วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นโยบายปลูกยางพารากับการทวงพื้นที่ป่าของรัฐ


นโยบายปลูกยางพารากับการทวงพื้นที่ป่าของรัฐ

 

สุริยันต์ ทองหนูเอียด

 

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 26 พฤษภาคม 2546 เห็นชอบโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมติดังนี้

1.ให้ยกเลิกมติ ครม.เมื่อ 15 พฤษภาคม 2533 เฉพาะเรื่องสวนยางที่อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติและให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมป่าไม้) กำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การอนุญาตเข้าทำประโยชน์เฉพาะสวนยาง โดยมอบให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะทำงานที่ทำหน้าที่ศึกษาพิจารณามาตรการ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการปลูกสร้างสวนป่าภาคเอกชน ที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ หากคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการฯ เห็นชอบก็ควรกำหนดการอนุญาตให้ดำเนินการปลูกป่าไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในพื้นที่ดังกล่าว

2.ให้ยกเลิกมติ ครม.เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ที่กำหนดให้ขยายพื้นที่ปลูกยางของประเทศไม่เกิน 12 ล้านไร่โดยให้ขยายพื้นที่ปลูกยางใหม่ในแต่ละปีได้เท่ากับพื้นที่ปลูกยางที่ลดลงในแหล่งปลูกยางเดิม และไม่ควรปลูกยางใหม่ในภาคเหนือและเห็นชอบให้ขยายพื้นที่ปลูกยางได้ในทุกภาคของประเทศในพื้นที่ที่กรมวิชาการเกษตร กำหนดเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยาง โดยคำนึงถึงการกำหนดเขตพื้นที่การเกษตร (Zoning) และผลิตภาพการผลิต (Productivity) เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา

3.อนุมัติให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินโครงการปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 (ปี 2547-2549) โดยคำนึงถึงเสถียรภาพราคายางในตลาด

4. อนุมัติให้กรมวิชาการเกษตร ใช้เงินกองทุนโครงการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ปลอดดอกเบี้ย วงเงิน 1,440 ล้านบาท เพื่อดำเนินการผลิตพันธุ์ยางจำนวน 90 ล้านต้นให้โครงการโดยส่งเรื่องการขอใช้เงินจากกองทุนโครงการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ให้กับคณะกรรมการ คชก. พิจารณาก่อน

5. เห็นชอบในการขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์สวนยางใช้เงิน cess วงเงิน 1,440 ล้านบาทชำระเงินคืน คชก. ในระยะเวลา 10 ปี นับจากปีที่สวนยางพาราให้ผลผลิตในแต่ละปี

6.เห็นชอบให้กระทรวงการคลัง (ธ.ก.ส.) จัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการวงเงิน 5,360 ล้านบาท เพื่อเป็นสินเชื่อในการปลูกสร้างสวนยาง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้เสนอโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 โดยเพิ่มพื้นที่ปลูกยาง 1,000,000 ไร่ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 700,000 ไร่ และพื้นที่ภาคเหนือ 300,000 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (2547-2549)

โดยให้กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบการกำหนดเขตปลูกยางที่เหมาะสม การตรวจสอบ ควบคุม และจัดหาพันธุ์ยางให้ ส.ก.ย. รับผิดชอบการฝึกอบรม การควบคุม กำกับ การตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการปลูกยางของโครงการ และให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบการจัดหาสินเชื่อ

มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว นำมาซึ่งการปลูกยางพาราในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงอย่างกว้างขวาง ทั้งเนื่องจากการสนับสนุนโดยนโยบายของรัฐและประชาชนเปิดพื้นที่แผ้วถางปลูกยางเอง

ประชาชนในหลายจังหวัดของประเทศโดยเฉพาะภาคใต้ เห็นช่องทางสร้างรายได้ตามนโยบายของรัฐ จึงได้มาตั้งหลักปักฐานปลูกพาราจำนวนมากในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ดังปรากฎอยู่ในปัจจุบัน

