วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวียดนามหวัง ACMECS กระตุ้นท่องเที่ยว


                                                       

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

เหวียน เติ่น หยุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ซึ่งมีกำหนดการที่จะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งที่ 7 ของผู้นำรัฐบาลจากกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) และการประชุมสุดยอดครั้งที่ 6 ว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในลุ่มน้ำอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ระหว่างเมียนมาร์ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ในวันที่ 22-23 มิถุนายน 2015 นี้ที่กรุงเนปิดอว์ของเมียนมาร์นั้น ได้คาดหวังอย่างมากว่าการประชุมสุดยอดฯดังกล่าวนี้จะมีส่วนอย่างสำคัญยิ่งในการช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในเวียดนามให้กลับสู่สภาวะที่ขยายตัวอีกครั้ง

 

ทั้งนี้เพราะจากรายงานล่าสุดของกระทรวงข่าวสาร-วัฒนธรรมและท่องเที่ยวของเวียดนามนั้นได้ระบุว่าในตลอดเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าไปในเวียดนามจำนวนทั้งสิ้น 576,868 คน ซึ่งลดลงจากเดือนเมษายนในอัตราเฉลี่ยที่สูงถึง 16.4% ทั้งยังลดลงถึง 14.4% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันในปี 2014 ที่ผ่านมาอีกด้วย โดยมีสาเหตุที่สำคัญมาจากการกระ ทบกระทั่งกับจีนเกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งในการอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ Spratly ในเขตทะเลจีนใต้ ซึ่งยังผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าไปในเวียดนามลดลงถึง 30% ในระยะ 5 เดือนแรกของปี 2015 นี้ ซึ่งก็คือจำนวนนักท่องเที่ยวจีนได้ลดลงจาก 998,152 คนในระยะ 5 เดือนแรกของปี 2014 มาเป็น 7 แสนคนเศษๆ เท่านั้นในระยะ 5 เดือนแรกของปี 2015 นี้ และถ้าหากปัญหาขัด แย้งยังคงดำเนินต่อไป ก็เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนไม่ถึง 1 ล้านคนที่เดินทาง เข้าไปในเวียดนามในตลอดปี 2015 นี้ ขณะที่ในปี 2014 มีนักท่องเที่ยวจีนเกือบ 2 ล้านคนที่เดินทางไปเวียดนาม

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากว่า ACMECS นั้นได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกันภายใต้หลักการร่วมที่ว่า Five Countries – One Destination ด้วยการริเริ่มการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยการเชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญใน 5 ประเทศเข้าด้วยกัน กล่าวก็คือเมืองพุกาม (เมียนมาร์) – เชียงใหม่ (ไทย) – หลวงพระบางและนครเวียงจันทน์ (ลาว) – เสียมเรียบ (กัมพูชา) เมืองเหว้และดานัง (เวียดนาม) ภายใต้เป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ได้ถึง 50 ล้านคนในปี 2015 นี้ ก็ทำให้นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้คาดหวังว่าความร่วมมือที่ว่านี้จะมีส่วนอย่างสำคัญยิ่งในการบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนดังกล่าว

รัฐบาลเวียดนามได้เริ่มเปิดประเทศเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมากยิ่งขึ้นในปี 1995 หลังจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางการค้าหรือ Embargo ในปี 1994 ซึ่งทำให้มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในเวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 1.35 ล้านคน ในปี 1995 เป็น 7 ล้านกว่าคนในปี 2012 และมากกว่า 7.8 ล้านคนในปี 2014 โดยสร้างรายรับให้กับธุรกิจบริการและท่องเที่ยวได้มากถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

 

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเวียดนามก็ยังได้วางเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เดินทาง เข้าไปในเวียดนามให้ได้ไม่น้อยกว่า 10.5 ล้านคนในปี 2020 โดยถ้าหากเป็นไปตามแผนการและเป้าหมายดังกล่าวนี้ ก็จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวมีรายรับมากกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังจะสามารถสร้างงานให้กับชาวเวียดนามได้มากกว่า 3 ล้านคนอีกด้วย

 

สำหรับในปี 2015 นี้ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับจีนก็ตาม แต่รัฐบาลเวียดนามก็ได้วางเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ได้ถึง 8 ล้านคน ทั้งนี้โดยนอกจากจะคาดหวังแรงกระตุ้นที่จะเกิดขึ้นจากการประชุมสุดยอดครั้งที่ 6 ของ ACMECS ซึ่งผู้นำรัฐบาลจากทั้ง 5 ประเทศภาคีจะรับรองแถลงการณ์เนปิดอว์และแผนปฏิบัติการในปี 2016-2018 ร่วมกันอย่างเป็นทางการแล้ว รัฐบาลเวียดนามยังคาดหวังว่าชาวเวียดนามในต่างประเทศ (Viet Kieu) มากกว่า 5 ล้านคนนั้นจะมีส่วนอย่างสำคัญยิ่งในการช่วยกระตุ้นให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากในปี 2014 ที่มีชาวเวียดเกี่ยวมากกว่า 5 แสนคนที่เดินทางเข้าไปเวียดนามในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือตรุษเวียดนาม (Tet) นั่นเอง

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net