฝึกให้พูดสำเนียงถิ่นนี้เพราะเป็นสำเนียงชนชั้นสูงสมัยก่อน

การออกเสียงในสำเนียงอยุธยาจะค่อนข้างเอื้อนเสียงเหมือนร้องเพลงซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากภาษาลาวตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองทำให้มีความเหน่อเล็กน้อยการออกอักขระ “ร” และ “ล” จะเข้มงวดกว่าสำเนียงกรุงเทพมาก สำเนียงอยุธยาจะเหน่อคล้ายสำเนียงสุพรรณบุรี แต่สำเนียงสุพรรณบุรีมีความเหน่อมากกว่า 

3.สำเนียงสุพรรณบุรี

สำเนียงสุพรรณบุรี หรือเรียกว่า พูดเหน่อ พบได้ในสามจังหวัดคือ จังหวัดสุพรรณบุรี, จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดระยอง ปัจจุบันไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าทำไมภาษาไทยสำเนียงสุพรรณบุรีถึงพบในจังหวัดระยอง

การออกเสียงใกล้เคียงกับสำเนียงอยุธยาแทบทุกอย่าง เพียงแต่มีความเหน่อมากกว่าเพราะทั้งสำเนียงสุพรรณบุรีและสำเนียงอยุธยาได้รับอิทธิพลมาจากภาษาลาวเหมือนกัน ปัจจุบันสำเนียงเหน่อชนิดนี้มักเป็นที่ถูกล้อเลียนดูชวนขบขำ บางตำราเรียนหรือนักวิชาการบางท่านเหมารวมสำเนียงสุพรรณบุรีและสำเนียงอยุธยาเข้าด้วยกัน บุคคลที่มีชื่อเสียงที่พูดสำเนียงนี้เช่นพรพิมล เฟื่องฟุ้ง เป็นต้น

4.สำเนียงธนบุรี

พบได้แค่ในกรุงเทพฝั่งธนบุรี เดิมรากฐานของสำเนียงถิ่นนี้มาจากพวกแขก, ฝรั่ง และ มอญ

สำเนียงถิ่นนี้มีความใกล้เคียงทั้งสำเนียงกรุงเทพและอยุธยาก็คือ มีความเหน่อเล็กน้อยและ “ร” และ “ล” จะเข้มงวดเหมือนสำเนียงอยุธยาและมีการออกอักขระชัดเจนแบบกรุงเทพ ตัวอย่างบุคคลที่พูดสำเนียงถิ่นนี้เช่น สุหฤท สยามวาลา, สุประวัติ ปัทมสูต และ รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค เป็นต้น

5.สำเนียงพิษณุโลก

สำเนียงพิษณุโลกเป็นสำเนียงโบราณสมัยกรุงสุโขทัย ปัจจุบันพบได้ในจังหวัดพิษณุโลก, จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดใกล้เคียง

การออกเสียงสำเนียงนี้จะค่อนข้างคล้ายภาษาไทยถิ่นเหนือมีคำเมืองปนอยู่มาก มี6วรรณยุกต์เหมือนกับภาษาไทยถิ่นเหนือ แต่การออกอักขระเสียงเหมือนกับสำเนียงอยุธยาแทบทุกอย่างและเสียงจะห้วนกว่าสำเนียงอยุธยาและกรุงเทพ, “ร” และ “ล” จะเข้มงวดน้อยกว่าสำเนียงอยุธยา แต่ไม่ถูกละทิ้งบ่อยๆแบบสำเนียงกรุงเทพ, ออกเสียงพยัญชนะตัว “ฉ” กับ “ช”, “ถ” กับ “ท”, “ผ” กับ “พ” และ “ฝ” กับ “ฟ” แยกออกจากกัน บุคคลที่มีชื่อเสียงที่พูดสำเนียงนี้อย่างเช่น พงษ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณ, บุญธรรม ฮวดกระโทก, มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล และ กรภพ จันทร์เจริญ เป็นต้น

6.สำเนียงประจวบ

สำเนียงประจวบพบได้ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนของจังหวัดเพชรบุรี ภาษาไทยสำเนียงถิ่นนี้มีความใกล้เคียงกับภาษาไทยถิ่นใต้และได้รับอิทธิพลจากภาษามอญเป็นอย่างมาก

การออกเสียงหรือสำเนียงประจวบคีรีขันธ์นั้นใกล้เคียงกับภาษาไทยถิ่นใต้เป็นอย่างมากจนทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นภาษาใต้แต่ด้วยลักษณะสำนวนคำและคำศัพท์บางคำนำมาจากภาษาใต้และภาษามอญก็ยังคงความเป็นภาษาไทยถิ่นกลางอยู่เทียบเท่ากับภาษาจิ้นที่มีความใกล้เคียงกับภาษาจีนอย่างมาก 

7.สำเนียงโคราช

ภาษาไทยสำเนียงโคราช เป็นภาษาไทยถิ่นกลาง คำศัพท์ทั่วไปตรงกับภาษาไทยถิ่นกลาง มีสำเนียงค่อนข้างเหน่อและห้วนสั้นแบบภาคกลาง แต่มีการผันคำต่ำ-สูงที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างจากภาษาไทยถิ่นกลางบ้าง โดยมักใช้เสียงวรรณยุกต์เอก (เสียงต่ำ) แทนเสียงวรรณยุกต์โท (เสียงสูง) เช่น “โม่” แทน “โม้” หรือ “เสื่อ” แทน “เสื้อ” เป็นต้น นอกจากนี้ยังยืมคำในภาษาไทยถิ่นอีสานมาใช้ปะปนกันด้วยเล็กน้อย และเมื่อพูดจบประโยคจะลงท้ายด้วยคำว่า “เบิ้ง, เหว๋ย, ด๊อก

อาจเป็นเพราะสำเนียง กรุงเทพ-ธนบุรี สามารถผันวรรณยุกต์ได้ครบ ทั้ง 5 เสียง จึงสามารถแยกแยะคำได้ง่ายกว่า สำเนียงอื่นๆ 

แต่สำเนียงถิ่นเมื่อนำไปใช้กับคำพูดถิ่น มันก็จะกลายเป็นอัตลักษณ์ และ เอกลักษณ์ ของแต่ละถิ่นแต่ละพื้นที่ไป เรื่องแบบนี้เลียนแบบได้ แต่ยังไงก็ไม่เหมือน จริงปล่าว....

โดย ก.บ้านเรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net