แต่เมื่อมีปัญหายางราคาตก เนื่องจากนโยบายของรัฐที่ล้มเหลวไม่สามารถพยุงราคาได้ รัฐบาลปัจจุบัน จึงเสนอมาตรการให้ประชาชนโค่นยางหนึ่งล้านไร่ โดยอ้างว่า เพื่อพยุงราคายางในปัจจุบัน

ดังที่นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าราคายางแผ่นดิบรมควันที่ปรับขึ้นาราคาถึงกิโลกรัมละ 60 บาทเป็นผลมาจากมาตรการเร่งโค่นยางในพื้นที่ป่า เขตอุทยาน รวมทั้งการโค่นยางในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ส.ก.ย.) 1 ล้านไร่ แยกเป็นเขตป่า 6 แสนไร่ ได้ใช้มาตรการเร่งรัดกลุ่มนายทุนให้ดำเนินการอย่างรีบด่วน

แต่เมื่อประชาชนไม่ยอมโค่นต้นยาง เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้รับการเยียวยาช่วยเหลือจากมาตรการดังกล่าวอย่างไรและยางกำลังให้ผลผลิต รัฐบาลจึงออกมาตรการทวงผืนป่าด้วยการโค่นยาง

ดังที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด   รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงความคืบหน้าปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกปลูกยางพาราเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมาว่า

จากการรวบรวมข้อมูล ทั้งจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและการเดินเท้าเข้าสำรวจในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศจนนำมาสู่การออกแผนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าพบว่า มีการบุกรุกพื้นที่ป่าทั่วประเทศ  รวม 62 จังหวัด โดยเฉพาะในภาคใต้พบการบุกรุกทุกจังหวัด  พื้นที่ที่ถูกบุกรุกแล้วแผ้วถางปลูกยางพารา มีทั้งที่เป็นป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า วนอุทยานและเตรียมประกาศเป็นวนอุทยาน

“รัฐบาลไม่สามารถยอมให้เกิดพฤติกรรมละเมิดกฎหมาย เอาเปรียบประเทศและรังแกทรัพยากรที่ควรสงวนรักษาไว้ให้ลูกหลานแบบนี้ต่อไปได้ ในปีนี้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติทวงคืนผืนป่า จำนวน 200,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้อีก 400,000 ไร่ โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ดำเนินการไปได้แล้วประมาณ 23,000 ไร่ ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้”

นี่คือ ความลักลั่นของนโยบายรัฐไทยที่นักการเมือง หน่วยงานราชการและรัฐบาลปัจจุบัน ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการสร้างผลงานจากยุครัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งสู่รัฐบาลรัฐประหารในปัจจุบัน

ข้ออ้างที่ว่าประเทศต้องการผืนป่าไว้ให้ลูกหลาน ต้องจัดการกับผู้บุกรุกรายใหญ่ ต้องไม่ให้คนจนได้รับผลกระทบ สุดท้าย หน่วยงานของรัฐก็กินรวบ ทั้งไล่ชุมชนออกจากป่าและผูกขาดอำนาจการจัดการ

นโยบายปลูกป่าที่สร้างหน้าสร้างตาให้ผู้มีอำนาจและนายทุนได้สร้างภาพรักสิ่งแวดล้อมทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา รัฐเคยศึกษาวิจัยไหมว่า ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมหรือไม่ ปลูกป่าสำเร็จหรือล้มเหลว

การที่รัฐออกนโยบายทวงผืนป่าแล้วชี้หน้ามาที่ชาวสวนยางเยี่ยงอาชญากรหรือข้าศึก แล้วระดมกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและท้องถิ่นเข้ากวาดล้าง นโยบายเช่นนี้เป็นธรรมต่อชาวสวนแล้วจริงหรือ

ถึงเวลาแล้วที่รัฐไทยต้องทบทวนนโยบายทวงผืนป่าด้วยการโค่นยางที่ไม่เป็นธรรมโดยเร็ว

 

-------------------------------------

 

หมายเหตุ พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ชานชาลาประชาชน”

หนังสือแทบลอยด์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 21-27 มิถุนายน 2558

ขอบคุณภาพจาก www.thairath.co.th

โดย มุสิกะตะวัน

 

กลับไปที่ www.oknation.net