วันที่ พุธ มิถุนายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ก้าวที่ 61 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (1) ส่งมอบอำนาจสู่ลูก-หลานอย่างสมบูรณ์


                                                     

 

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

ปี 2015 ถือเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เพราะนอกจากจะถือเป็นปีแห่งการก่อตั้งพรรคฯครบรอบ 60 ปีในเดือนมีนาคมนี้แล้วก็ยังเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองการยึดครองอำนาจด้วยการสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวครบ 40 ปีในเดือนธันวาคมอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีการจัดงานเฉลิมฉลองทั้ง 2 วันประวัติศาสตร์นี้อย่างยิ่งใหญ่

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวที่สำคัญในลาว นับตั้งแต่กลางปี 2014 เป็นต้นมา ก็ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวในหลายกรณีที่มีนัยสำคัญในทางการเมืองลาว เริ่มจากการที่สมาชิกสภาแห่งชาติลาวได้มีมติด้วยเสียงส่วนใหญ่รับรองการแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอีก 2 คน พร้อมกับการโยกย้ายตำแหน่งรัฐมนตรีอีกจำนวนหนึ่งตามการนำเสนอของ ทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีลาว ที่มีใจความสำคัญในตอนหนึ่งว่า

“ข้าพเจ้าขออนุญาตต่างหน้ารัฐบาลเสนอการซับซ้อนยกย้ายสมาชิกรัฐบาลชุดที่ 7 จำนวนหนึ่งที่ได้รับหน้าที่ใหม่ และ แต่งตั้งพนักงานการนำขั้นสูงให้ดำรงตำแหน่งใหม่ ต่อกองประชุมสมัยสามัญเทื่อที่ 7 เสนอให้ท่าน ดร.บุนปอน บุดตะนะวง กรรมการกรมการเมืองศูนย์กลางพรรคเป็นรองนายกรัฐมนตรี สองเสนอ ท่าน ดร.พันคำ วิพาวัน กรรมการกรม การเมืองศูนย์กลางพรรคเป็นรองนายกรัฐมนตรี ทั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิ การและกีฬา”

ด้วยมติดังกล่าวนี้ได้เป็นผลให้คณะรัฐบาลลาวมีรองนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนประกอบด้วย อาซาง ลาวลี,ทองลุน สีสุลิด, สมสะหวาด เล้งสะหวัด, บุนปอน บุดตะนะวง และ พันคำ วิพาวัน โดยที่ ทองลุน นั้นก็ยังควบรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ และ พันคำ ก็ยังควบรัฐมนตรีศึกษาธิการและกีฬาต่อไป

นอกจากนี้ มติตกลงดังกล่าวยังได้โยกย้าย สินละวง คุดไพทูน จากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับไปเป็นเจ้าครองนครเวียงจันทน์ แล้วก็ได้ย้าย สอนไซ สีพันดอน (บุตรชาย พลเอกคำไต สีพันดอน อดีตประธานพรรคและประธานประเทศ) จากเจ้าแขวงจำปาสักขึ้นเป็นรัฐมนตรีและหัวหน้าห้องว่าการรัฐบาลที่มีอำนาจกลั่นกรองทุกเรื่องทุกราวก่อนเสนอต่อนายกรัฐมนตรี

ส่วน พลโทแสงนวน ไซยะลาด นั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ ในขณะที่ นาม วิยะเกด (บุตรชาย พลโทสะหมาน วิยะเกด อดีตประธานสภาแห่งชาติ) ก็ถูกโยกย้ายจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปเป็นเจ้าแขวงอัตตะปือ ที่เป็นส่วนหนึ่งในเขตพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจร่วมกับกัมพูชาและเวียดนาม

ก่อนหน้านี้ คณะเลขาธิการศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ก็ได้มีมติแต่งตั้งบุคลากรระดับสูงของพรรคเพื่อรักษาการใน 4 ตำแหน่งสำคัญที่ได้ว่างลง เพราะการเสียชีวิตของบุคลากรระดับสูง 4 คนจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่แขวงเซียงขวางในเดือนพฤษภาคม 2014

โดยผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าคณะโฆษณาอบรบศูนย์กลางพรรคแทนที่ของ เจือง สมบูนขัน ก็คือ สีสุก พิลาวง ที่เป็นรองหัวหน้าคณะดังกล่าวนี้อยู่แล้ว ส่วนผู้รักษาการเจ้าครองเขตนครเวียงจันทน์แทนที่ของ สุกัน มะหาลาด ก็คือ สมวันดี นาถาวง ซึ่งก็เป็นรองเจ้าครองนครฯ อยู่ก่อนแล้วเช่นกัน

ส่วนผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันความสงบแทน ทองบัน แสงอาพอน ก็คือ พลจัตวา สมแก้ว สิลาวง และผู้ที่ได้รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศแทนที่ของพลโทดวงใจ พิจิด นั้นก็คือ พลโท แสงนวน ไซยะลาด ที่ก้าวจากรัฐมนตรีช่วยว่าการฯขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศอย่างเต็มตัวนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการกรมการเมืองพรรค (Politburo) ยังได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการใน 4 กระทรวงพร้อมกันอีกด้วย กล่าวก็คือกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงโยธาธิการและขนส่ง กระทรวงการเงินและกระทรวงภายใน ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการในสถานการณ์ปัจจุบัน

แต่ที่ถือว่าเป็นกรณีที่ประชาชนลาวได้ให้ความสนใจมากที่สุด ก็คือการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 8 ของสภาแห่งชาติลาว ระหว่างวันที่ 9-26 ธันวาคม 2014 ซึ่งได้มีการหยิบยกปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งในวงการพรรคและรัฐบาลขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งปรากฏว่ามีบุคคลหนึ่งที่ได้รับการยกย่องอย่างโดดเด่นที่สุดจากประชาชนและสมาชิกสภาแห่งชาตินั่นก็คือ เวียงทอง สีพันดอน ประธานองค์การกวดสอบแห่งรัฐ ผู้ซึ่งเป็นบุตรีของ พลเอกคำไต เช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวียงทอง ได้เปิดเผยว่ามีการตรวจพบการทุจริตมากกว่า 324 พันล้านกีบหรือเกินกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 25 โครงการที่ไม่มีอยู่จริง ทั้งยังตรวจพบการใช้งบประมาณที่เกินจริงไปมาก กว่า 87 พันล้านกีบใน 77 โครงการและอีก 254 โครงการที่ดำเนินงานไม่สำเร็จตามแผนการที่วางไว้แต่ก็ได้ใช้งบประมาณไปทั้งหมดแล้ว (มากกว่า 4.3 ล้านล้านกีบหรือกว่า 537 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังของ เวียงทอง นั่นเอง ดังเจ้าหน้าที่ระดับ สูงภายในสภาแห่งชาติลาว ได้ให้การยืนยันว่า

“ความจริงแล้วเวียกงานกวดสอบก็เป็นเวียกหนึ่งที่ประจัญบานต่อกับเป้าหมายที่บ่ดี จังซั่นมาเห็นการรายงานมื้อนี้ถือว่าสมาชิกสภาแห่งชาตินี้กะหลายท่านที่ได้ย่องยอชมเชยองค์การกวดสอบแห่งรัฐเพราะว่าภายหลังที่ได้กวดสอบเห็นได้ปัญหาที่ร้ายแรง เพราะว่าไผๆกะรู้เนาะว่ารายรับเฮานั้นบ่ได้ดี เศรษฐกิจบอบบาง ทรัพยากรธรรมชาติสูญเสีย”

ทางด้านองค์การเพื่อความโปร่งใสสากล (Transparency International) ที่ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของบรรดานักธุรกิจเกี่ยวกับสภาพการฉ้อราษฎร์บังหลวงใน 175 ประเทศทั่วโลกนั้นก็ได้จัดให้ลาวอยู่ในอันดับที่ 145 ในปี 2014 โดยได้รับความไว้วางใจจากบรรดานักธุรกิจชาวต่างชาติที่ลงทุนในลาวในระดับ 25 คะแนนเท่านั้นจาก 100 คะแนนเต็ม

โดยจากคะแนนดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะถือเป็นระดับความไว้วางใจที่ดีกว่าในปี 2012 ที่ลาวถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 160 ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากนักธุรกิจต่างชาติที่ลงทุนในลาวเพียง 21 คะแนนเท่านั้นก็ตาม แต่ก็ถือเป็นสถานภาพที่ตกต่ำลงถึง 5 อันดับเมื่อเทียบกับปี 2013 ที่ลาวอยู่อันดับที่ 140 และได้รับความไว้วางใจที่ระดับ 26 คะแนน นั่นก็หมายความว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงในลาวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในสายตาของนักลงทุนชาวต่างชาติในลาวนั่นเอง

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลาวได้รับความไว้วางใจต่ำลงนั้น ก็เพราะว่าการปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงในลาวยังมีประสิทธิภาพต่ำ แต่ครั้นเมื่อ เวียงทอง ได้เข้ารับตำแหน่งประธานองค์การกวดสอบรัฐเพียงในระยะเวลาปีกว่าๆมานี้ ก็ยังได้ตรวจพบข้อมูลใหม่ที่ทำให้รัฐบาลลาวต้องสูญเสียงบประมาณไปมากกว่า 6 ล้านล้านกีบ (กว่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในตลอดแผนการปี 2013-2014 ที่ผ่านมานั้น ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างบารมีของบุตรีคนนี้ของพลเอกคำไต ให้สูงเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

ถึงกระนั้น เวียงทอง ก็หาใช่ลูกหลานผู้นำคนแรกที่ได้รับการส่งเสริมเช่นนี้ แต่ได้มีการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการของกระทรวงต่าง ๆ มาแล้วก่อนหน้านี้ โดยที่ถือเป็นการตอกย้ำถึงการส่งต่ออำนาจจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลานของบรรดาผู้นำคนสำคัญของพรรคฯลาว ทั้งที่เสียชีวิตไปแล้วและที่ยังคงมีชีวิตอยู่ได้อย่างชัดเจนเช่น สันติพาบ พมวิหาน (บุตรชายของ ไกสอน พมวิหาน อดีตผู้นำสูงสุด) ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเงินเพื่อเปิดทางให้ อัดสะพังทอง สีพันดอน (ทายาทอีกคนของ พลเอกคำไต) ได้ขึ้นมาครองตำแหน่งหัวหน้ากรมภาษีอย่างเต็มตัว

ขณะที่ สุบพะไซ สุพานุวง (ทายาทของ เจ้าสุพานุวง ประธานประเทศคนแรก) ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ และ อินลาวัน แก้วบุนพัน (ทายาทของ พลเอกสีสะหวาด แก้วบุนพัน อดีตนายกรัฐมนตรี) ก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

นอกจากนั้น ลูกหลานของบรรดาอดีตผู้นำพรรคฯลาว ที่ยังครองตำแหน่งสำคัญในทางการเมืองเรื่อยมา เช่น ไซสมพอน พมวิหาน (บุตรชายคนโตของ ไกสอน) ยังคงเป็นกรรมการบริหารงานศูนย์กลางพรรคและรองประธานสภาแห่งชาติลาว, ดวงสะหวัด สุพานุวง (บุตรชายของ เจ้าสุพานุวง) ก็ได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ เอกสะหว่าง วงวิจิด (หลานของ พูมี วงวิจิด อดีตผู้รักษาการประธานประเทศ) ก็ได้ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอย่างเต็มตัว เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุที่พรรคฯลาว ยังได้ประกาศเป้าหมายต่อประชาชนลาวทั้งชาติว่าจะนำพาประเทศ ให้หลุดพ้นจากสภาพด้อยพัฒนาให้ได้ภายในปี 2020 เพื่อมุ่งสู่ความทันสมัยภายในปี 2030 ด้วยแล้ว จึงถือเป็นช่วงเวลาที่จะช่วยรับประกันว่าการสืบทอดอำนาจสู่ลูก-หลานนั้นจะสามารถดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์และมั่นคงนั่นเอง!!!

                                    

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net